ถ้าจะซื้อของออนไลน์จาก 2 เจ้านี้อยู่แล้ว คลิ๊กลิงค์ หรือ โลโก้ ข้างล่างนี้เลยครับ ผมจะได้ค่าคอมฯเล็กๆน้อยๆสมทบทุนจ่ายค่าเช่า host server ขอบคุณครับ

(ไม่ต้องกังวลนะครับ ไม่ใช่ลิงค์ดูดเงินแน่ๆ)

https://raka.is/r/qlzXR https://raka.is/r/gP7GV

Caveman Principle กับ Social Distancing

Caveman Principle กับ Social Distancing – ในสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญกับโควิด 19 เราพยายามทำสิ่งที่เรียกว่า การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ในการชะลอการแพร่กระจายของไวรัสชนิดนี้

โรคติตต่อ จะไม่ติดต่อ ถ้าคนเราไม่ติดต่อ … มีนายแพทย์ท่านหนึ่งให้ความเห็นไว้อย่างน่าฟัง เข้าใจง่าย ปฏิบัติได้จริง … ชื่นชม

การทำงานที่บ้าน หลีกเลี่ยงปฏิสัมพันธ์กันทางสังคมในโลกจริงโดยหันไปใช้โลกเสมือนแทน เป็นมาตราการเชิงบังคับ

How far can we go? …

เราจะไปต่อกันแบบนี้ได้นานขนาดไหน เราจะขยายโลกเสมือนออกไปได้อีกแค่ไหน

ถ้าจะซื้อของใน shopee อยู่แล้ว เข้าทางนี้เลยครับ ผมจะได้ค่าคอมฯ ถือว่าช่วยผมจ่ายค่าเช่า host server ไม่ใช่คลิ๊กดูดเงินแน่นอนครับ ไม่ต้องกังวล

Caveman Principle กับ Social Distancing

เอ๊ะ … คนเราจะใช้โลกเสมือนแทนโลกจริงได้ มากแค่ไหน? (extension) และ นานแค่ไหน? (time length)

ตามประสาคนอยากรู้ต้องได้รู้ … ผมลองค้นคว้าเรื่องนี้ดู ก็อยากนำมาแบ่งปันกัน

Caveman Principle

หลักการนี้พูดกันแบบบ้านๆว่า “พฤติกรรมที่คนเราทำกันทุกวันนี้เป็นผลมาจากพฤติกรรมของคนเราสมัยที่เรายังอยู่ในถ้ำ”

หรือ อีกนัยหนึ่ง ถ้าเราอยากเข้าใจว่า ทำไมคนเราถึงมีพฤิตกรรมแบบนี้ในวันนี้ หรือ อยากจะทำนายว่าในอนาคตเราจะมีพฤติกรรมอย่างไร ต้องย้อนไปหาคำอธิบายจากในวันที่เรายังอยู่ในถ้ำ

-------------------------------------------------------

ไม่พลาด ข่าวสาร บทความ ความรู้ ประกาศตำแหน่งงานว่าง และ อื่นๆ

กรอก ชื่อ และ อีเมล์ ในแบบฟอร์มข้างล่าง จะมีอีเมล์กลับมาให้ "ยืนยัน" นะครับ การสมัครจึงจะสมบูรณ์ ... อ้อ ... อย่าลืมดูใน junk, trash, spam box นะครับ บางทีระบบมันเอาอีเมล์ตอบกลับไปไว้ที่นั่น

จะมีอีเมล์กลับมาให้ "ยืนยัน" นะครับ การสมัครจึงจะสมบูรณ์ … อ้อ … อย่าลืมดูใน junk, trash, spam box นะครับ บางทีระบบมันเอาอีเมล์ตอบกลับไปไว้ที่นั่น แล้วอย่าลืม mark as not junk or spam ด้วยนะครับ เวลาส่งเตือนคราวหน้า จะได้ไปอยู่ใน in box :)

caveman principle

หลักการนี้บอกว่า อิงอยู่บนทฤษฎีวิวัฒนาการของ ดาร์วินชี ….

