CO2 as industrial waste – Public policy – วันนี้ขอถอดหมวกคนวงการปิโตรเลียม คุยเรื่องใหญ่ๆแบบมหภาคหน่อย
ถ้าแบ่งของเสียอุตสาหกรรมตามสถานะของสสาร ก็แบ่งได้ 3 แบบใหญ่ๆ อย่างที่เราเคยเรียนวิทยาศาสตร์มานั่นแหละ
- ของแข็ง
- ของเหลว
- ก๊าซ
เรามีปัญหาขยะอุตสาหกรรมมานานนมแล้ว พร้อมๆกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ทำคลอดจากประเทศอังกฤษ รุ่นเดียวกับการเอาถ่านหินมาใส่เครื่องจักรไอน้ำแทนฟืนนั่นแหละ ตอนนั้น แม่น้ำเทมส์ทั้งสาย และ อากาศ ในลอนดอนเละไปหมด
ลอนดอนเป็นนรกบนดินไปเลยทีเดียว …
CO2 as industrial waste – Public policy
ทุกของเสียจากอุตสาหกรรมสมควรถูกจัดการให้เหมาะสม
ของแข็งเสียๆก็แก้ไขให้มันดีพอแล้วคืนมันสู่ดิน หรือ ฝังกลบให้มิดชั่วนิรันดร์
น้ำเสียก็บำบัดแล้วคืนสู่แม่น้ำ มหาสมุทร
ก๊าซพิษก็แก้ไขให้มันดีพอแล้วคืนมันสู่อากาศ หรือ ฝังกลบให้มิดชั่วนิรันดร์
ทุกของเสียสำคัญหมด รัฐควรตั้งใจกำจัดมันทั้งหมดแหละ … แต่อย่างที่รู้ การกำจัดต้องใช้เงิน และ ความพร้อมต่างๆ ที่ผมเรียกว่า “ระบบนิเวศน์” ที่ไม่ใช่แค่เงิน
ต้องมีกฏกติกาที่ชัดเจน แรงจูงใจ การลงโทษ การบังคับใช้ แขนขาต่างๆ เทคโนโลยี ถ้าจะลดการใช้ภาษาคนทั้งประเทศมาจัดการก็ต้องทำเชิงพานิชย์ ซึ่งต้องมีลูกค้า มีกลไกที่จูงใจ
ทั้งหมดนี่คือ ระบบนิเวศน์
ผมวิเคราะห์เรื่องระบบนิเวศน์ไว้ในโพสต์นี้แล้วครับ ว่าคืออะไร และ ความพร้อมของแต่ล่ะประเทศต่างกันอย่างไร
แต่รัฐมีทรัพยากรจำกัด ก็ต้องเลือกที่จะใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดนั้นกับสิ่งที่ทำแล้วได้ผลมากที่สุด โดยดูที่ความพร้อมของระบบนิเวศน์นั้นๆว่าจะเลือกอะไรก่อน
ถ้าใช้สัญลักษณ์ไฟจราจรแบบ เขียว ส้ม เหลือง แดง ล่ะก็นะ
เขียว ระบบนิเวศน์ พร้อม 100%
ส้ม พร้อม 75%
เหลือง ก็ 50/50
แดง ก็ต่ำกว่า 50%
ส่วนตัวผมคิดว่า ของเสียแบบของแข็งและของเหลวนั้น เราสีเขียวเลยล่ะ ทุกอย่างพร้อมมากๆ แค่ลงมือบังคับใช้ให้จริงจังเท่านั้น
ส่วนก๊าซนั้น ผมว่ายังยากอยู่มาก ผมให้เป็นสีเหลืองเลย
ผมอยากเชียร์ให้รัฐออกแรงไปที่ๆทำแล้วคุ้มสุดก่อน จัดการขยะ และ น้ำเสีย อุตสาหกรรมก่อนเลย เพราะเรามีกลไก เทคโนโลยี ความชอบธรรม มวลชน ฯลฯ ทุกอย่างพร้อม
ส่วนเรื่องการอัดเก็บ CO2 นั้น ผมมองว่า เราอาจจะทำได้ก็จริง แต่ความท้าทาย และ ความคุ้มค่าเชิงมหภาคนั้น ยังห่างไกลการจับต้องได้ เมื่อเทียบกับ 2 อย่างแรก
พูดภาษาบ้านๆง่ายๆนะ ถ้ายังเก็บภาษีน้ำเสียโรงงานอุตสาหกรรม ภาษีกำจัดขยะอุตสาหกรรม ไม่ได้ ฝันไปเถอะครับว่าจะให้โรงงานอุตสาหกรรมมาจ่ายค่าเก็บ CO2 ไปเก็บใต้ดิน
แต่ใช้ว่ารัฐจะล่ะเลย ถ้าพูดแบบรูปธรรมนะ สมมติมีงบกำจัดของเสียอุตสาหกรรมปีล่ะ 100 บาท ทุ่มไปที่ น้ำเสียก่อนเลย 50 บาท ขยะของแข็งต่างๆ 40 บาท แล้ว 10 บาท เอาไปศึกษา หาองค์ความรู้ เตรียมคน ให้พร้อมสำหรับ CCUS
ส่วนแบตเตอรี่รถไฟฟ้าอีวี เป็นของแข็งก็จริง สำคัญก็จริง แต่เอาไว้ก่อน เทคโนโลยียังไม่มา แต่เชื่อว่า อีกไม่นานเกิดรอ ปัญหาการกำจัดแบตเตอรี่รถไฟฟ้าจะมาจ่อคอหอยแน่ๆ
แต่ก็แน่นอนครับ ถ้าไปถามคนที่มีผลประโยชน์ร่วม อย่างเพื่อนผมคนนึงในแก๊งค์ที่สนิทๆกัน เป็นเจ้าของโรงงานรับกำจัดขยะ รับงานเทศบาลในจังหวัดต่างๆ ตอนนี้กำลังขยายไปรับงานขยะอุตสาหกรรม เขา(มัน)ก็จะเชียร์ว่าให้รัฐฯเทงบฯมาทางธุรกิจมันเยอะๆ
แบบนี้เรียกว่า ผลประโยชน์ทับซ้อน 555 …
ทีนี้ ถ้ารัฐตาหูเหลือกเล่นไปตามเสียงเชียร์ เต้นตามฉิ่งฉาบปี่กลอง เอางบประเทศไปลงในเรื่องที่ระบบนิเวศน์ยังไม่พร้อม (แทนที่จะไปลงกับอะไรที่มันพร้อมกว่า) ก็เป็นการใช้เงินภาษีพวกเราที่ไม่สมเหตุสมผล ไม่มีประสิทธิภาพ ลงเงินไปเยอะ ได้ผลออกมาน้อย
ส่วนเอกชน ถ้าอยากจะลงทุนทำอะไรก็ทำ เจ๊งไปก็เงินผู้ถือหุ้น ไม่ใช่ภาษีพวกเรา ขออย่างเดียว รัฐอย่าเอาภาษีพวกเราไปอุ้มล่ะกัน
สรุป
นี่เป็นความเห็นส่วนตัวผมนะครับ ไม่ใช่เป็นตัวแทนเสียงขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง ความเห็นในฐานะคนไทยเต็มขั้นที่เสียภาษีให้ประเทศนี้ ความเห็นอาจจะผิด อาจจะไม่ถูกใจใครบ้าง ก็เป็นเรื่องของสังคมที่ต้องเปิดกว้างทางความคิดกัน

