การเดินทางล่าฝันของจันทรา

การเดินทางล่าฝันของจันทรา 7 เดือน 3 บริษัท 4 ตำแหน่ง ข้อเขียน 2 สัมภาษณ์ 6 จนมีวันนี้ที่ถึงฝัน

มีน้องคนหนึ่งใช้นามแฝงว่า “จันทรา” เขียนมาแบ่งปันเล่าประสบการณ์อันมีค่ามากๆ อยากให้พวกเราอ่านดูนะครับ ว่าเขาล้มแล้วเขาลุก แล้วล้มไปกี่ครั้ง แต่เขาก็ไม่ยอมที่จะไม่ลุก เขาลุกทุกครั้งที่เขาล้ม เขาไม่เคยโทษใครว่าทำไมเขาถึงล้ม แต่เขากลับมามองตัวเอง หาคำตอบจากตัวเองว่า ทำไมเขาถึงล้ม แล้ววันนี้เขายืนได้แล้ว … มาครับ ตามไปรู้จักเรื่องราวของเขากันเลย

==============================

สวัสดีครับ ผมจันทรา ผมติดตามอ่านเว็บพี่นกมาได้ไม่นานเท่าไหร่ แต่ก็นานพอที่จะได้ออกไปต่อสู้ในวงการ พอจะมีเรื่องมาเล่า มาแบ่งปันให้เพื่อนๆที่อยากเข้ามาทำงานในวงการนี้ได้เป็นข้อคิดกันครับ ที่อยากมาแบ่งปันประสบการณ์ ก็เพื่อตอบแทนบุญคุณของเว็บนี้ เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมได้งาน ทุกครั้งก่อนสัมภาษณ์งาน ผมก็จะมานั่งกรอง หาคำถามสัมภาษณ์งานในตำแหน่งเดียวกัน หรือไกล้เคียงกับที่ผมสมัคร อย่างน้อยก็พื่อเป็นแนวทางในการเตรียมตัวก่อนไปสัมภาษณ์

ก่อนที่ผมจะเข้ามาทำงานในวงการ Upstream ผมทำงานอยู่ในโรงกลั่นมาก่อนครับ อยู่ซ่อมบำรุง ทำมาประมาณ 3 ปี ก็เริ่มมองหางานใหม่ อยากเข้ามาทำงานในธุรกิจ Upstream บ้าง ก็เลยเริ่มหาสมัครงานในวงการนี้ดู นับจากวันที่ผมเริ่ม จนถึงวันที่ผมได้งานนี่ก็ประมาณ 6-7 เดือนครับ ผมสัมภาษณ์งานไป 3 บริษัท 4 ตำแหน่ง เข้าสัมภาษณ์ทั้งหมด 6 ครั้ง และก็สอบข้อเขียนอีก 2 ครั้งครับ จนสุดท้ายก็ได้งานที่บริษัท Chevron ในที่สุด สิ่งที่จะมาเล่าวันนี้ ไม่ได้มาบอกวิธีการหรือเคล็ดลับให้ได้งาน หรือมาเล่าว่าผมเก่งอะไร ยังไง แต่ผมอยากให้คนที่กำลังพยายามกับชีวิตของตัวเองอยู่ ณ ตอนนี้แล้วยังไม่ได้อย่างที่หวังมีเรื่องเล่าของผมเป็นข้อคิดว่า ถ้าพยามต่อไป ซักครั้งนึงของความพยายาม เราก็จะพบความสำเร็จครับ และ ในทุกความพยายาม เราได้อะไรจากมันเสมอ

ผมก็ไม่รู้ว่าใครเป็นแบบผมบ้างนะ กลัวการสัมภาษณ์งาน คิดว่าตัวเองไม่เก่ง ทำไม่ได้ เค้าไม่รับเราหรอก ภาษาเราไม่ดี ความรู้เราไม่แน่น คือเป็นคนที่มีเหตุผลเยอะแยะในการที่จะไม่พยายามหางานใหม่ที่ดีกว่าเดิม แต่จนวันนึงครับ ผมต้องพยายามหางานใหม่อย่างไม่มีทางเลือก เพราะที่ทำงานปัจจุบันตอนนั้นประสบปัญหาบางอย่าง ที่อาจมีผลกระทบต่อชีวิตของผมในอนาคต

ตอนนั้นผมเริ่มต้นจากเตรียม Resume ภาษาอังกฤษก่อนเลยครับ ก็ทบทวนประวัติการทำงาน ประสบการณ์ที่ผ่านมาเพื่อสรุปลง Resume เขียนไปเขียนมา ก็ดูเข้าท่าดีครับ ทำมาหลายอย่าง ดูแล้ว Resume น่าสนใจดี ก็เริ่มยื่นสมัครงานครับ ผมสมัครไปหลายที่ มีทั้ง Company และบริษัท Service แต่ก็ยังกลัวๆอยู่ ว่าถ้าไปสัมภาษณ์จะทำไม่ได้ ผมเลยยื่นสมัครตำแหน่งที่เป็นวิศวกรผู้ช่วยไป คือไม่กล้าสมัครตำแหน่งวิศวกร กลัวสัมภาษณ์ไม่ผ่าน แต่สุดท้ายครับ HR ดูประวัติแล้วก็เรียกผมไปสัมภาษณ์ในตำแหน่ง Engineer ของบริษัท Chevron ครับ

ตอนนั้นเตรียมตัวเยอะมากกกกก เพราะไม่เคยสัมภาษณ์งานที่ใหนมานานมากแล้วตั้งแต่เรียนจบ ผมมีเวลาเตรียมตัว 5 วัน เพราะ Chevron นัดวันศุกร์บ่าย ผมรู้ตั้งแต่วันจันทร์ คือถ้าบอกไปอาจจะไม่เชื่อ ว่าผมกลัวการสัมภาษณ์ซะจนไม่สบาย ท้องเสีย เป็นไข้ จิตตกมาก เพราะกลัวว่าไปแล้วจะตอบไม่ได้ จะพูดภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง จนถึงศุกร์ตอนเช้าผมป่วยหนักครับ ท้องเสียตลอดเวลา ปวดหัว อาเจียนตลอด แต่โชคดีมากครับ ไม่รู้อะไรไปดลใจคน Chevron ครับ HR โทรมาขอแจ้งเลื่อนนัด ให้ไปสัมภาษณ์สัปดาห์หน้า ไม่น่าเชื่อครับว่าพอผมวางโทรศัพท์เท่านั้นแหละ อาการทุกอาการที่ผมเล่าทั้งหมดหายเป็นปลิดทิ้ง ยิ้มได้หัวเราะได้ คือเป็นคนละคนกันเลย ผมเลยเข้าใจครับว่าอาการที่เป็นมันมาจากจิตใจเราที่กลัวมากเกินไปทั้งนั้น ทำให้ร่างกายปั่นป่วนไปหมด

พอร่างกายกลับมาปกติผมก็รีบเตรียมตัวต่อ อาการที่เป็นก่อนหน้านี้มันก็เริ่มกลับมาเป็นบ้างครับ แต่ก็ไม่หนักเหมือนตอนแรกๆ เหมือนมันผ่อนคลายมากขึ้น เพราะรู้ว่าได้ทดเวลาบาดเจ็บมานิดหน่อย ก็นิ่งขึ้น ผมก็วางแผนเตรียมตัวใหม่ และก็ทำได้ตามแผนครับ ไม่ว่าจะเป็นแนะนำตัวภาษาอังกฤษ Present Project บนกระดาน ผมมีกระดานส่วนตัวด้วย ซื้อมาทดสอบเขียนและอธิบายครับ จากนั้น HR ก็นัดสัมภาษณ์มาใหม่ พอไปสัมภาษณ์ก็ทำได้ค่อนข้างดี ก็ผ่านรอบแรกไปได้ครับ แต่รอผลนานมาก 2 เดือนได้ครับ ถึงจะเรียกรอบสอง

พอรู้ผลว่าได้เข้ารอบสอง อาการที่เคยเกิดขึ้นในรอบแรกก็เป็นขึ้นมาอีก ตอนนั้นจำไม่ค่อยได้ว่ามีเวลามากน้อยแค่ใหนในการเตรียมตัว แต่รู้สึกว่า ไม่อยากเตรียม อยากพัก ไม่อยากอ่านต่อ ไม่อยากทบทวน อยากให้มันจบๆ พอถึงวันสัมภาษณ์จริง ก็รับกรรมที่ทำไว้ครับ ทำได้ไม่ดี เพราะกังวลเกินไป และเตรียมตัวมาน้อยเกินไป และแน่นอนครับ สุดท้ายก็ไม่ได้งานจากการสัมภาษณ์งานครั้งแรก

หากนึกย้อนไป ความรู้สึกตอนนั้น รู้สึกว่า ไม่ได้ผิดหวังว่าไม่ได้ แต่รู้สึกแย่กับตัวเองมากกว่าครับ ว่าทำไม เราถึงทำได้ไม่ดี ทำไมตอบคำถามแบบนั้นแบบนี้ ทำไมตอนที่มีเวลาเตรียมแล้วไม่เตรียม มีแต่คำถามเยอะแยะไปหมด และก็เหนื่อย เพราะเตรียมตัวเยอะ แต่เหมือนไม่ได้อะไร งานปัจจุบันที่ทำอยู่ ก็มีปัญหาให้แก้ทุกวัน ต้องแบ่งเวลามาเตรียมสัมภาษณ์งานด้วย ก็เหนื่อยมากกว่าเดิมเป็น 2 เท่า

แต่ผมว่า ถึงจะไม่ได้งานจากการสัมภาษณ์ที่ Chevron แต่ผมก็ได้อะไรจากการสัมภาษณ์งานครั้งนี้เยอะมาก ผมรู้ว่าต้องเตรียมตัวยังไง เวลาไปสัมภาษณ์งาน เค้าจะถามอะไรเราบ้าง ในกรณีที่เรามีประสบการณ์มาแล้ว(ซึ่งคำถามจะไม่เหมือนตอนที่เราเรียนจบแล้วไปสัมภาษณ์) สิ่งที่ได้อย่างมากคือ การจัดการอารมณ์ จิตใจของตัวเอง เพราะผมอาการหนักมาก ตอนรู้ว่าต้องไปสัมภาษณ์ ผมเหมือนผ่านสิ่งที่หนักที่สุดไปแล้ว และผมก็เริ่มจัดการมันได้ และเชื่อว่าไม่มีอะไรหนักกว่านี้แล้ว นี่คือสิ่งที่ได้จากการสัมภาษณ์งานครั้งแรกครับ

หลังจากการสัมภาษณ์ครั้งแรก ก็โชคดีครับ มีบริษัทน้ำมันแห่งชาติด้าน Upstream อีกที่เปิดรับสมัครวิศวกรจำนวนมาก ไอ้ที่เค้าไป Walk-In Interview กันที่ระยองนั่นแหละครับ ผมก็ตามไปสอบถึงที่โน่น พอสอบเสร็จก็รอผลอยู่พักนึง แต่ก็ไม่มีเรียกไปสัมภาษณ์ ผมก็ใจไม่ดีแล้ว นึกว่าสอบไม่ผ่าน ก็เห็นเพื่อนๆเข้ามาโพสในเว็บกันว่ามีเรียกไปสัมภาษณ์แล้ว ก็หวังว่าเค้าจะโทรมาบ้าง ประมาณเดือนกว่าๆก็มีเจ้าหน้าที่จากบริษัทโทรมาครับ แต่เรียกไปสอบข้อเขียนอีกครั้ง ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ผมไปสอบแล้วก็ผ่านไปได้ครับ ทางบริษัทก็แจ้งผลการสอบและนัดสัมภาษณ์รอบแรกในช่วงบ่ายวันนึงของเดือนกันยายนครับ และนี่คือการสัมภาษณ์งานครั้งที่ 3 กับบริษัทที่ 2 ของผม

จากที่ไปสัมภาษณ์บริษัทแรกมา ทำให้การสัมภาษณ์ครั้งนี้ ผมไม่เครียดเลยครับ รู้ว่าต้องเตรียมอะไร ก็วางแผนและก็เตรียมตามแผนไปอย่างดี และอาการไม่สบายทั้งหลายที่เคยเกิดกับผม ก็เบาบางลงมากครับ เกือบจะเป็นปกติเลยก็ว่าได้ ทำให้วันที่ไปสัมภาษณ์บริษัทที่ 2 ผมทำได้ค่อนข้างดี ไม่ประหม่า ไม่กลัว มั่นใจมากๆ ผมรู้สึกได้เลยว่า การสัมภาษณ์วันนั้นดีมาก จนประเมินได้เลยว่า น่าจะผ่าน และน่าจะมีเรียกรอบสองแน่ๆ

แต่มันมีปัญหาอย่างนึงครับ ว่าบริษัทที่ผมทำงานอยู่ตอนนั้น เป็นบริษัทในเครือเดียวกันกับบริษัทที่ผมไปสัมภาษณ์ ซึ่งมี Policy ว่าไม่สามารถย้ายงานไปในเครือเดียวกันได้ ผมก็ไม่คิดว่าสิ่งนี้จะทำให้ผมพลาดจากการได้งานในครั้งนี้

ผมรอผลสัมภาษณ์เป็นเดือนครับ อยากรู้ผลมากๆแต่ HR ก็ไม่โทรมาซะที เลยโทรถามผลเองเลย พอรู้ผลสัมภาษณ์แทบช๊อคครับ คือ HR บอกผ่านรอบแรกแต่ไม่สามารถเรียกเข้ารอบสองได้ เพราะติดว่าเป็นพนักงานบริษัทในเครือ ตอนนั้นผมคิดเยอะมาก ว่าจะทำยังไง จะลาออก แล้วมายื่นเพื่อเข้าสัมภาษณ์รอบสองดีมั้ย ซึ่งก็เสี่ยงมาก เพราะกว่าจะลาออกเรียบร้อย กว่าจะได้สัมภาษณ์ ใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือน แถมไม่ได้การันตีว่าจะผ่านรอบสอง และได้งานนั้นอีก สุดท้ายจากการคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วผมก็ไม่ได้ลาออก ยังอยู่ที่เดิมและพลาดโอกาสครั้งนั้นไปอย่างน่าเสียดาย

แม้จะไม่ได้งานจากการสัมภาษณ์กับบริษัทที่ 2 แต่ก็มีอะไรที่ผมได้จากการพยายามครั้งนี้ครับ ผมได้ความมั่นใจ ว่าผมทำได้ เพราะบริษัทแห่งที่ 2 ก็เป็นบริษัทใหญ่ Profile ดี แต่ผมผ่านรอบแรกไปได้ ทำให้ผมรู้สึกฮึกเหิมมากขึ้น ผมเริ่มคิดว่าการสัมภาษณ์มันก็ไม่ได้ยากอะไรครับ แค่เข้าไปคุยกัน 45-50 นาที ก็จบ หัวข้อเราก็พอรู้อยู่แล้ว ก็คุยเรื่องตัวเองทั้งนั้น เราสามารถเตรียมตัวล่วงหน้าและทำให้เวลาสั้นๆที่เราสัมภาษณ์ออกมาดีได้ พอคิดได้แบบนี้ ผมก็ไม่กลัวการสัมภาษณ์อีกต่อไปครับ พอเตรียมสัมภาษณ์งานบ่อยเข้า ครั้งต่อๆไปก็สบายครับ เอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ เพราะเตรียมไว้ครบหมดแล้ว เรื่องอารมณ์นี่ถือว่านิ่งขึ้นมากครับ เริ่มเจ็บและชินไปเอง 555+

มีสิ่งนึงที่ผมได้ทำก็คือ ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยกล้าเท่าไหร่ แต่ก็ก็กล้าอย่างนึงครับ คือกล้ายื่นใบสมัครสมัครไปก่อน เดี๋ยวถ้าเค้าเรียก ความกล้ามันจะตามมาเอง เหมือนเราบังคับตัวเองให้ถูกผลักเข้าไปอยู่ในภาวะที่ต้องทำ และเราก็จะพยายามทำมันให้ดีที่สุดครับ อันนี้สำคัญมากสำหรับคนที่กลัว ถ้าไม่เริ่มก็ไม่มีก้าวต่อไปครับ