บรรพบุรุษเราลงมาจากต้นไม้ เมื่อ 100,000 ปี นี้เอง จากนั้นก็เริ่มที่จะยืนตัวตรงตั้งฉากกับพื้นดิน และ เดินสองขา … ฯลฯ

พฤติกรรมอะไรที่ทำให้บรรบุรุษเรา “อยู่รอด และ สืบพันธุ์”  ก็จะถูกสืบถอดทางพันธุ์กรรมมาจนถึงพวกเรา และ แน่นอนว่า พฤติกรรมอะไรที่ทำให้บรรบุรุษเราอยู่ไม่รอด หรือ สืบพันธุ์ไม่ได้ ก็ไม่ส่งต่อมาถึงพวกเราในวันนี้

Prove to kill

ในสมัยที่เราอยู่ถ้ำ โปรตีนคือสารอาหารที่หายาก ใครเก่ง ใครล่าสัตว์ จับสัตว์ มาเป็นอาหารได้ คือ ผู้อยู่รอด ได้เลือกที่จะผสมพันธุ์ หรือ มีเพศเมียยอมให้ผสมพันธุ์ และ ต้นทุนการสืบเผ่าพันธุ์ (ตั้งครรภ์ เลี้ยงลูก) ของเพศเมียสูงกว่าเพศผู้ ดังนั้นเพศเมียที่เลือก(ยอม)ผสมพันธุ์กับเพศผู้ที่ล่าโปรตีนมาได้ จึงเป็นหลักประกันได้ว่าลูกจะแข็งแรง และ มีโปรตีนกิน

เพศเมียที่ไม่เลือกเพศผู้ผสมพันธุ์ตามหลักนี้ก็จะไม่ได้สืบเผ่าพันธุ์ต่อไป (หรือมีลูก แต่ ลูกอดตาย) พฤติกรรมที่ไม่เอื้อให้อยู่รอดและสืบพันธุ์ก็ไม่ได้ถูกส่งต่อ

ดังนั้น เมื่อเพศผู้ล่าโปรตีนมาได้ ก็ต้องแสดงออก และ พิสูจน์ กับ คนในเผ่าว่า ฉันล่ามาได้ ซึ่งก็ไม่มีอะไรที่ชัดเจนได้เท่ากับ กระดูก เขี้ยว เขา หัวสัตว์ที่ล่ามาได้ เป็นสิ่งพิสูจน์ คล้องคอ สวมศรีษะ วางไว้ตามมุมในถ้ำ ฯลฯ

ทุกวันนี้ ผู้หญิงก็ยังเลือกผู้ชายด้วยหลักการนี้อยู่ แต่ไม่ใช่ในมุมของการหาโปรตีนให้กิน แต่เป็นความมั่นคง ความสามารถในการเลี้ยงดูครอบครัว และ เราก็ยังมีพฤติกรรม prove to kill ที่จับต้องได้

ดังนั้น สังคมเราจะไม่มีทางที่จะไม่ใช้กระดาษได้ โดยสมบูรณ์ เพราะเรายังต้องการ prove to kill ที่เห็น จับต้อง แสดงให้คนในเผ่า ดู และ สัมผัสได้ มากกว่าการเรืองแสงบนจอแก้วที่เกิดจากการชนของอิเลคตรอน

… ตราบใดที่เรายังแขวนเครื่องประดับไว้บนฝาผนังห้อง  paper less office ไม่มีวันเกิดขึ้น

Camp fire … เรื่องมันเกิดขึ้นรอบๆกองไฟ

นักโฆษณา ประชาสัมพันธ์ นักการสื่อสาร ที่เรียนมาเชิงลึก จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดี

เชื่อหรือไม่ว่าบริเวณรอบๆกองไฟนี้ ก่อให้เกิด หรือ กำหนดพฤติกรรมของเราในอีก 100,000 ปีให้หลัง ทุกวันนี้เราก็ยังมีพฤติกรรมเหมือนสมัยที่เรานั่งรอบกองไฟรอโปรตีนสุก

คนที่ได้กินก่อน คือ เพศผู้ที่ล่ามาได้ และ เพศเมียที่ยอมให้ผสมพันธุ์ … ต่อมาก็คือ ผู้นำเผ่า พระราชา และ พระราชินี ทุกวันนี้เราก็ยังมีผู้นำเผ่าในรูปแบบต่างๆในทุกสังคม (แต่อาจจะไม่ได้เลือกมาโดยการโปรตีนมาปิ้งย่าง)

เราไม่มีทางกำจัดชนชั้นการบังคับบัญชาออกไปจากสังคมเราได้ และ ในอนาคต ก็ยังจะเป็นเช่นนี้

