Thai bit runner in Japan winter บทเรียนท่ามกลางความหนาวเย็น

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว … 555 🙂

ที่ต้องขึ้นต้นแบบนี้เพราะผมนึกไม่ออกจริงๆว่าเหตุการณ์มันเกิดขึ้นเมื่อไร และ ขี้เกียจไปรื้อบันทึกอีเมล์เก่าๆมาดูว่าอะไรเกิดขึ้นเมื่อไร เอาว่ามันนานมาแล้วก็แล้วกัน 😛

สมัยนั้นผมเป็น Application Engineer ตัวน้อยๆให้กับบริษัทผลิตและจำหน่ายหัวเจาะ (Drill bit) ยี่ห้อหนึ่ง

อืม … ก่อนจะเล่าต่อ แนะนำให้รู้จักอีกตำแหน่งหนึ่งก่อนดีกว่าว่า Bit Application Engineer คือใคร ทำอะไร คืองี้ครับ ในสายงานหัวเจาะมันมีวิศวกรอยู่ 4 กลุ่มใหญ่ๆ คือ วิศวกรออกแบบ (Design) วิศวกรผลิต (Manufacturing) วิศวกรการใช้งาน (Application) วิศวกรขาย (Sales)

สำหรับสินค้าอื่นๆนั้น งานของวิศวกรการใช้งาน อาจจะแฝงๆแอบๆอยู่กับ วิศวกรขาย หรือ วิศวกรออกแบบ อาจจะเป็นเพราะงานมันไม่เยอะ ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องวิเคราะห์ ไม่ต้องทำงานกับข้อมูลอะไรมากมาย หรือ เหตุผลอะไรก็ตาม แต่สำหรับหัวขุดเจาะแล้ว การใช้งานนี่เรื่องใหญ่มาก ต้องการวิศวกรคนหนึ่งมาดูแลโดยตรงเต็มเวลา คอยรวบรวมข้อมูลการใช้งานของหัวเจาะทั้งของตัวเอง และ ของบ.คู่แข่ง วิเคราะห์ เปรียบเทียบ สรุป นำเสนอทางแก้ไขปรับปรุงหัวเจาะอย่างต่อเนื่อง

ในการทำงานภาคปฏิบัติ Bit Application Engineer จะอยู่ตรงกลางระหว่างลูกค้า (Drilling Engineer) ผู้ใช้งาน กับ วิศวกรออกแบบ และ วิศวกรขาย ของบ. คือ เอาข้อมูลการใช้งาน และ ความคิดเห็น ความต้องการ ของลูกค้าเอามาวิเคราะห์ แล้วนำเสนอการแก้ไขปรับปรุงให้ฝ่ายออกแบบและฝ่ายขาย

นั่นแหละ คือผมในเวลานั้น …

รู้จัก Application Engineer กันไปแล้ว ยังไม่ให้ไปญี่ปุ่นง่ายๆหรอกครับ ต้องไปรู้จัก Bit Runner ก่อน

Bit Runner คือใคร …

ปกติแล้วสำหรับลูกค้าบางราย (โดยมากขนาดเล็ก) ที่ไม่ชำนาญ หรือ ไม่แน่ใจในการรีดประสิทธิภาพสูงสุดออกมาจากการใช้หัวเจาะ โดยเฉพาะเมื่อ Fix cutter Bit หรือ PDC Bit เกิดขึ้นมาในสารบบ (แต่ก่อนมีแต่ Roller Cone Bit … ใครงง แนะนำให้ไปอ่านเรื่องหัวเจาะ ตามลิงค์นี้นะครับ … Drill Bits) บ.ขายหัวเจาะก็จะให้เช่า(แบบว่าไม่ฟรี คิดตังค์) วิศวกรของบ.ไปที่หน้างานบนนแท่น (แน่นอนกินฟรีอยู่ฟรี) เพื่อให้คำปรึกษา Company man, Tool Pusher หรือ Driller ว่าควรจะใช้ เมื่อไร ในชั้นหินแบบไหน ความเร็วรอบเท่าไร แรงกดเท่าไร แรงบิดเท่าไร อัตราการไหลน้ำโคลนเท่าไร เพื่อรีดประสิทธิภาพ อันหมายถึง ขุดได้เร็ว และ ขุดได้นาน

