Naga 7 punched through Salam 3 Offshore Sarawak – เมื่อเช้าเห็นข่าวสั้นๆในวงการเรา ไม่ได้เขียนถึงมานานแล้ว ก็อยากจะเขียนถึงสักหน่อย เป็นความรู้รอบตัวกันครับ
สั้นๆคือ แท่นขุดเจาะแบบ Jack Up 3 ขา เกิดอุบัติเหตุ ระหว่างการเข้าพื้นที่เพื่อขุดเจาะ Salam 3 ที่นอกชายฝั่ง Sarawak ประเทศมาเลเซีย คนงาน 101 คน ถูกอพยพขึ้นฝั่งปลอดภัยครบทุกคน
Naga 7 punched through
Salam 3 Offshore Sarawak
ข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้น
- ชื่อแท่น Naga 7
- บริษัทเจ้าของแท่น Velesto Energy
- บริษัทน้ำมัน (ผู้เช่าแท่น) Conoco Phillip
- จุดเกิดเหตุ แหล่ง Salam 3 นอกชายฝั่ง ซาราวัก (กูเกิลเอาครับว่าอยู่ตรงไหน) ประเทศมาเลเซีย ขณะเข้าพื้นที่เจาะหลุมประเมิน
- น้ำลึก ประมาณ 90 เมตร
- POB 101 ปลอดภัยหมด
- เวลาที่เกิดเหตุ 1445 น. (เวลาท้องถิ่น) 3 พ.ค. 2564
- แหล่งข้อมูล Energy voice
มารู้จัก Punch through กัน
อธิบายง่ายๆเลยครับ มโนกันนิดนึงครับ ถ้าเคยไปเดินลุยขี้เลนเละๆริมคลอง ในปลักควาย หรือ ตอนไปปลูกป่าชายเลน
ก่อนเราจะลงน้ำหนักขาที่ก้าวไปข้างหน้าแบบเต็มๆ เรามักจะ “หยั่งๆ” หรือ “หยั่งเชิง” ลงน้ำหนักแบบกึ่งๆครึ่งๆก่อน ดูว่าพื้นเลนตรงนั้นรับน้ำหนักไหวไหม ถ้าไหว ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมั่นใจก็จะลงน้ำหนักทั้งหมด แล้วก้าวต่อไป
วิธีนี้โดยมากมันก็โอเคแหละ มันก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทดสอบดูว่าพื้นที่ที่เราไม่รู้รับน้ำหนักเราได้ไหม
แต่มันก็มีบางครั้งที่ความซวยมาเยือน หยั่งๆลงไป มันก็พอได้นี่หว่า แต่พอลงน้ำหนักเต็มๆ (แม่ง)เจือกจิ้มพรวด ขาจมเลนไปจนมิดโคนขา 555
นั่นแหละครับ อาการนั้นแหละ เราเรียก Punch through
-------------------------------------------------------
ไม่พลาด ข่าวสาร บทความ ความรู้ ประกาศตำแหน่งงานว่าง และ อื่นๆ
กรอก ชื่อ และ อีเมล์ ในแบบฟอร์มข้างล่าง จะมีอีเมล์กลับมาให้ "ยืนยัน" นะครับ การสมัครจึงจะสมบูรณ์ ... อ้อ ... อย่าลืมดูใน junk, trash, spam box นะครับ บางทีระบบมันเอาอีเมล์ตอบกลับไปไว้ที่นั่น
ในการเอาขาแท่น jack up ลง ก็อารมณ์คล้ายๆกันครับ แทนที่จะมี 2 ขา แบบ คน มันมี 3 ขา
ตอนเราเอาขาลง
- เราก็เอาขา 3 ขา ไปจิ้มพื้นทะเล
- ค่อยยกแท่นให้ปริ่มๆระดับน้ำ (zero air gap) เวลาพราดร่วง แท่นจะได้ไม่กระแทกพื้นน้ำแรงไงครับ
- จิ้มขาหนึ่งลงไปให้ลึกๆ (เหมือนเรากำลังหยั่งเท้าลงไปในขี้เลน)
- ค่อยๆสูบน้ำเข้าท้องแท่นตรงขานั้นให้หนักๆ (ทะยอยๆปั๊ม แบบเราหยั่งขาก้าวเดินในขี้เลน)
- สังเกตุอัตราการจมของขา (จมไปกี่เมตรต่อชั่วโมง)
- ปั๊มน้ำเข้าแท่นอีกจนอัตราการจมของขาหยุดหรือน้อยกว่าค่าปลอดภัย
- สลับไปทำอีกขา และ อีกขาจนครบ
- ยกแท่นให้สูงพ้นเหนือน้ำตามที่วิศวกรคำนวนไว้