เล่าเรื่อง และ จับโกหก …

เราสื่อสารกันได้ด้วยภาษากายก่อนที่จะมีภาษาพูด ดังนั้น เราจึงถูกโปรแกรมให้อ่านภาษากายได้โดยที่ไม่ต้องมีใครสอน แม้แต่เด็กเกิดใหม่ก็มีความสามารถนี้ เราโดนต่อสายตรง (hard wired) มาในสมองแล้วตั้งแต่ในระดับดีเอ็นเอ

รอบกองไฟ … ผู้ล่าจะได้เป็นผู้เล่าเรื่องต่างๆก่อน (คุ้นๆไหมครับ ทุกวันนี้เราก็เป็นแบบนี้) เมื่อได้เล่าก่อน เล่ามากขึ้น ยาวนานขึ้น ทักษะการเล่าของผู้ที่ล่าโปรตีนได้ จึงพัฒนามากขึ้น และ ส่งต่อไปให้ลูก ผู้ล่าที่เก่งจึงมักมีทักษะการเล่า และ ถ่ายทอด มาจนถึงทุกวันนี้

บรรพบุรุษเรามี และ ใช้ ภาษากาย (มองเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รับรู้อุณหภูมิ ของคู่สนทนารอบกองไฟ ฯลฯ) มาเป็นหมื่นๆปีก่อนจะมีภาษาพูด อ่านเขียน ดังนั้น ภาษากาย คือ การสื่อสารหลักของมนุษยชาติ

มนุษย์ที่มีทักษะการเล่าและรับรู้ภาษากาย จึงมีโอกาสที่จะอยู่รอดและสืบพันธุ์

วีดีโอคอล อีเมล์ โทรศัพท์ ไม่สามารถแทนที่การสื่อสารโดยภาษากายได้แน่นอน ต่อให้เรามีเทคโนโลยีสุดยอดของสุดยอดในด้านการสื่อสาร มนุษย์เราก็ยังคงเดินทางไปมาหาสู่กันอยู่ดี สมองเราถูกเดินสายไว้แบบนั้น ต่อให้ในอนาคตก็เช่นกัน ดังนั้น peopleless city ไม่มีทางได้เกิดขึ้น

นอกจากนั้น รอบกองไฟคือ เวลา และ สถานที่ ที่เกิดห้องประชุม การแถลงข่าว สภา ฯลฯ ที่แรก ของโลก … พฤติกรรมของ สส.ในสภาฯ นักข่าวในห้องแถลงข่าว นายกรัฐมนตรี พระราชา ขณะอ่านประกาศ ให้โอวาท และ อื่นๆอีกมาก ก็มาจากรอบกองไฟนี่แหละ

อีกล้านปีข้างหน้า เราก็ยังนินทากัน

เราคือสัตว์ที่อ่อนแอที่สุดบนดาวเคราะห์ดวงนี้ ความอยู่รอดของเราตั้งแต่แรกเกิดอยู่ในมือของเพศเมียที่คลอดเราออกมาก ความอยู่รอดเพศเมียอยู่ในมือของเพศผู้ที่หาโปรตีนมาให้ ความอยู่รอดของเพศผู้ขึ้นอยู่กับเพศผู้ด้วยกันที่ออกล่า (และหนี)

เพราะร่างกายเราอ่อนแอที่สุด เราจึงต้องพึ่งสมาชิกในเผ่าพันธุ์เดียวกันมากที่สุด

โปรตีนนั้นหายาก นานๆจะหามาได้สักที อาหารที่บรรพบุรุษเรากินเป็นหลัก คือ พืชที่เพศเมียออกไปหารอบๆถ้ำ(ในขณะที่เพศผู้ออกไปหาโปรตีน) 

ความอยู่รอดของเพศเมียจึงอยู่ที่เพศเมียอื่นๆที่ออกไปหาพืชด้วยกันเช่นกัน

การถูกทิ้ง ไม่เรียกไป(หาพืช)ด้วยกัน จึงมีความหมายเท่ากับตัวเอง ลูก และ เพศผู้ต้องอดตาย (เพศผู้ไม่ได้หาสัตว์มากินได้ทุกวันนี่นา)

การไปหาพืช ไม่เหมือนออกไปล่าสัตว์ ที่ต้องเงียบ เดี๋ยวสัตว์หนี

พืชไม่มีหู และ เพศเมียก็มีเวลามากมายในการหาเก็บพืช ประกอบกับการถูกทิ้งมีความหมายเท่ากับอดตาย เพศเมียที่มีทักษะการสื่อสาร อ่านภาษากาย ได้ดี คือเพศเมียที่อยู่รอด และ ได้ส่งต่อดีพันธุ์กรรมความสามารถทางการสื่อสารภาษากาย