ถ้าลูกค้ามีหลายๆเจ้าในพื้นที่เดียวกัน ขุดกันเยอะๆ ถี่ๆบ่อยๆ บ.ก็มักจะจ้างช่างระดับอนุปริญญา เอามาฝึกนิดหน่อย แล้วก็ให้ลูกค้าเช่า แต่ถ้าไม่ค่อยมีงาน ก็จะไม่มี bit runner ประจำเป็นตัวเป็นตน พอมีงานทีถ้าหยิบยืมจากสาขาใกล้ๆไม่ได้ก็ Application Eng นี่แหละแก้ขัดถูไถไป ซึ่งก็โอเคนะ ได้พักสายตาจาก Excel 555

ภาระกิจของงานคลี่กิโมโน เอ๊ย งานที่ญี่ปุ่นเที่ยวนี้ คือไปทดสอบเพชรเทียม (PDC Polycrystalline Diamond Compact) ที่บ.ผลิตเพชรเทียมสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมเจ้าใหญ่ของญี่ปุ่นกับบ.หัวเจาะที่จ้างผม

เป็นภาระกิจลับสุดยอดในวงการ เพราะผลิตเสร็จก็จะนำมาทดสอบกับหลุมเจาะจริงๆ บ.น้ำมันญี่ปุ่นไม่แน่ใจว่าจะใช้งานหัวเจาะเพชรที่ผลิตใหม่นี้ได้ถูกต้องไหม ก็เลยยอมจ่ายตังค์เช่า Bit Runner ไปหน้างาน

ลากมายาวเชียว มาๆ ขึ้นเครื่องไปกัน ตัดฉับไปที่สนามบินฮาเนดะในกรุงโตเกียวเลย จำไม่ได้ว่าช่วงไหนของปี น่าจะปลายๆปี พายุหิมะเข้า สนามบินขาวโพลน

สมัยนั้นญี่ปุ่นยังไม่เปิดรับภาษาอังกฤษเท่าสมัยนี้ นักท่องเที่ยวน้อยมาก ไม่มีโปรฯแอร์เอเชีย ขอวีซ่ายากและนานขึ้นดันดับท๊อป 3 ของเมืองไทย ทุกอย่างทั้งเสียงประกาศและป้าย จอแสดงข้อมูล ต่างๆที่สนามบินและ สถานีขนส่ง เป็นภาษาญี่ปุ่น

ผมก็นั่งรออยู่ในล๊อบบี้สนามบิน เอาว่ากระเสือกกระสน พาตัวกลมๆมานั่งในล๊อบบี้ได้ก็เก่งแล้ว ใช้ภาษามือ กับ เทียบตัวอักษรใน boarding pass กับ จอ กับ ป้ายเอา พอป้าๆลุงๆขยับที ผมก็ขยับบ้าง เพราะว่าน่าจะขึ้นเครื่องได้ ก็ฟังประกาศไม่รู้เรื่องนี่นา ลุกๆนั่งๆตามป้าตามลุงอยู่หลายชม. เครื่องบินก็เลื่อนเวลาออกไปเรื่อง เพราะพายุหิมะจัด เครื่องขึ้นไม่ได้

ที่ที่จะไปนี้เป็นเมืองเล็กๆทางตอนเหนือสุดของเกาะฮอกไกโด ชื่อว่า วะคะไน (Wakkanai) ตรงจุดที่กูเกิลทำเครื่องหมายไว้ในรูปข้างล่างน่ะครับ หรือ สุดติ่งเกาะฮอกไกโดเลย

ตามแผนผมควรจะชิวๆ ขึ้นเครื่องจากฮาเนดะที่โตเกียวไปลงที่วะคะไน ขึ้นแท๊กซี่ไปโรงเตี้ยม เอ๊ย โรงแรม ลูกค้าก็จะส่งคนมารับที่โรงแรมตอนเช้า นี่คือแผน แผนก็คือแผนที่ไม่ค่อยจะเป็นตามแผน หุหุ

เอาว่าหลังจากลุกๆนั่งๆอยู่ในล๊อบบี้สนามบินฮาเนดะอยู่หลายรอบก็ได้ฤกษ์ฟ้าเปิด เครื่องออกจากฮาเนดะได้อย่างปลอดภัย บินลัดฟ้าผ่าน Sapporo แล้วก็ไปบินๆวนๆรอบสนามบินวะคะไนอยู่ครึ่งชม.