นี่ผมอธิบายแบบบ้านๆนะครับ เอาแบบเข้าใจง่ายๆ จริงๆนี่เรื่องใหญ่มากๆ มีขั้นตอนทางวิศวกรรมเยอะแยะ กราฟ ตาราง การคำนวน เพียบ
การสำรวจผิวพื้นทะเล และ ธรณีใต้พื้นทะเล ก่อนทำการเข้าพื้นที่นั้นสำคัญมาก ไม่ใช่จู่ๆอยากเอาแท่นเจาะเข้าไปจิ้มขา จึ๊กๆ ก้เอาเข้าไปได้ ไม่ใช่อย่างนั้น ต้องจ้างบ.ผู้เชี่ยวชาญมาสำรวจ วิเคราะห์ วางแผนการเข้าพื้นที่ บลาๆ เยอะแยะ
แต่ก็นั่นแหละ มันก็พลาดกันได้ตามข่าว จิ้มพรวดลงไปขานึง มันก็เอียงกระเท่เร่ แบบที่เห็นในรูป
เวลาเกิด punch through เนี้ย โดยมากจะค่อยๆเกิด (ถ้าค่อยๆจิ้ม) ค่อยๆเอียง และ ตัวแท่นที่ยกไว้ปริ่มๆน้ำจะช่วงพยุง หน่วงเวลาเอียงเอาไว้
ยกเว้นซวยจริงไรจริง คือ จิ้มลงไปครบจนมั่นใจว่าพื้นทะเลเอาอยู่ แล้วยกแท่นขึ้นมาให้เหนือน้ำเยอะๆ แล้วไปเกิด punch through เอาตอนนั้น ก็ถือว่าโครตซวย
แต่มักจะไม่เป็นแบบนั้นหรอก เพราะกว่าเราจะยกแท่นให้พ้นน้ำ เราต้องแน่นใจเกินร้อยแหละว่าขาจะไม่พรวดจมลงไป

ก็จะไม่แปลกอะไรที่อพยพคนออกจากแท่นได้ครบทุกคนทันเวลา ถ้าเรือชูชีพพร้อมใช้งาน และ ไม่มีปัญหาในการเอาเรือชูชีพลงพื้นน้ำ
เนื่องจากผมไม่อยากลงรายละเอียดเรื่องการคำนวนต่างๆให้มันเอยะไป จะหนักสมองกัน ก็ขอเอามาเล่าสู่กันฟังง่ายๆไว้ประมาณนี้ก็แล้วกันครับ
recta sapere
ห่างหายจากคอลัมภ์นี้ไปนาน วันนี้ขอพื้นที่เล็กๆแลกเปลี่ยนความเห็นกันหน่อยครับ
ตอนนี้ผู้ป่วยโควิดแย่งทรัพยากรสาธารณสุขจากผู้ป่วยโรงร้ายแรงกว่าอื่นๆด้วยเหตุผลทางจิตวิทยามากกว่าเหตุผลทางการแพทย์จริงๆ
ทั้งๆที่จริงๆแล้ว หลายๆกรณีที่ผู้ป่วยโรคร้ายแรงอื่นๆอันตรายมากกว่า ต้องการทรัพยากรทางการแพทย์ ด่วนกว่า แต่กลายเป็นว่า ผู้ป่วยโควิดมาทีหลัง แต่เพราะกระแสสังคม ความกดดันรอบด้าน เพราะดราม่ากัน ผู้ป่วยโควิดเลยได้ทรัพยากรสาธารณสุขที่ผู้ป่วยโรคร้ายแรงอื่นควรจะได้ไปครอบครอง
เหมือนคนที่ออกมาโวยวายออกสื่อ (และคนมีเงิน มีเส้นสาย) ก็ได้รับการดูแลแบบปาดหน้าคนที่ไม่โวยวายเข้าคิวเป็นพลเมืองดี โลกนี้มันไม่มีความเท่าเทียมกันจริงๆหรอก
ทำให้นึกถึงเรือเกาหลีที่ล่มเมื่อหลายปีก่อน นักเรียนมัธยมตายไป หลายร้อยคน สาเหตุการตายหมู่หนึ่งอยู่ที่นักเรียนเชื่อฟังคำสั่งกัปตันว่าให้อยู่แต่ในห้องพัก นักเรียนที่รอดคือคนที่คิดต่าง กบฏ ไม่เชื่อฟังสายการบังคับบัญชา แต่ฟังสามัญสำนึกตนเอง
พ่อแม่เขาอาจจะสอนให้เด็กคิดเป็น แต่อีกหลายร้อยคน คิดเองไม่เป็น หรือคิดเองเป็น แต่ด้วยระบบการศึกษาสอนให้เชื่อฟัง ก็นอนในห้อง ดูคลิป เซท เล่นมือถือ จนเรือคว่ำน้ำเข้า ตายเกลี้ยง
ถ้าเป็นเด็กอเมริกัน อาจจะไม่ตายเยอะแบบนี้ แต่อาจจะตายเยอะเพราะแย่งกัน เหยียบกันตายหน้าประตูทางออกฉุกเฉิน ซึ่งก็ยากที่จะประเมินว่า ตายแบบเชื่อฟังคำสั่ง หรือ ตายอย่างไม่เชื่อฟังคำสั่ง แบบไหนจะมากน้อยกว่ากัน