จึงไม่แปลกที่ผู้หญิงในวันนี้มีทักษาในการอ่านภาษากาย การสังเกตุ ได้ดีกว่าเพศชาย

ในยุคมืดของยุโรป (หรือแม้แต่เอเชีย) ที่เรายังไม่เข้าใจเรื่องนี้ ผู้หญิงหลายคนต้องตาย เพราะโดนข้อหาแม่มด หมอผี ไม่ใช่เพราะมนต์วิเศษ แต่เป็นเพราะทักษะการอ่านภาษากาย และ การสังเกตุ จดจำที่ดีเลิศ (กว่าเพศชาย) เหล่านี้

ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ เพศหญิงจึงอ่อนไหวกับการถูกทิ้ง(มากกว่าเพศชาย)มาจนถึงทุกวันนี้ เช่นกัน ถึงแม้ว่าสมัยนี้ผู้หญิงมีความสามารถในการหาเลี้ยงดูแลปัจจัยสี่ให้ตัวเองได้แล้วก็ตาม

เพราะการโดนทิ้ง = อดตาย ดังนั้นการได้รู้ข่าวสารของชนเผ่าจึงเป็นเครื่องรับประกันว่าจะไม่โดนทิ้ง ซึ่งจะเท่ากับไม่อดตาย

ข่าวสารของเผ่าอยู่ที่รอบกองไฟ (เช่น จะไปล่าที่ไหน ตรงไหนมีอันตราย ฤดูหน้าจะย้ายไปไหม ไปเมื่อไร ฯลฯ) แต่ก็เป็นข่าวสารที่เป็นทางการ และ กองไฟก็ไม่ได้ก่อกันกองใหญ่ทุกวัน เพราะไม่มีโปรตีนมาให้ย่างกันทุกวัน ประจำวันก็มีแต่กองไฟเล็กๆของแต่ล่ะถ้ำ ปิ้งหัวพืชไปไรไป

การนินทา คือ การส่งข่าวสารที่ไม่เป็นทางการ และ กลไกทางสังคม ที่บังคับให้สมาชิกในเผ่าอยู่ในระเบียบ ไม่แตกแถว เพราะการถูกนินทา หมายถึง ออกล่าคนเดียว (โดยสัตว์งาบไปได้ง่ายๆ) ไม่ได้รับส่วนแบ่งโปรตีน (อดโปรตีนตาย)ไม่ถูกชวนไปหาพืช (ออกหาพืชคนเดียว โดยสัตว์งาบไปง่ายอีก อย่าลืมว่าสมัยนั้น อันตรายมีอยู่รอบๆถ้ำ)

ทุกวันนี้เราจึงใช้ และ มีคำว่า “มาตราการทางสังคม” … ถึงแม้ว่านี้เราไม่ต้องกลัวสัตว์งาบไปตอนออกไปล่าโปรตีนหรือตอนออกไปเก็บพืชมากิน

(Block chain ก็คือ มาตราการทางสังคมในรูปแบบหนึ่ง ผมให้เงินคุณไป ทุกคนในโลกรู้หมด และ มีหลักฐานให้ตรวจดูอยู่ชั่วนิรันดร์ … )

นั่นก็คือเหตุผลหนึ่งที่ผู้หญิงใช้สื่อต่างๆมากกว่าผู้ชายในทุกยุคทุกสมัย ไม่เพียงแต่การเขี่ยหน้าจอมือถือทุกวันนี้ พวกเธอเป็บแบบนี้มาตั้งแต่สมัยเราอยู่ถ้ำแล้ว

การนินทาก็เช่นกัน เราเป็นแบบนี้ของเรามานานแล้ว และ ก็จะเป็นต่อไป ดังนั้น สื่อ platform โปรแกรม application ฯลฯ ที่ออกมาเพื่อให้เรานินทากัน จึงทำเงินได้ทุกยุคทุกสมัย อีกล้านปีข้างหน้า เราก็ยังมี app ที่ใช้นินทากัน

แน่นอนว่า การนินทาที่เราโปรดมากที่สุดคือการนินทาแบบที่น้ำลายกระเด็นโดนกันได้ (ด้วยเหตุที่บอกไปแล้วว่าเราชอบที่ใช้ภาษากายในการสื่อสารมากกว่าแค่ตัวข้อความของสารแบบแห้งๆที่จะสื่อ)