กัปตันก็ประกาศอะไรก็ไม่รู้เป็นภาษาญี่ปุ่นยาวววววมากกกกก ตามมาด้วยเสียงเจื้อยแจ้วของแอร์ฯสาวหน้าใส (ตอนนี้คงเป็นป้าไปแล้ว) เธอยืนตรงกลางเครื่อง โค้งแล้วโค้งอีก พูดอะไรก็ไม่รู้อีกยาวมากอีก แต่รู้ได้อย่างว่า เรื่องไม่ดีแน่ๆ เพราะดูจากเสียงอื้ออึงของบรรดาลุงๆป้าๆบนเครื่อง

แล้วก็มีแอร์สาวอีกคนมานั่งที่พื้นข้างๆผม แทบจะนั่งพับเพียบเลย แสดงถึงความสุภาพกับลูกค้ามาก (โฆษณาสายการบินให้ ANA ครับ) เธอพยายามสื่อสาร ผมใช้คำว่าสื่อสาร ไม่ใช้คำว่าพูด เพราะเธอพยายามสื่อสารจริงๆ ใช้ทั้งภาษาพูด ภาษากาย ภาษาเขียน และ หยิบเอากระดาษมาวาดภาพ

แบบว่ายอมใจเธอในความพยายามกับผู้โดยสารต่างชาติคนเดียวบนเครื่อง (คือผมนั่นแหละ)

สรุป ผมเข้าใจได้ว่า หิมะตกหนักมากที่สนามบินวะคะไน เครื่องลงไม่ได้ ต้องย้อนกลับไปลง Sapporo ใช้เวลาบินกลับครึ่งชม. ถ้าลง Sapporo ไม่ได้ ก็จะกลับสนามบินฮาเนดะ (โตเกียว)

ลุ้นกันอีก 2 กระทอก

ครึ่งชม.ผ่านไปราวกัปกัลป์ เครื่องลง Sapporo ได้โดยสวัสดิภาพ ผู้โดยสารถูกต้อนเข้ามารวมในล๊อบบี้สนามบิน Sapporo ฟังจนท.สายการบินประกาศอะไรก็ไม่รู้ยาวยืด ผมโชคดีหน่อยมีสาวล่ามสายการบินประจำสนามบินมาช่วยอธิบาย ซึ่งก็ดีขึ้นมาหน่อย หน่อยจริงๆ ไม่ได้ดีมากไปกว่าแอร์สาวที่พับเพียบสื่อสารกับผมบนเครื่อง (สมัยนี่ได้ข่าวว่าทั้งแอร์บนเครื่องและในสนามบินพูดภาษาอังกฤษกันไฟแล่บ เปิดประเทศมากขึ้นเยอะ)

มี 2 ทางเลือกให้กับกระเหรี่ยง (ตอนนั้นราวๆหลังเที่ยงวันนิดหน่อย)

1. นอนค้าง Sapporo โรงแรมติดสนามบิน อาหารสี่มื้อ เตียง น้ำอุ่น ทีวี ฟรี พร้อม เงินชดเชยติดกระเป๋า (pocket money) และ หนัง AV อิอิ 🙂 … พรุ่งนี้ว่ากันใหม่

2. สายการบินจ่ายค่ารถไฟจากสนามบินฯไปสถานีรถไฟหลักของ Sapporo แล้วต่อ ซินกันเซน(รถไฟความเร็วสูง) 8 ชม.ฝ่าพายุหิมะไปวะคะไน

สมัยนั้นไม่มีอินเตอร์เน็ท ไม่มีมือถือ โทรฯทางไกลใช้บัตร และ แพงมหาโหด ทายซิผมเลือกข้อไหน

ใช่ครับ เราวิศวกรสนาม หน้าที่มาก่อนความสบาย งานต้องเสร็จ ต้องรีบเอาตัวไปให้ลูกค้าเช่า หาเงินให้บริษัท 555 จริงๆคือ ต้องไปให้ทันน่ะ เพราะงานขุดเจาะ มันรอใครไม่ได้ พลาดแล้วพลาดเลย ค่าโสหุ้นวันนึงสูงมาก เขาไม่มาหยุดทุกอย่างรอกระเหรี่ยงคนเดียวหรอก

ตลอดเวลาตั้งแต่สนามบินฮาเนดะ ไปจนถึงล๊อบบี้สนามบิน Sapporo ผมสังเกตุเห็นและชื่นชมความมีวินัยของคนญี่ปุ่นมากๆ ไม่ว่าเด็กๆคนแก่ คนพิการ เขาเคารพกฏ ไม่ตื่นตระหนก ไม่โวยวาย ไปกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปมา (ถึงผมฟังไม่ออกผมก็พอรู้ว่าโวยวายนั้นกริยาท่าทางน้ำเสียงเป็นอย่างไร) อาจจะเป็นเพราะประเทศเขาเผชิญภัยธรรมชาติและความไม่แน่นอนมานาน และ มากจนหล่อหลอมลงไปในดีเอ็นเอ ทำให้รับมือกับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างชิวๆ

ผมลองคิดเล่นๆว่าถ้าเป็นคนไทยล่ะ อืม …

เอาว่าผมก็ปุแลงๆ จากสนามบินคลำทางไปที่สถานีรถไฟหลักของ Sapporo ขึ้น ซินกันเซน (ถูกขบวนเสียด้วย ภูมิใจมาก) ฝ่าหิมะมา ไม่มีจีพีเอส ฟังประกาศในรถไฟก็ไม่รู้เรื่อง ตัวอักษรวิ่งๆในซินกันเซนก็ไม่มีภาษาอังกฤษ จะงัดเทคนิคเดิมเทียบอักษรกับตั๋วก็ไม่ทัน ทำไงว่ะ ถามคนข้างๆ ก็ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้เลย

เนื่องจากซินันเซนขึ้นชื่อว่าตรงเวลามาก ผมใช้วิธีประมาณเอาจากเวลาในตั๋วซึ่งใครเคยไปญี่ปุ่นจะทราบว่าความแม่นยำของระบบรถไฟญี่ปุ่นอยู่ในระดับ +/- 1 นาทีเลยทีเดียว (รถไฟไทยน่าจะอยู่ในระดับ +/- 2 ชั่วโมง … อิอิ ขอแซว อดไม่ได้ๆ)

พอใกล้ๆถึง ผมก็ได้ยินประกาศชัด ราวๆว่า ป้าย เอ๊ย สถานีหน้า มินามิวะคะไน ในใจคิดว่า ชัวร์ป๊าด ไม่มีพลาด เวลาก็ตรง มีคำว่า “มินามิ ” ขึ้นหน้า ไม่น่าจะมีความหมายอะไรสำคัญ คงแปลว่าสถานีมัง เดาไปโน้นนนนน

ซินกันเซ็นเบรคเอี๊ยดดด เอ๊ย เข้าจอดชานชลาอย่างนิ่มนวล …

มองซ้ายมองขวา ตู้ผมมีผมลงมาคนเดียว ทั้งขบวนรวมแล้วราวๆ 5 คน ไม่ทันที่ผมจะคิดอะไรออก 5 คนที่ว่าก็หายไปทางใครทางมัน ผมก็ลากกระเป๋าออกมานอกชานชลา ซึ่งตามโพย โรงแรมที่จองไว้จะอยู่ราวๆ 50 เมตรหลังสถานี

ผมจำภาพนี้ได้สนิทใจจนทุกวันนี้ ตอนนั้นห้าทุ่มครึ่ง หิมะตกจัด ลมแรงมาก ผมเดินออกจากสถานีเล็กๆที่อบอุ่น โผล่พรวดออกมา แม่เจ้า พ้นเขตแสงของสถานี ไม่มีอะไรเลย อาคารสักหลัง ตึกสักตึกก็ไม่มี อย่าว่า 50 เมตรเลย ในรัศมี 100 เมตร ไม่เห็นอะไรเลย ผมหันไปมองป้ายสถานีอีกที Minami Wakkanai เออ ก็ถูกสถานีนี่หว่า Minami มันคงแปลว่า “สถานี” … ยัง ยัง ยังไม่ฉลาด มันโง่จนวินาทีสุดท้าย

ในใจคิดว่า แบบนี้กูเดินไปไม่ถึง 100 เมตร แข็งตายแน่ๆ ก็เลยหอบกระเป๋าลากกลับมาหาไออุ่นในสถานี เดินไปจนเจอนายสถานีที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ผมมีอุปกรณ์เด็ดคือ แผนที่ กับ ปากกา

ได้ความจากคุณลุงนายสถานีว่า วะคะไน ไฟว์มินิทๆ ผมก็คิดในใจว่า สบาย แค่ 5 นาที … ก็เลยเรียกแท๊กซี่หลังสถานีที่มีจอดอยู่คันเดียว ซึ่งก็ควรหรอก ตอนนั้นมันเที่ยงคืนกว่า

ลุงแท๊กซี่จิ้มมิเตอร์ปั๊ก … นั่งอุ่นๆดูวิวมืดๆไป เอ๊ะ ทำไมมันนานจังว่ะ สงสัยว่าหลงอีก เลยพยายามคุยกับลุงแท๊กซี่ ใช้เวลา “สื่อสาร” อยู่พักใหญ่ ได้ความว่า ไอ้ ไฟว์มินิทๆ 5 นาที ของลุงนายสถานีน่ะ มัน 5 นาที ถ้าไปซิกันเซน 555 หายโง่ยังกระเหรี่ยง … จ๋อยไป

ขับฝ่าหิมะ ล่อไปครึ่งชม. มิเตอร์เท่าไรก็ว่ามา กระเหรี่ยงขายน้ำพริกมาจ่ายได้ ถึงโรงแรมตีหนึ่ง ตามแผนผมควรจะถึงรร.ตอนห้าโมงเช้า (ถ้าเครื่องบินลงวะคะไนได้) นั่นแปลว่า ผมไปถึงช้าไป 14 ชม. ! อย่างที่บอกครับ แผนก็คือแผน 555 🙂

แล้วโรงแรมมันก็อยู่หลังสถานี 50 เมตร จริงๆด้วย ป้านสถานีเขียนว่า Wakkanai ไม่มี Minami นำหน้า

เช็คอินเสร็จไรเสร็จได้กุญแจ กำลังจะขึ้นไปห้อง ขอทีเถอะ กูสงสัย ไม่รู้กูนอนไม่หลับคืนนี้ ต่อให้ตีหนึ่งกว่าก็เถอะ เลยถามพนักงานโรงแรมที่พอพูดภาษาอังกฤษได้ว่า Minami มันแปลว่าอะไร

Minami แปลว่า “ใต้” ครับ Minami Wakkanai ก็คือ สถานี วะคะไนใต้

กลับขึ้นไปดูรูป จะเห็นว่าชินกันเซ็นวิ่งจากใต้ไปเหนือใช่ป่ะ มันก็ต้องถึงสถานี วะคะไนใต้ ก่อน แล้วจึงจะถึงสถานีหลัก วะคะไน … ดีนะที่สองสถานีนี้ห่างกันแค่ 5 นาที (5 นาทีซินกันเซน นะ 555)

เอาล่ะ ตัดภาพฉับ กล้องซูมมาที่แท่นขุดเลย เป็นแท่นบก เป็นแท่นขุดที่สะอาดที่สุดเท่าที่เคยทำงานมา เป็นแท่นขุดที่อยู่ใกล้เมืองที่สุดเท่าที่เคยทำงานมา ที่แท่นขุดไม่มีที่อยู่ให้คนงานนอนค้างคืน ไม่มีห้องครัว คนงานทุกคน ไปกลับ นอนโรงแรม มีรถมาเปลี่ยนกะ ส่งเบนโต๊ะ (อาหารกล่อง) ทุกๆ 8-10-12 ชั่วโมง … เริ่ดจ้า พูดเลย

หลังจากสรุปย่อกับ company man ว่าผมเป็นใคร มาที่แท่นทำพรือ ก็ขึ้นไป rig floor แนะนำตัวกับ driller ผู้ซึ่งผมจะต้องทำงานประกบ แล้วผมก็ลงมาที่ห้องเก็บของ ตรวจสอบความเรียบร้อยของหัวเจาะ ติดตั้ง nozzles (รูที่จะให้น้ำโคลนไหลออก) ให้ได้ขนาดตามที่คำนวนไว้ แล้วก็รอเวลาเอาหัวเจาะลงหลุมซึ่งก็ราวๆเที่ยงคืน กลับไปโรงแรมก่อนได้ อาบน้ำอาบท่า ดูทีวีไปไรไป รอรถบัสมารับตอนสองทุ่ม (คือบ.น้ำมันคงเหมาทั้งโรงแรมให้ rig crews นอน เหมาทำเบนโต๊ะด้วยมัง)

… เป็นชีวิตคนแท่นที่ไม่รู้สึกเหมือนคนแท่นเลย รู้สึกเหมือนอยู่โรงงาน

ในส่วนของงานนั้นผมก็ “สื่อสาร” กับ driller (ที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้) ว่าตอนไหนควรทำอะไรยังไง พอเมื่อยมือได้ที่ ผมก็เอาปากกามาร์เกอร์ขีดๆไว้ที่มาตรวัด WOB (Weight On Bit), Pump rate (อัตราการไหลของน้ำโคลน) กับ RPM ว่าควรจะเป็นเท่าไร แล้วเขียนเวลากำกับไว้ว่า 1 ชม. หรือ เท่าไรก็ว่าไป

เนื่องจากขุดช้ามากๆ หินมันแข็ง Bit runner ไม่จำเป็นต้องค้างเติ่งอยู่บน rig floor อันหนาวเย็นตากหิมะตากลมตลอดเวลา ผมก็ลงไปพักผ่อนเม้าส์มอยใน dog house (ตู้คอนเทนเนอร์ที่ดัดแปลงเป็นห้องทำงานสนาม) ของ mud logger  อุ่นกว่า มีเพลงฟัง มีทีวีดู มีหนังสือโป๊อ่าน (อย่าลืมว่าตอนนั้นไม่มีเน็ท) มีคนให้คุยด้วย

ทุกครั้งที่ผมกลับขึ้นไปบน rig floor ผมพบว่า driller ลด WOB, Pump rate และ RPM ลงมาต่ำกว่ารอยปากกามาร์เกอร์ที่ผมขีดไว้ทุกที ซึ่งทำให้ขุดได้ช้าลง ครั้งสองครั้งแรก ไม่เท่าไร ผมก็คิดว่าคงสื่อสารไม่ชัดเจน ก็พยายามสื่อสารใหม่ ก็คิดว่าเข้าใจดีแล้ว ก็ยังเป็นแบบนี้อยู่อีก คือ ลด WOB, Pump rate และ RPM การขุดมันก็ช้าดิ

เป็นที่หงุดหงิดของกระเหรี่ยงเป็นยิ่งนัก หนักๆเข้า พอตอนเช้า ผมก็ไปคุยกับ company man ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืนระหว่างผมกับ driller ก็ดูเหมือน company man ก็เฉยๆ ไม่ได้ว่าอะไร ไม่ได้ให้ความเห็นอะไร ผิดวิสัย company man ปกติ ที่ต้องการขุดเร็ว ขุดไว ได้ผลงาน เกทับบลั๊ฟแหลก เพื่อนๆ company man ด้วยกัน