ในประวัติศาสตร์ 3 ความหายนะของมนุษย์ชาติ (สงคราม โรคระบาด และ ความอดอยาก) คนที่รอด คือ คนที่อยู่บนยอดปิระมิดสังคมการปกครอง ปิระมิดการทหาร ปิระมิดการศึกษา และ ปิระมิดเศรษฐกิจ เสมอ บางส่วนของฐานปิระมิดอาจจะโชคดีที่มีคนบางส่วนดีๆของยอดปิระมิดเหลียวแล แต่ส่วนใหญ่ของฐานปิระมิดมักไม่รอด
ไม่ว่าในวันที่มนุษย์ชาติเราจะก่อไฟเล่านิทานหน้าถ้ำ หรือ วันที่เราออกไปพิชิตกาแลคซี่อันไกลโพ้น ปิระมิดนี้ก็ไม่หายไปไหน และ ถ้าเราฝานฐานปิระมิดออกไปในแนวราบ หรือ ผ่าปิระมิดในแนวตั้ง เราก็จะได้ผลลัพท์เป็นปิระมิด 2 ปิระมิดอยู่ดี
นอกจากนี้ผมยังเห็นด้วยอย่างแรง กับประโยคที่นายแพทย์ท่านหนึ่งกล่าวไว้ …
“… แนะนำทุกๆคนอย่าดูตัวเลขรายวันครับ ดูเฉลี่ยเจ็ดวันจะดีสุด เพราะการรายงานทุกวันมีปัจจัยมากที่ทำให้มันแกว่งได้ … “

ทุกวันนี้เราโดนสื่อสาดตัวเลขเดียวกันใส่(กระบาล)วันล่ะหลายๆครั้ง
ทำให้นึกถึงวิชาเศรษฐศาสตร์ที่เราเคยเรียนมา อาจจะไม่เหมือนแป๊ะๆแต่คล้ายๆกัน
เงิน 10 บาท เปลี่ยนมือ 10 ครั้ง ก็ “เสมือน” มีเงิน 100 บาท ในระบบฯ
“วันนี้ตาย 15 คน” … วันเดียว ได้ยิน(อ่าน/เห็น) 10 ครั้ง ก็ “เสมือน” (ในจิตใต้สำนึก) ว่าวันนี้ “ตาย 150 คน”
ตัวเลขโควิดก็ไม่ต่างกัน … กลับมาที่ประโยคที่ผมเห็นด้วย
“… แนะนำทุกๆคนอย่าดูตัวเลขรายวันครับ ดูเฉลี่ยเจ็ดวันจะดีสุด เพราะการรายงานทุกวันมีปัจจัยมากที่ทำให้มันแกว่งได้ … “
บังเอิญที่ผมแสดงความเห็นในพื้นที่ส่วนตัวตรงกับ นพ. ท่านนี้ ในประเด็น (ตัวเลขแกว่ง) ถ้าว่างๆก็ไปบริโภคกันได้ที่ลิงค์ข้างล่างนี้
นั่นคือประเด็น “การบริโภคซ้ำ”
อีกประเด็นที่ชวนคิด คือ การบริโภคที่ไม่สมดุล หรือ บริโภคด้านเดียวคือ ด้านที่สื่อ “ขายได้”
ตัวเลขความสูญเสีย จะตัวใหญ่ๆ และ สีแดงๆ บนพื้นสีดำ
“เรือล่ม ดับ 5 ศพ” กับ “เรือล่ม รอด 350 คน”
ข่าวเดียวกัน แต่ infographic แบบหลัง จะไม่มีคนส่งต่อ ไม่รีทวีต และ 3 อี ไม่เอาไปขยายผล (อีจัน อีเจี๊ยบ อีแหม่ม)
ดังนั้น เพื่อการบริโภคที่สมดุล เรา(ผู้มีสติ)จะพึ่งพาสื่อในการเคี้ยวให้แล้วป้อน (spoon feed) ข้อมูลอีกด้าน (เช่น รอด 350 คน) ก็คงจะสิ้นหวัง 555 🙂
อัตตาหิ อัตโนนาโถ … ครับ
ผมไม่ได้บอกว่า ควรโลกสวยดิ หรือ มองในแง่ดีบ้างซิ บลาๆ
ผมแค่จะบอกว่า บริโภคข่าวสาร “อย่างสมดุล” และ ที่สำคัญคือ “อย่างที่มันเป็น”
ท้ายที่สุด เราไม่สามารถพึ่งพาสื่อสังคมได้ในเรื่องความสมดุล เราต้องหาข้อมูล (อีกด้านที่สื่อไม่นำเสนอ) เอาเอง … 🙂
ถ้าจะซื้อของออนไลน์จาก 2 เจ้านี้อยู่แล้ว คลิ๊กลิงค์ หรือ โลโก้ ข้างล่างนี้เลยครับ ผมจะได้ค่าคอมฯเล็กๆน้อยๆสมทบทุนจ่ายค่าเช่า host server ขอบคุณครับ
(ไม่ต้องกังวลนะครับ ไม่ใช่ลิงค์ดูดเงินแน่ๆ)
https://raka.is/r/qlzXR |
https://raka.is/r/gP7GV |
https://raka.is/r/qlzXR
https://raka.is/r/gP7GV