ไม่มี platform หรือ app ไหน หรอกครับ (อย่างน้อยก็ในอนาคตที่ผมพอมองเห็นได้) ที่ตอบโจทย์การนินทางที่น้ำลายกระเด็นโดนกันได้ 555 🙂

ดูดี๊ดี

ข้อหนึ่งของ หลักการมนุษย์ถ้ำ คือ เราใช้เวลาและความยามส่วนใหญ่ไปในการทำให้ตัวเอง “ดูดี” ในสายตาคนในเผ่า และ เพศตรงข้าม

นิยาม “ดูดี” นั้น ขึ้นกับวัฒนธรรมประเพณี ภูมิศาสตร์ ของเผ่านั้นๆ

เหตุผลง่ายๆ คือ การที่ทำให้ “ดูดี” ทำให้อยู่รอด และ ได้สืบพันธุ์ ทั้งในเพศ ผู้ และ เพศเมีย เพราะในยุคอยู่ถ้ำ ความที่ “ดูดี” = “สามารถดี” = “อยู่รอด และ สืบพันธุ์”

ซึ่งความจริงที่ว่าในยุคอยู่ถ้ำไม่จริงในยุคนี้

มีงานวิจัยนับไม่ถ้วนในทุกยุคทุกสมัยที่สนับสนุนหลักฐานข้อนี้ คนเรามักประเมินความสามารถคนที่ “ดูดี” มากกว่าความสามารถจริงๆของคนๆนั้น

ดังนั้นคนเราจึงพยายามทำตัวเองให้ดูดีในสายตาคนอื่น และ เพศตรงข้าม (นักการตลาดทราบดี)

ความจริงข้อนี้ถูกต่อสายตรง (hard wired) ในสมองเรามาตั้งแต่ก่อนเราเกิดโดยเราไม่รู้ตัว … แล้วเกี่ยวอะไรกับ social distancing

เกี่ยวตรงที่ว่า เราต้องการดูดีต่อหน้าคนอื่นและเพศตรงข้าม ต้อง “ต่อหน้า” ไม่ใช่หน้าจอภาพ หรือ เสียงสังเคราะห์ คนเราโหยหาและต้องการสิ่งนี้ตั้งแต่เกิด ไม่มีอะไรทดแทนได้

ต้องได้กลิ่นปาก กลิ่นกาย กลิ่นจั๊กแร้ กลิ่น ฮอร์โมน กลิ่นฟีโรโมน อะไรก็แทนไม่ได้ สมองเราโดนต่อสายตรงมาแล้ว

บางอย่างเทคโนโลยีก็แทนกันไม่ได้ 🙂

ดังนั้น การเว้นระยะทางสังคม (social distancing) ทำได้ระดับหนึ่งครับ

ทำงานจากบ้าน เทคโนโลยีต่างๆ ก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่อย่างน้อย 4 เรื่องจาก หลักการมนุษย์ฺถ้ำ (prove to kill, camp fire การนินทา และ ความต้องการดูดี) นี่แหละ ที่ไม่อาจจะแยกเราจากการมีปฏิสัมพันธ์กันในโลกจริงได้

Nong Fern daddy พ่อน้องเฟิร์นเป็นใคร บอกได้เท่าที่บอกได้ล่ะกันครับ

Nong Fern daddy พ่อน้องเฟิร์นเป็นใคร บอกได้เท่าที่บอกได้ล่ะกันครับ

ถ้าจะซื้อของออนไลน์จาก 2 เจ้านี้อยู่แล้ว คลิ๊กลิงค์ หรือ โลโก้ ข้างล่างนี้เลยครับ ผมจะได้ค่าคอมฯเล็กๆน้อยๆสมทบทุนจ่ายค่าเช่า host server ขอบคุณครับ

(ไม่ต้องกังวลนะครับ ไม่ใช่ลิงค์ดูดเงินแน่ๆ)

https://raka.is/r/qlzXR https://raka.is/r/gP7GV

--- มีคำถามเพิ่มเติม พูดคุย เม้าส์มอย ไปต่อกันได้ที่กระดานสนทนา (webboard) นะครับ

คลิ๊กเลย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

The Sweet Girl

ของมือสองของเฟิร์นค่ะ มีหลายชิ้นเลย ราคาดีสุดๆ (คลิ๊กที่รูปนะคะ ลิงค์จะพาไปที่ร้านค่ะ)

Fern shop

--------- คลิ๊ก - The Sweet Girl ----------