ผมก็เลยมาบ่นๆเล่าให้ mud logger ฟัง อารมณ์ฆ่าเวลาไปเรื่อย mud logger คนนี้เป็นคนอินเดีย สัญชาติอังกฤษ มีเมียญี่ปุ่น แต่บ้านอยู่ หนองจอก ชานๆกรุงเทพนี่เอง (บังเอิญมาก) คือพวกเราก็นะ นานาชาติ ทำงานที่ไหนก็มักได้เมียที่นั่น ย้ายกันจนชิน ผมก็อาศัย friendly ตีซี้ ไปนั่งเม้าส์มอย ขอกาแฟ ขอสเน็คกินใน dog house แก้เหงาไปไรไป

mud logger แขก คนนี้ทำนองเฉลยว่า วิศวกรระดับหัวหน้าบ.ขุดเจาะเจ้านี้วางแผนมาจากในเมืองว่าต้องขุดได้วันล่ะเท่านั้นเท่านี้เมตร (ก็คง drilling program นั่นแหละครับ) ดังนั้นคนทำงานก็พยายามทำให้ได้ตามนั้น พยายามไม่ช้ากว่านั้น การทำเร็วกว่าที่หัวหน้าวางแผนไว้นั้นคนที่แท่นฯไม่ทำกัน เพราะเหมือนการไปดูถูกหัวหน้า ทำให้หัวหน้าเสียหน้าว่าคำนวนผิดวางแผนผิด ฉันเจ๋งกว่า ทำได้ดีกว่า อารมณ์ประมาณนั้น

ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อนะ แหม … ระดับพี่ยุ่นจอมพัฒนา จะมีความคิดอะไรแบบนี้จริงๆหรือ

ผมก็เลยไปที่ห้อง company man ขอดู performance chart/ graph ของหลุมเก่าๆย้อนหลังไปหลายๆหลุม อืม … น่าคิดเหมือน mud logger แขกนั่นตั้งข้อสังเกตุจริงๆ เพราะ กราฟมันฟ้องเลยว่าทุกหลุม ไม่มีหลุมไหนเร็วกว่าแผนเลย มีแต่เท่ากันเป๊ะ กับ ช้ากว่านิดหน่อย ทั้งๆที่ในทางปฏิบิติแล้วมันต้องมีเร็วบ้างซิ

หลังจากนั้นผมก็ทำงานของผมไปเรื่อยตามหน้าที่กับ driller อีกผลัด ซึ่งก็เป็นเหมือนกันเลย ไม่ยอมให้เร็วไปกว่าแผน ผมเลยยอมแพ้ ทำงานไปจนขุดถึงความลึกที่กำหนด ราวๆ 2 อาทิตย์ ก็กลับมาโตเกียว ถึงตอนนั้นพายุหิมะก็หมดแล้ว ตอนอยู่บน rig floor มองไปทางตะวันตกทะเลเป็นน้ำแข็ง เห็นไปไกลได้ถึงไซบีเรียเลย อุณหภูมิตอนกลางคืนลบ 35 องศา C

ที่โตเกียว ผมได้คุยกับตัวแทน (agent) ของบ. ระหว่างดวดสาเกกันแก้หนาวกันในผับเล็กๆข้างถนนคืนหนึ่ง ก็เล่าให้ฟังว่าที่แท่นเป็นไง ประหลาดใจมาที่ขนาดคนญี่ปุ่นด้วยกันยังพูดเหมือน mud logger แขก ที่แท่นเลย … ก็เป็นบทเรียนให้ผมอีกบทว่า เร็วกว่า อาจจะไม่ดีกว่าก็ได้ มีปัจจัยอื่นๆมากำหนดอีกมากมาย

“วิศวกรรม” อาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของทุกคำถาม …

ปล. 1 ผมคิดเองเออเองมาพักหนึ่งว่ามี สถานี “วะคะไนเหนือ” ที่อยู่เลยขึ้นไปจากสถานีวะคะไน แต่ก็ไม่ได้ถามใคร แบบว่า พอหายโง่ก็มโนต่อ 555 🙂

ปล. 2 ตอนนี้รู้แล้วว่าที่มโนไว้น่ะ ไม่มี (ใช้กูเกิล map ส่องเอา) … ไชโย กระเหรี่ยงฉลาดแล้ว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *