PTTEP รอดูความชัดเจนทีโออาร์ก่อนตัดสินใจเข้าร่วม

PTTEP …

PTTEP ข่าวนี้ต่อเนื่องจากที่ท่านรมว.พลังงานออกมาบอกว่า งานนี้ (การประมูลบงกช เอราวัณ) ต้อง “เข้ม” …. ใครยังไม่ได้อ่านข่าวที่แล้ว ก็คลิ๊กตามลิงค์ข้างล่างนี้เลยครับ จะได้ต่อข่าวติด

ข่าวนี้ก็คือจะมาต่อว่า แล้วพี่อ้ายของเราตอบออกสื่อว่าอย่างไร …

PTTEP ตอบสื่อว่าอย่างไร

ที่พี่อ้าย PTTEP เราตอบสื่อก็สั้นๆแค่นี้ครับ … ปตท.สผ.จะต้องขอรอดูเงื่อนไขการประมูล(TOR)ที่ออกมาจากภาครัฐให้ชัดเจนก่อน จึงจะตอบได้ว่าจะตัดสินใจเข้าร่วมประมูลอย่างไร โดยยอมรับว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าว ท้าทายความสามารถของผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก

ที่เหลือก็เป็นข่าวเก่าที่นำเสนอไปแล้ว สำนักข่าวลอกเอามาแปะเพื่อให้ได้ความครบถ้วน อะ ไม่ว่ากัน เพราะคนที่เพิ่งมาอ่านก็จะได้เข้าใจที่มาที่ไป

ส่วนที่ผมต้องการให้พวกเรา “ทัน” การนำเสนอข่าว คือตรงที่ผมไฮไลท์สีแดงๆเอาไว้ครับ ที่ว่า “แหล่งข่าว” … “คาดการณ์” … “เชื่อว่า”

หลายครั้งที่ภาษาไทยเรา เวลาเขียนซ้อนประโยคซ้อนกันไปกันมา จนงงไปหมดว่า เอ๊ะ ตกลง เนื้อข่าวตอนนั้นตอนนี้ ซีอีโอ PTTEP พูด รมว.ฯพูด หรือ อธิบดีฯพูด เวลาอ่านต้องอ่านให้ดีๆ ระมัดระวัง

หลายๆครั้งที่ผมอ่านอย่างวิเคราะห์จริงๆ พบว่าผู้สื่อข่าวบางสำนักที่จรรยาบรรณน้อยหน่อยใช้ช่องว่างนี้ ทำให้ผู้อ่านที่อ่านแบบเร็วๆ เข้าใจผิดสับสน(เขียนแบบจงใจให้สับสน)ว่า เป็นแหล่งข่าวพูด ความเห็นของสำนักข่าว หรือ เป็นคนในสัมภาษณ์พูดเอง ต้องระวัง อย่าไปเผลอตกเป็นเหยื่อเข้าล่ะ

เรามาวิเคราะห์กันแบบหยาบๆที่ซีอีโอพี่อ้าย PTTEP ของเราให้ข่าว มีแค่สองประเด็นสั้นๆง่ายๆ 1. รอดู 2. เงื่อนไขท้าทาย ซึ่งก็ตามนั้น ผู้หลักผู้ใหญ่ก็ต้องให้ข่าวแบบนี้ จะโฉ่งฉ่างฟันธงเอามันส์ มันก็เสียแผนหมด 555

แหล่งข่าวของผม (มีกับเขาเหมือนกันนะ อิอิ) กระซิบมาว่า ทั้งสองยักษ์ใหญ่ ต่างก็พร้อมทั้งคู่ ไม่ว่าจะลุยเดี่ยวประมูลคนเดียว หรือ จับมือแพ็คคู่-แพ็คสาม กันลุยร่วมประมูล ในทางธุรกิจ อะไรก็เป็นไปได้ ขึ้นกับตกลงผลประโยชน์กันได้แค่ไหน

ใจลึกๆน่ะ ส่วนตั๊วส่วนตัวผมอยากให้ต่างคนต่างประมูล เพื่อจะได้มีโอกาสแข่งขันสูงสุด และ เพื่อให้ได้บ.ผู้ดำเนินการ (operator) หลายราย เพราะดีต่อการจ้างงานอย่างที่ได้ออกความเห็นละเอียดไปแล้วในบทความตอนที่ผ่านมาในลิงค์ที่ให้ไปก่อนหน้า