ผมพลาดจากบริษัทที่ 2 มาไม่นาน Chevron ก็มีเปิดรับสมัครงานด้าน Reliability ครับ ผมไม่มีประสบการณ์ด้านนี้โดยตรง แต่ก็ลองยื่นสมัครไปครับ รอประมาณเดือนกว่าๆ Chevron ก็เรียกไปสัมภาษณ์ครับ

สิ่งที่ผมทำครั้งนี้ต่างจากทุกครั้งนิดหน่อย เพราะงานไม่ตรงกับประสบการณ์ผมซะทีเดียว ผมก็เริ่มจากการ Review Job Description และประเมินว่าอะไรที่ผมเคยทำและอะไรที่ไม่เคยทำ สิ่งที่ผมเคยทำผมก็เตรียมแบบลงลึกในรายละเอียดไปเลย ส่วนอะไรที่ไม่รู้ ผมก็ดูคร่าวๆ ให้ตอบได้บ้าง ดูว่าพอรู้บ้าง ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลยครับ

ผมสัมภาษณ์งานตำแหน่งนี้ 2 รอบครับ รวมๆแล้วผมสัมภาษณ์งานทั้งหมด 6 ครั้ง(มีบริษัท Engineering อีกที่ที่ผมไม่ได้กล่าวถึงครับ) และสอบข้อเขียนอีก 2 ครั้ง ผมได้ข้อคิดเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งานหรือการพยายามทำอะไรให้สำเร็จดังนี้ครับ

“อย่าตัดสินว่าตัวเองทำไม่ได้ ให้พยายามทำแล้วให้คนอื่นตัดสินเรา ไม่งั้นเราจะไม่ได้ทำอะไรเลย”

“ถ้ากลัว ต้องพยายามผลักตัวเองลงไปอยู่ในจุดที่เราต้องทำ แล้วเราจะมีโอกาสได้ต่อสู้กับความกลัวนั้น จนเราชนะความกลัวนั้นได้ในที่สุด”

“ความพยายามแต่ละครั้ง แม้จะไม่สำเร็จ แต่เราก็ได้อะไรบางอย่าง ที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในครั้งถัดๆไปเสมอ”

“เริ่มแล้ว อย่าหยุด ให้ทำต่อเนื่อง ไม่งั้น เจ็บฟรี”

555+ อันนี้กลัวมากครับ นึกถึงอารมณ์คนแอบไปสัมภาษณ์งาน ที่ทำงานเก่าก็เริ่มเขม่น ว่าไอ้นี่ลาบ่อย อาจจะเริ่มประเมินผลงานไม่ค่อยดีเท่าไหร่ สุดท้ายเราละความพยายาม สรุปว่าที่หายๆไปไม่ได้อะไร แถมโดนมองไม่ดีอีก แบบนี้แหละครับ เรียกว่าเจ็บฟรี

ตอนไปสัมภาษณ์งาน อย่าอายที่จะขายตัวเองครับ รอบแรกๆผมไม่กล้าบอก ว่าผมเก่งอะไร ทำอะไรได้ สุดท้ายแห้วครับ รอบหลังๆมีประสบการณ์มากขึ้น ขายตลอด แต่ต้องเป็นความจริงนะครับ

ตอนนี้ผมได้เข้ามาทำงานในวงการสมใจแล้ว แต่นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ยังมีอีกหลายประสบการณ์ข้างหน้าที่หากมีโอกาสจะมาแบ่งปันกันในเว็บแห่งนี้อีกครับ ขอให้ทุกคนที่ได้อ่านเรื่องราวนี้ เก็บสิ่งที่มีประโยชน์ไปใช้นะครับ หากไม่ถูกใจใครขออภัยด้วยนะครับ

ขอบคุณมากครับ

จันทรา ณ ออฟชอร์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *