The crash of 2 Titans เห็นด้วยมากๆ ขอนำเผยแพร่ – นี่แหละครับ คือ เหตุผลที่ผมไม่ใช้ Facebook หน้าหลักเลย เปิดเอาไว้เพื่อสร้างเพจ
ผมใช้เพจ เพื่อสื่อสารแนะนำเว็บไซด์ในช่วงแรกๆ เมื่อพวกเรารู้แล้วว่าเว็บไซด์อยู่ที่ไหน เพจ facebook ก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป ผมก็ปิดซะงั้น
ผมจึงถูกใจ สุนทรพจน์ที่กล่าวโดยทิม คุก ซีอีโอของ Apple ในงานประชุม Computers, Privacy and Data Protection
แบบโดนใจโก๋แก่อย่างผมมาก
The crash of 2 Titans
เห็นด้วยมากๆ ขอนำเผยแพร่
ที่มา … https://www.facebook.com/krptonite/posts/10218900467609099

จุดแตกหักของ 2 ยักษ์ใน “ศึกความเป็นส่วนตัว”
“เราเชื่อว่าเทคโนโลยีที่มีจริยธรรมคือเทคโนโลยีที่ทำงานให้เรา มันคือเทคโนโลยีที่ช่วยให้เรานอนหลับได้ ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ทำให้เราถ่างตาตื่น มันคือเทคโนโลยีที่เตือนเราเมื่อเราใช้มันเพียงพอแล้ว เปิดพื้นที่ว่างให้เราสร้างสรรค์ วาด เขียนหรือเรียนรู้ ไม่ใช่เรียกร้องให้เรากดรีเฟรชครั้งแล้วครั้งเล่า เทคโนโลยีควรจะทำตัวจางๆ อยู่เบื้องหลังในเวลาที่เราออกไปปีนเขาหรือว่ายน้ำ แต่ว่าคอยช่วยเหลือเวลาที่เราหกล้มรุนแรง เทคโนโลยีจะต้องยกความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของเรามาเป็นที่หนึ่งเสมอ เพราะผลิตภัณฑ์ที่ดีไม่จำเป็นจะต้องแลกมาด้วยความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้”
ข้างบนนี้คือส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์ที่กล่าวโดยทิม คุกซีอีโอของ Apple ในงานประชุม Computers, Privacy and Data Protection
-------------------------------------------------------
ไม่พลาด ข่าวสาร บทความ ความรู้ ประกาศตำแหน่งงานว่าง และ อื่นๆ
กรอก ชื่อ และ อีเมล์ ในแบบฟอร์มข้างล่าง จะมีอีเมล์กลับมาให้ "ยืนยัน" นะครับ การสมัครจึงจะสมบูรณ์ ... อ้อ ... อย่าลืมดูใน junk, trash, spam box นะครับ บางทีระบบมันเอาอีเมล์ตอบกลับไปไว้ที่นั่น
แม้ทิมจะไม่เอื้อนเอ่ยออกมาสักคำว่าเขากำลังพูดถึงบริษัทอะไรอยู่ ก็คงจะไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่จะเดาว่าเป้าที่ทิมยิงเปรี้ยงไปคราวนี้จะต้องเป็นโซเชียลมีเดียยักษ์ใหม่อย่าง Facebook แน่ๆ
เท้าความกลับไปเล็กน้อยเพื่อให้เข้าใจที่มาที่ไปของการปะทะออกสื่อกันในครั้งนี้
ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา Facebook ซื้อพื้นที่โฆษณาในหนังสือพิมพ์หัวใหญ่ๆ ของสหรัฐ ทั้ง Wall Street Journal, The New York Times และ The Washington Post เพื่อโจมตี Apple หลังจากที่มีข่าวออกมาว่า Apple กำลังเตรียมปรับนโยบายความเป็นส่วนตัวใหม่
สิ่งที่ Apple เปิดตัวออกมามีอยู่ 2 อย่างหลักๆ ด้วยกัน
อย่างแรกก็คือ การที่ทุกแอพพลิเคชั่นจะต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสว่าแอพพ์ของตัวเองเก็บข้อมูลส่วนตัวอะไรของผู้ใช้เอาไว้บ้าง และมีนโยบายการดูแลเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานอย่างไร โดยที่จะต้องใช้ถ้อยคำอธิบายให้ผู้ใช้งานเข้าใจได้ง่ายที่สุด
เปรียบเปรยง่ายๆ ก็คือ Apple มองว่าทุกแอพพ์จะต้องมีสิ่งที่คล้ายๆ กับฉลากโภชนาการอาหารแปะเอาไว้ แต่แทนที่จะบอกแคลอรี่ ปริมาณโซเดียมหรือน้ำตาล แอพพ์เหล่านี้จะต้องเปิดอย่างโปร่งใสหมดเปลือกว่าตัวเองเก็บข้อมูลอะไรของผู้ใช้ไปบ้าง
อย่างที่สองคือ สิ่งที่ Apple เรียกว่า App Tracking Transparency หรือ ATT เปิดทางให้ผู้ใช้ iPhone เลือกได้เลยว่าจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้แอพพ์บนโทรศัพท์ติดตามเก็บข้อมูลส่วนตัวของตัวเองบ้าง และสิ่งนี้นี่แหละที่ทำให้ Facebook หวาดหวั่นจนต้องออกมาตอบโต้
ทุกวันนี้เราใช้งานสมาร์ตโฟนทำหลายสิ่งหลายอย่าง คนจำนวนไม่น้อยไม่ทันได้ตระหนักว่าทุกๆ บริการ ทุกๆ แอพพ์ที่เราคลิกเข้าไปใช้ จะมีการเก็บข้อมูลกิจกรรม พฤติกรรม สิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เราไม่ชอบเอาไว้ แล้วนำมาใช้ในการที่จะยิงโฆษณามาให้เราได้อย่างตรงจุด นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมหลายๆ ครั้งเราถึงได้เห็นโฆษณาที่ตรงเป๊ะกับสิ่งที่เรากำลังสนใจบนหน้าฟีดโซเชียลมีเดียของเรา และมันดูจะรู้จักทุกแง่มุมในชีวิตของเราไปหมด
ทิมบอกว่า การที่เราใช้งานโซเชียลมีเดียเหล่านี้และถูกตามเก็บข้อมูลส่วนตัวเอาไว้ทั้งหมดทำให้สถานะของเราแปรเปลี่ยนจากการเป็นลูกค้า กลับกลายเป็นตัวเราเองนี่แหละที่เป็นผลิตภัณฑ์ให้บริษัทโซเชียลมีเดียเหล่านั้นนำไปขาย
ลองพิจารณาทางฟากฝั่งของ Facebook กันบ้าง ในโฆษณาที่ Facebook ใช้เพื่อโจมตี Apple นั้น Facebook ระบุว่าฟีเจอร์ใหม่ของ Apple ที่ให้สิทธิคนใช้ iPhone เลือกบล๊อกการติดตามเก็บข้อมูลได้จะส่งผลเสียต่อธุรกิจขนาดเล็กที่พึ่งพาการโฆษณาบน Facebook เพราะจะทำให้ธุรกิจเหล่านั้นไม่สามารถเล็งโฆษณาไปที่กลุ่มเป้าหมายโดยตรงได้และจะเข้าไม่ถึงกลุ่มลูกค้าของตัวเองอีกต่อไป
แน่นอนว่า Facebook พอจะมองเห็นอนาคตอยู่แล้วว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่โทรศัพท์ของเรามีหน้าต่างเด้งถามขึ้นมาว่า แอพพ์นี้กำลังเก็บข้อมูลส่วนตัวของคุณอยู่นะ จะอนุญาตให้เก็บต่อไปได้หรือเปล่า ผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็จะต้องตอบว่า “ไม่”
และในที่สุดนี่อาจจะเป็นจุดจบของโมเดลการทำธุรกิจของ Facebook ที่ประสบความสำเร็จมาอย่างยาวนาน ดังนั้น ถ้าไม่ต่อสู้ตอนนี้ก็อาจจะไม่ทันการณ์เอาได้
Facebook ถึงกับวาดภาพอนาคตให้เห็นว่า ถ้าหาก Apple ดึงดังที่จะทำแบบนี้ นอกจากธุรกิจเล็กๆ จะพังย่อยยับแล้วก็อาจจะเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าของอินเตอร์เน็ตที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ให้แย่ลง และ นำมาซึ่งจุดจบของการโฆษณาดิจิตอลไปเลย
อันนี้ทิมสวนกลับด้วยการบอกว่า ระบบโฆษณาแบบเดิมก็อยู่มาได้หลายสิบปี โดยที่ไม่ต้องเก็บข้อมูลส่วนตัวของใครมาใช้เสียหน่อย
การที่โซเชียลมีเดียคอยตามเก็บข้อมูลส่วนตัวของเราก็คล้ายๆ กับมีคนมาแอบมองลอดผ่านหน้าต่างบ้านของเราเพื่อดูว่า วันๆ หนึ่ง เรากินอะไรบ้าง ทำอะไรบ้าง ใช้แชมพูยี่ห้ออะไร ชอบสบู่หรือยาสีฟันแบบไหน ซึ่งก็จะมีทั้งคนที่โอเคและไม่โอเค
คนที่โอเคก็อาจจะบอกว่าไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย ไหนๆ เราก็ได้ใช้โซเชียลมีเดียฟรีแลกกับการยอมดูโฆษณาอยู่แล้ว ถ้าบริษัทอย่าง Facebook จะเก็บข้อมูลเราไปเพื่อคัดเลือกโ๋ฆษณาที่ตรงกับความสนใจมายิงให้เราเห็นก็น่าจะดีกว่าต้องมานั่งดูโฆษณาที่เราไม่สนใจไม่ใช่หรือ ซึ่งแนวคิดแบบนี้ก็ไม่ผิดอะไร
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ Apple กำลังทำไม่ใช่การป้องกันไม่ให้โซเชียลมีเดียแอบมองลอดประตูหน้าต่างบ้านของทุกคน แต่ Apple กำลังจะบอกว่าเจ้าของบ้านจะต้องเลือกได้ บ้านหลังไม่ไม่ถือสาก็แง้มประตูค้างไว้ให้เขามองเข้ามาได้ต่อไป แต่บ้านหลังไหนหวงแหนความเป็นส่วนตัวไม่อยากให้ใครมองเข้ามาได้อีกก็จะต้องมีตัวเลือกให้ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดได้เหมือนกัน
มาถึงตรงนี้เราก็เห็นชัดแล้วว่า Apple และ Facebook เลือกเดินคนละทางไม่พอ แต่ยังเป็นเส้นทางที่พุ่งเข้าชนกันด้วย
โดยมีเสียงข้างมากสนับสนุน Apple อยู่ เพราะไม่ว่าจะอย่างไร การให้ความสำคัญต่อความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องเสมอ และ Facebook ก็จะต้องก้าวเดินอย่างระมัดระวังขึ้นเพราะช่วงหลังๆ มานี้บริษัทต้องเจอกับมรสุมทางด้านภาพลักษณ์หลายอย่างที่กำลังนำไปสู่การเคลื่อนไหวรณรงค์ให้คนเลิกใช้ Facebook ตั้งแต่เรื่องอิทธิพลที่มีผลต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งก่อน ต่อเนื่องมาถึงการเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ข่าวปลอม ทฤษฎีสมคบคิด และความเกลียดชังอันน่ากลัว
ภาพลักษณ์ที่กอบกู้ไม่สำเร็จจนทำให้ความเชื่อมั่นของผู้ใช้งานถดถอย ในที่สุดแล้วอาจจะสร้างความเสียหายให้ธุรกิจเล็กๆ ที่พึ่งพา Facebook ได้มากกว่าที่ Facebook กล่าวหานโยบายความเป็นส่วนตัวของ Apple เสียอีก และ มันอาจจะเกิดขึ้นโดยที่ Facebook ไม่ทันคาดคิดก็ได้
เครดิต …
จิตต์สุภา ฉิน
ซู่ชิง Jitsupa Chin
Cool Tech
มติชนสุดสัปดาห์
5-11 February 2021
ถ้าจะซื้อของออนไลน์จาก 2 เจ้านี้อยู่แล้ว คลิ๊กลิงค์ หรือ โลโก้ ข้างล่างนี้เลยครับ ผมจะได้ค่าคอมฯเล็กๆน้อยๆสมทบทุนจ่ายค่าเช่า host server ขอบคุณครับ
(ไม่ต้องกังวลนะครับ ไม่ใช่ลิงค์ดูดเงินแน่ๆ)
https://raka.is/r/qlzXR |
https://raka.is/r/gP7GV |
https://raka.is/r/qlzXR
https://raka.is/r/gP7GV