แต่ผมสงสัยนิดเดียวตรงนี้ครับ ตรงเงื่อนไขที่ว่า ผู้ชนะประมูลต้องรักษาระดับการผลิตปิโตรเลียมใน 2 แหล่งดังกล่าวเอาไว้ในระดับไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี

ถ้าผู้ชนะเป็นบ.เดียวกันนั้นก็คงไม่มีปัญหา …

แต่ถ้าผู้ชนะประมูลเป็นคนล่ะบ.ล่ะ เช่น บ. เอ ประมูลได้ แหล่งบงกช บ. บี ได้แหล่งเอราวัณ จะให้ทั้งสองเจ้าไปแบ่งกันเองอย่างไรว่า ใครต้องให้ได้เท่าไร ถึงจะรวมกันให้ได้ 1500 หรือว่าถ้าหวยออกแบบนี้ (เป็นคนล่ะบ.) คนกลางภาครัฐ (คงหนีไม่พ้นกรมเชื้อเพลิงฯ) ก็คงต้องออกมาแบ่งสัดส่วนกันว่า บงกช และ เอราวัณ ต้องได้เท่านั้นเท่านี้ต่อวัน

ก่อนจากกันวันนี้ สุขสันต์วันปีใหม่นะครับ

ลำพังตัวผมไม่มีของดีของวิเศษที่จะดลบัลดาลอะไรให้ใครได้ จึงต้องขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก จงดลบัลดาลให้เพื่อนพี่น้องและ ครอบครัว ญาติพี่น้อง มีความสุขสมปราถนา มีสุขภาพกายใจแข็งแรงสุขสมบูรณ์ ตลอดปี 2561 และ ทุกๆปีที่จะผ่านเข้ามานะครับ

ท้ายที่สุดเป็นคำขอของผมเอง … “ดื่มไม่ขับนะครับ” … ขอกันง่ายๆเท่านี้แหละ ไปอ่านข่าวกันได้

——————————————

เนื้อข่าว

ปตท.สผ.รอดูความชัดเจนทีโออาร์ประมูลเอราวัณ บงกช ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมประมูล

ที่มา – http://www.energynewscenter.com/index.php/news/detail/1081

ปตท.สผ.รอดูความชัดเจนทีโออาร์ประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ และบงกช โดยยอมรับหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีพลังงานจะกำหนดให้ผู้ประมูลต้องรักษาระดับการผลิตเอาไว้ให้ได้ 1,500 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน นั้นท้าทายผู้ลงทุนมาก

ด้านแหล่งข่าวพลังงานคาดการณ์รูปแบบการประมูลจะแบ่ง เอราวัณ และบงกช เป็นอย่างล่ะ 1 สัญญา และ เชื่อว่า ปตท.สผ. จะต้องดึงพันธมิตรรายใหญ่เข้ามาร่วมเพื่อกระจายความเสี่ยง

นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center –ENC) เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.2560 ถึงประเด็นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้แนวทางกับกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในการกำหนดหลักเกณฑ์การประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ บงกช ให้ผู้ชนะประมูลต้องรักษาระดับการผลิตปิโตรเลียมใน 2 แหล่งดังกล่าวเอาไว้ในระดับไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี รวมทั้งต้องขายก๊าซในราคาที่ไม่สูงกว่าสัญญาสัมปทานเดิม ว่าปตท.สผ.จะต้องขอรอดูเงื่อนไขการประมูล(TOR)ที่ออกมาจากภาครัฐให้ชัดเจนก่อน จึงจะตอบได้ว่าจะตัดสินใจเข้าร่วมประมูลอย่างไร โดยยอมรับว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าว ท้าทายความสามารถของผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center –ENC) รายงานว่าในงาน “พลังงานพบสื่อมวลชน “ครั้งที่ 3 เมื่อวันศุกร์ที่ 22 ธ.ค.2560 ที่ผ่านมา นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เปิดเผยต่อสื่อมวลชนถึงข้อสรุปในหลักการสำคัญจากการประชุม workshop กับผู้บริหารระดับสูง และ เจ้าหน้าที่ของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์สำคัญในการออกเอกสารประมูลหาเอกชนมารับบริหารจัดการแหล่งสัมปทาน เอราวัณ บงกช ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) ที่ให้ความสำคัญถึงความต่อเนื่องของการผลิตภายหลังจากที่สัมปทานปิโตรเลียมของทั้งสองแหล่งหมดอายุ ในปี 2565 – 2566*

(*สัมปะทานแหล่งบงกชหมดอายุปี 2565 สัมปะทานแหล่งเอราวัณหมดอายุปี 2566 … พ่อน้องเฟิร์นและน้องภัทร)

โดยกำหนดให้ผู้ที่เข้าร่วมประมูลจะต้อง

1. ยืนยันว่าจะสามารถรักษาการผลิตก๊าซธรรมชาติขั้นต่ำไว้ที่ 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปีขึ้นไป และ

2. กำหนดราคารับซื้อก๊าซฯ ให้เป็นราคาตามสูตรปัจจุบัน ภายใต้ระบบสัญญาสัมปทาน ที่บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)รับซื้ออยู่ในขณะนี้

ทั้งนี้ในการรักษาผลิตก๊าซฯ ให้ได้ระดับ 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จำเป็นที่ผู้ชนะการประมูลจะต้องมีการลงทุนเจาะหลุมสำรวจและผลิตใหม่เพิ่มเติม เนื่องจากหลุมผลิตที่มีอยู่เดิม ปริมาณก๊าซจะเริ่มลดลง (decline)เรื่อยๆ ดังนั้นผู้ร่วมประมูลจึงต้องมีความเชี่ยวชาญและมีเงินทุนสำรองเพียงพอในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมครั้งนี้

ในขณะที่มอบหมายให้นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ศึกษาวิธีการประมูลแหล่งเอราวัณและบงกช ว่าจะแยกเปิดประมูลระหว่างแหล่งเอราวัณกับแหล่งบงกช เป็น 4 สัญญา โดย แบ่งออกเป็น เอราวัณและบงกช อย่างละ 2 สัญญา หรือจะแยกประมูล เป็น 2 สัญญา คือ เอราวัณ 1 สัญญา และ บงกชอีก 1 สัญญา ซึ่งกำหนดกรอบระยะเวลาให้ศึกษาเสร็จภายในกลางเดือน ม.ค. 2561 นี้

ปัจจุบันไทยมีการใช้ก๊าซธรรมชาติวันละ 4,700 ล้าน ลบ.ฟุต ซึ่งจัดหาได้จาก แหล่งในประเทศ 2,900 ล้าน ลบ.(มาจากแหล่งเอราวัณและบงกช รวมกันประมาณ 2,100 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน ) พื้นที่พัฒนาร่วม MTJDA ในส่วนของไทย 450 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน นำเข้าจากพม่า 850 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน และนำเข้าในรูปของLNG 500 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน

ด้าน แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน คาดการณ์ว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะเสนอรูปแบบการประมูลภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตต่อรัฐมนตรีพลังงาน โดยเลือกแบ่งออกเป็น 2 สัญญา คือ เอราวัณ 1 สัญญา และ บงกช อีก 1 สัญญา เพื่อสร้างแรงจูงใจให้มีผู้เข้าร่วมประมูลทั้ง 2 สัญญาดังกล่าว

ทั้งนี้ การกำหนดหลักเกณฑ์ให้ ผู้ที่ชนะการประมูลของทั้ง 2 แหล่งต้องรักษาระดับการผลิตรวมกัน ให้ได้ในปริมาณ 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปีนั้นเป็นผลดีต่อประเทศ ที่จะทำให้มีการผลิตก๊าซจากแหล่ง เอราวัณ และ บงกช อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้า LNG

แต่จะทำให้ ปตท.สผ. ต้องดึงพันธมิตรรายอื่นๆ อาทิ มูบาดาลา เข้ามาร่วมทีมด้วย เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงการลงทุน โดยเฉพาะในแหล่งบงกช ที่ปตท.สผ. เป็นผู้รับสัมปทานอยู่ในปัจจุบัน ส่วนในแหล่งเอราวัณ นั้น ก็เชื่อว่า ทางปตท.สผ. จะใช้วิธีเข้าไปเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นร่วมกับเชฟรอนแทนการประมูลแข่งขันกันเอง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *