Service contract ครม.เห็นชอบแล้ว หลังล่าช้ามากว่า 1 ปี – เพิ่งมาเป็นข่าว ไม่ได้มีอะไรมาก เป็นรูปแบบการให้สิทธิสัมประทานรูปแบบหนึ่ง
ที่เราคุ้นๆกันดีอยู่คือ สัปประทาน และ สัญญาแบ่งปันผลผลิต ที่เราได้คุยถึงความแตกต่างกันไปแล้วหลายครั้ง ในหลายมิติ
#ข่าวเดียวกันอ่านที่นี่ได้มากกว่าข่าว
Why concession ทำไมต้องสัมปทาน … ทำเองไม่ได้หรือไง
petroleum fiscal regime ระบบการคลังปิโตรเลียมแบบง่ายๆ
Petroleum Fiscal Regime EP2 ระบบการคลังปิโตรเลียม
ระบบนี้เป็นอีกระบบที่เป็นสัญญาการจ้างงาน เหมือนเราจ้างผู้รับเหมามาก่อสร้างบ้านนั่นแหละครับ สัญญาจ้างก็ไม่ต่างกับสัญญาจ้างบ้านเลยครับ
จะจ้างเหมาค่าแรง จ้างแบบจ่ายรายวัน เหมาเป็นงานๆ รวมค่าของ หรือ ไม่รวม ก็ว่าไป เยอะครับ ตามสะดวกเลย ส่วนขอบเขตการจ้างก็มี 3 แบบ ตามสไลด์ข้างล่าง
จริงๆแบ่งได้มากกว่านี้ แต่ตาม พรบ. ฉบับที่ 7 ที่เราใช้ แบ่งได้แค่นี้
หลักใหญ่ใจความของระบบนี้ คือ ใช้กับแหล่งที่อู้ฟู่ มีของแน่ๆ ชัวร์ปั๊ก คนมารับจ้าง ไม่มีเอี่ยวกับผลผลิตที่ได้ เหมือนจ้างผู้รับเหมามาสร้างอพาร์เม้นท์ สร้างแล้วมีคนเช่าไหม ผู้รับเหมาก็ได้เงินค่าจ้างอยู่ดี (แต่ถ้าแบ่งปันผลผลิต ผู้รับเหมา จะได้รับค่าจ้างสร้างจากรายได้ค่าเช่า)
ดังนั้นจึงพรบ.ต้องระบุระดับความอู้ฟู่เอาไว้ด้วย … ก็ตามนี้ครับ
อย่างไรก็ตาม การใช้ระบบสัญญา SC ต้องตรงกับคุณสมบัติที่ คณะกรรมการปิโตรเลียมได้กำหนดเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจนว่า จะต้องเป็นพื้นที่ที่มีผลการสำรวจพบปิโตรเลียม และมีข้อมูลคาดการณ์ได้ว่า มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบ (2P) เหลืออยู่ตั้งแต่ 300 ล้านบาร์เรลขึ้นไป และมีปริมาณการผลิตสะสมรวมกับปริมาณสำรองน้ำมันดิบที่เหลืออยู่เฉลี่ยทั้งพื้นที่ที่มีค่ามากกว่า 4 ล้านบาร์เรลต่อหลุม และมีปริมาณการผลิตสะสมรวมกับปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่เหลืออยู่เฉลี่ยทั้งพื้นที่ที่มีค่ามากกว่า 40,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อหลุม
ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่พบปริมาณน้ำมันและก๊าซฯ ปริมาณมากขนาดนั้น จึงยังไม่มีการนำระบบ SC มาใช้
หลายคนตั้งคำถามว่า เอ๊ะ ไก่เกิดก่อนไข่ หรือ ไข่เกิดก่อนไก่
เพื่อไม่ให้สัญญาแบบนี้เกิด จึงตั้งเงื่อนไขความอู้ฟู่แบบนี้ หรือ ระดับอู้ฟู่นี้เป็นธรรมมีที่มาที่ไปตามหลักเศรษฐศาศตร์แล้ว สัญญาแบบนี้ไม่เกิด(ในไทย)เอง ช่วยไม่ได้
ผมไม่มีคำตอบหรอกครับ
อ้อ … เท่าที่ทราบ สัญญาการจ้างบริการแบบนี้เท่าที่เห็นใช้กันในโลกก็มีที่ อิหร่าน กับ อาร์เจนตินา ครับ
ไปอ่านข่าวกันดีกว่า
Service contract
ครม.เห็นชอบแบบสัญญาจ้างสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแล้ว หลังล่าช้ามากว่า1 ปี
คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบกฎกระทรวงแบบสัญญาจ้างสำรวจและผลิต (SC) แล้ว ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2560 กำหนดให้การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมต้องมี 3 ระบบ ทั้ง สัมปทาน สัญญาแบ่งปันผลผลิต(PSC) และSC
หลังการดำเนินการล่าช้ามากว่า 1 ปี แต่ปัจจุบันยังไม่มีแปลงปิโตรเลียมใดเข้าเกณฑ์ใช้ระบบ SC เหตุต้องเป็นแปลงที่มีศักยภาพปิโตรเลียมสูง โดยมีน้ำมันตั้งแต่ 300 ล้านบาร์เรลขึ้นไป และก๊าซธรรมชาติ มากกว่า 40,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อหลุม
ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่14 ก.ค.2563 เห็นชอบร่างกฎกระทรวงแบบสัญญาจ้างสำรวจและผลิต พ.ศ….ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอแล้ว ซึ่งกฎกระทรวงสัญญาจ้างสำรวจและผลิต (Service Contract : SC) ดังกล่าวประกอบด้วย 23 หัวข้อ เช่น ค่าจ้างสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และการจ่ายค่าจ้าง ,การจัดการผลผลิตน้ามันดิบเมื่อมีการผลิตปิโตรเลียมเชิงพาณิชย์ ,การจัดการผลผลิตก๊าซธรรมชาติเมื่อมีการผลิตปิโตรเลียมเชิงพาณิชย์ ,การชำระ เงินของผู้รับสัญญา, การจัดหาสินค้าและบริการ, ผลประโยชน์พิเศษ และค่าภาคหลวง เป็นต้น
นอกจากนี้ ครม.ยังรับทราบเหตุผลที่กระทรวงพลังงาน ไม่สามารถดำเนินการจัดทำร่างกฎกระทรวงสัญญา SC นี้ได้ภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่พระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้
เนื่องจากในปี 2560 – 2561 มีการเปิดให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงที่จะสิ้นอายุสัมปทานในทะเลอ่าวไทย ตามประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียม โดยใช้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract : PSC) จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องออกกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอและการได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ. 2561 ก่อน เพื่อให้ทันเวลาต่อการเปิดให้สิทธิสารวจและผลิตปิโตรเลียม จึงทำให้การออกกฎกระทรวงสัญญา SC ต้องมาดำเนินการในภายหลัง
สำหรับระบบสัญญา SC สามารถใช้ได้นับตั้งแต่มีการออก พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2560 แล้ว ซึ่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวเปิดโอกาสให้นำระบบ PSC และ SC มาใช้เพิ่มเติมจากเดิมที่ไทยมีเพียงระบบสัมปทานปิโตรเลียมเท่านั้น แต่การจะนำระบบ PSC และ SC มาใช้ได้ ต้องมีกฎกระทรวงกำหนดรูปแบบให้ชัดเจน ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงพลังงานโดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้กำหนดกฎกระทรวงระบบสัญญา PSC แล้วและนำมาใช้กับการขอสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งที่หมดอายุ คือ เอราวัณและบงกช ส่วนกฎกระทรวงระบบสัญญา SC เพิ่งจะผ่านความเห็นชอบจาก ครม. เมื่อ 14 ก.ค.2563 นี้
ดังนั้นระบบสัญญา SC จึงเป็นการทำเพื่อรองรับ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมพ.ศ.2560 ที่กำหนดให้ต้องมีสัญญาทั้ง 3 ประเภท คือ สัมปทาน PSC และ SC เพื่อให้สามารถเลือกนำมาใช้ได้กับแปลงสำรวจปิโตรเลียมที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับแต่ละประเภทสัญญา
อย่างไรก็ตาม การใช้ระบบสัญญา SC ต้องตรงกับคุณสมบัติที่ คณะกรรมการปิโตรเลียมได้กำหนดเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจนว่า จะต้องเป็นพื้นที่ที่มีผลการสำรวจพบปิโตรเลียม และมีข้อมูลคาดการณ์ได้ว่า มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบ (2P) เหลืออยู่ตั้งแต่ 300 ล้านบาร์เรลขึ้นไป และมีปริมาณการผลิตสะสมรวมกับปริมาณสำรองน้ำมันดิบที่เหลืออยู่เฉลี่ยทั้งพื้นที่ที่มีค่ามากกว่า 4 ล้านบาร์เรลต่อหลุม และมีปริมาณการผลิตสะสมรวมกับปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่เหลืออยู่เฉลี่ยทั้งพื้นที่ที่มีค่ามากกว่า 40,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อหลุม
ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่พบปริมาณน้ำมันและก๊าซฯ ปริมาณมากขนาดนั้น จึงยังไม่มีการนำระบบ SC มาใช้ แต่หากพบพื้นที่ที่เหมาะสมจริง จะต้องจัดทำหนังสือสัญญาระบบ SC เพื่อลงนามระหว่างรัฐบาลกับผู้รับจ้างผลิต ซึ่งเป็นการลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กับผู้รับจ้างสำรวจและผลิต ซึ่งสัญญานี้จะกำหนดชัดเจนว่า ใครเป็นผู้ลงทุน เงินมาจากไหน และผู้ที่ชนะประมูลเพื่อรับจ้างเป็นผู้ผลิตหรือเรียกว่า ผู้รับเหมานี้จะส่งเงินให้รัฐเท่าไหร่ หลังจากสำรวจ ผลิต ขายปิโตรเลียมและหักค่าใช้จ่ายแล้ว แต่ทั้งนี้รัฐต้องพิจารณาแล้วเห็นว่าการจ้างผลิตปิโตรเลียมดังกล่าวต้องไม่ขาดทุนในอนาคตด้วย
==============================
ข้างล่างนี้ผมก๊อปมาจากไลน์กลุ่ม ถูกใจและเห็นด้วยมากๆ ผมไปตปท.มาเยอะ เห็นเมรัยพื้นบ้านเป็นสินค้าที่ออกหน้าออกตาและถูกกฏหมาย แต่บ้านเรา อุดมไปด้วยวัตถุดิบ กลับทำไม่ได้ (หรือได้อย่างยากเย็น) รณรงค์ไปก็โดนตัดตอน หรือ อคติ จาก พวกโลกสวย พวกรายใหญ่ก็เปรมพุงปลิ้นไป
จากเฟสบุ๊ค วันชัย ตันติยะพิทักษ์
ไม่นานมานี้ มีเพื่อนรุ่นน้องวัยสามสิบหิ้วเบียร์มาเยี่ยม บอกว่ากำลังจะเลิกอาชีพเดิมแล้ว
และตั้งใจทำอาชีพใหม่ด้วยใจรักคือคนทำคราฟท์เบียร์
เขาพูดพลางเปิดเบียร์สองขวดให้ชิมกัน เป็นคราฟท์เบียร์ที่เขาต้มและหมักเบียร์เองที่บ้าน
“ผมเป็นคนชอบดื่มเบียร์มานานแล้ว และอยากลองทำเบียร์ดื่มเอง “
บ้านเกิดของเพื่อนผมเป็นชาวสวนต่างจังหวัด มีผลไม้หลายชนิด เขาเลยทดลองทำเบียร์มีกลิ่นมะม่วงผสม
“หอมดี ได้กลิ่นมะม่วงแตะจมูกเบา ๆ” ผมบอกน้อง ขณะฟองเบียร์อยู่เต็มปาก
คราฟท์เบียร์ ที่รุ่นน้องบรรจงผลิตขึ้นมา เป็นเบียร์ชนิด Pale Ale สีทองเหลืองอร่าม รสชาติบาง ๆ มีกลิ่นผลไม้หอม ๆ
ผมลองดื่มเบียร์อีกขวด เป็นชนิด Brown Ale สีน้ำตาลเข้ม เมื่อลองดื่มได้กลิ่น คาราเมลผสมน้ำผึ้งป่าแตะจมูก สร้างความหอมได้สดชื่นดีแท้
เป็นเบียร์อร่อยกว่าเบียร์ขวดที่ขายตามท้องตลาดอย่างเทียบไม่ติด
“ ผมเคยสงสัยว่า ทำไมรายย่อยในประเทศนี้สามารถคั่วกาแฟออกมาขายได้ แต่ทำไมเราผลิตคราฟท์เบียร์เองไม่ได้”
คำว่า คราฟท์เบียร์ Craft Beer คือ การผลิตเบียร์โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก
มีความพิถีพิถันในการปรุง ไม่ได้มีกำลังการผลิตมากมาย ในต่างประเทศมีคราฟท์เบียร์นับหมื่นยี่ห้อ
ผลิตโดยคนทั่วไปที่สนใจปรุงรสชาติของเบียร์ โดยใช้วัตถุดิบหลากหลายมาสร้างสรรค์รสชาติเบียร์ชนิดต่าง ๆ
ปัจจุบันประเทศไทยมี Craft Beer ผลิตโดยคนไทยจำนวนมากขายจำหน่ายในประเทศ
แต่เกือบทั้งหมดเป็นสินค้านำเข้า แทนที่จะเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยซึ่งมีทรัพยากรมากมาย
“ที่ผ่านมา ผมก็ผลิตเบียร์กันเองในบ้าน ปริมาณนิดเดียว ให้เพื่อน ๆที่ชอบดื่มเบียร์รสชาติใหม่ ๆ
ผมชอบปรุงเบียร์และทดลองกับผลไม้ไปเรื่อย ๆ จนได้รสชาติที่ลงตัว ถามว่าเสี่ยงไหม ก็แน่นอน
แต่หากถูกจับได้ ก็ยอมไปเสียค่าปรับห้าพันกว่าบาท”
ที่ผ่านมามีผู้ผลิตคราฟท์เบียร์หลายราย โดนสรรพสามิตจับไปปรับในข้อหาผลิตสุราโดยไม่ได้รับอนุญาต
ทุกวันนี้ใครอยากผลิตคราฟท์เบียร์ให้ถูกกฎหมาย ต้องไปขอใบอนุญาตจากกรมสรรพสามิต แต่มีเงื่อนไขว่า
1 มีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท
2 หากผลิตเพื่อขาย ณ สถานที่ผลิต อาทิโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง จะต้องมีปริมาณการผลิตไม่ต่ำกว่า 1 แสนลิตรต่อปี
3 หากจะบรรจุขวดหรือกระป๋อง ผลิตเพื่อขายนอกสถานที่ เหมือนเบียร์รายใหญ่ จะต้องผลิตปริมาณไม่ต่ำกว่า 10 ล้านลิตรต่อปี
หรือไม่ต่ำกว่า 33 ล้านขวดต่อปี เป็นเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกฎกระทรวงการอนุญาตผลิตสุรา ปี 2560
กฎหมายเหล่านี้ทำให้ผู้ผลิตคราฟท์เบียร์รายเล็กไม่มีทางแจ้งเกิดในประเทศแน่นอน
รายเล็กที่ไหนจะมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท
หากบอกว่ารัฐบาลสนับสนุน sme หรือผู้ประกอบการรายย่อย เปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้แสดงฝีมือ ความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตรสชาติเบียร์มากมาย
แต่กรณีคราฟท์เบียร์แล้วดูเหมือนจะเป็นการบีบให้คนไทย ต้องดื่มเบียร์จากรายใหญ่ไม่กี่รายในประเทศเท่านั้นหรือไม่
“ ตอนนี้ผมเตรียมตัวลงขันหุ้นกับเพื่อนไปผลิตคราฟท์เบียร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ใช้ทุนไม่มากเท่าไหร่ ผลิตแล้วส่งมาขายในประเทศ”
“ผมไม่เข้าใจจริง ๆ นะ ผมเป็นชาวสวน เห็นผลไม้และสมุนไพรเมืองไทยมากมายหลากชนิดมาก อาทิ มะม่วง สับปะรด ลำไย เสาวรส ตะไคร้ มะกรูด ฯลฯ
ที่สามารถนำมาหมัก มาบ่มให้เกิดรสชาติเบียร์ได้มากมาย แต่เราทำไม่ได้ เพราะกฎหมายไม่อนุญาต”
คราฟท์เบียร์น่าจะมีส่วนในการช่วยทำให้สินค้าเกษตรมีตลาดมากขึ้น จากการเป็นวัตถุดิบในการทำคราฟท์เบียร์ สร้างรายได้ให้เกษตรกรโดยตรง
แต่รายงานของ TDRI คาดการณ์ว่า ในปี 2563 ประเทศไทยจะนำเข้าคราฟท์เบียร์ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท
แต่เม็ดเงินเหล่านี้เกิดจากการนำเข้า 100% รายได้จึงตกอยู่กับผู้ผลิตในต่างประเทศและผู้นำเข้าไม่กี่ราย
เพื่อนรุ่นน้องผู้นี้คงไม่ใช่รายสุดท้ายที่จะออกไปผลิตเบียร์ในประเทศเพื่อนบ้าน
เพราะมีผู้หลงรักคราฟท์เบียร์อีกมากเตรียมตัวไปผลิตนอกประเทศ เพื่อนำกลับมาขายในประเทศ
คราฟทเบียร์จึงเป็นตัวอย่างของความย้อนแย้งในสังคมไทย
ด้านหนึ่งรัฐบาลบอกว่า สนับสนุน sme ของคนรุ่นใหม่ แต่ก็กีดกันการแข่งขัน โดยใช้กฎหมายเป็นตัวบังคับ
หรือผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ที่มีความสนิทสนมกับรัฐบาลทุกยุคต้องการผูกขาดการผลิตเบียร์ไปเรื่อย ๆ
เพราะมีตัวอย่างในต่างประเทศแล้วว่า ตลาดคราฟท์เบียร์กำลังมาแรงและแย่งสัดส่วนการตลาดของเบียร์ยี่ห้อดังไปเรื่อย ๆ
จากข้อมูลของ Brewers Associations แห่งสหรัฐอเมริการะบุว่า ในปี 2018 นั้นยอดขายเบียร์ดังในประเทศสหรัฐตกลง 1%
แต่ Craft Beer เพิ่มขึ้น 3.9% หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 13 % ของยอดขายเบียร์ทั้งหมด เป็นมูลค่ากว่า 27,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
และสร้างงานกว่า 5 แสนตำแหน่ง ขณะที่ตลาดในยุโรปมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 13%
ไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจจะเห็นการ disruption หรือการพังทลายของเบียร์รายใหญ่ในสหรัฐและยุโรป และทดแทนด้วยคราฟท์เบียร์รายเล็กมากมาย

