Site icon OIL MAN

We do not know เราใช้ความไม่รู้เป็นเครื่องมือมาตลอดประวัติศาสตร์

We do not know เราใช้ความไม่รู้เป็นเครื่องมือมาตลอดประวัติศาสตร์ – เราเล่นกับความไม่รู้มาตลอดประวัติศาสตร์

เมื่อเราไม่รู้เราก็จะกลัว เมื่อเราไม่รู้เราก็จะเชื่อ เราคิดว่าเราเชื่อเพราะเรากลัว แต่จริงๆไม่ใช่เลย ความกลัวเป็นแค่ทางแยก หรือ ทางผ่านเท่านั้น

ผมชวนคุยเรื่องนี้แบบไม่มีหลักฐานทางวิชาการอะไร ประมวลเอาจากประสบการณ์ที่เห็นที่เจอมาจริงๆ และ ครูพักลักจำเอามาจากบทความ รายงาน สื่อความรู้ในพิพิธภัณฑ์ และ สนทนากับผู้รู้ในสาขานั้นๆ

We do not know

เราใช้ความไม่รู้เป็นเครื่องมือมาตลอดประวัติศาสตร์

พิธีกรรมต่างๆในทุกระบบความเชื่อมักจะทำกันในที่ที่อากาศเย็นหรืออุ่นกว่าอากาศแวดล้อมปกติ ความสว่างน้อยกว่าปกติ ใช้คำพูดที่ไม่ใช่ภาษาที่สื่อสารกันในยุคสมัยนั้นๆ พูดง่ายๆคือ ฟังไม่รู้เรื่อง และ มักมีกลิ่นที่ชวนเคลิ้ม ซึ่งส่วนมากมากจากการเผาไม้ หรือ กระดูกสัตว์บางชนิด

เราเชื่อเพราะเราไม่รู้ต่างหาก

ตาก็มองไม่ค่อยเห็น เพราะแสงสว่างน้อย หูก็ฟังไม่รู้เรื่อง ปากก็ท่องๆไปทำให้เกิดเสียงที่ฟังแล้วก็ไม่เข้าใจ จมูกก็สูดกลิ่นสารเคมีอะไรก็ไม่ร้เข้าไป

มนุษย์เรามักไม่ค่อยจะมีพิธีกรรมอะไรที่ทำกันกลางแจ้ง โล่งๆ ในเวลากลางวันสว่างๆ ใช้ภาษาที่ฟังรู้เรื่อง

เพราะว่าเมื่อเราเห็น เราเข้าใจ เรารู้ เราก็จะไม่กลัว แล้วเราก็จะ “เริ่มตั้งคำถาม” ซึ่งจะนำไปสู่ความเห็นที่หลากหลาย ไปจนถึงการไม่เชื่อ ผู้นำ ผู้กุมอำนาจของสังคมที่ใจแคบก็มักจะไม่โปรดผลลัพท์แบบนั้น ก็มันทำให้ปกครองยากนี่นา จริงไหม …

ดังนั้นในสมัยโบราณ ความเชื่อ พิธีกรรม และ อำนาจการนำกลุ่มคน มักจะผูกติดกันอย่างเหนียวแน่น

นั่นคือ ไสยศาสตร์ ศาสนา การเมือง การปกครอง และ สังคม มักจะแยกไม่ออกว่าอะไรคืออะไร มันดูกลมๆกลืนๆกันไปหมด เพราะทุกๆศาสตร์มันเกื้อหนุนจุนเจือกันอยางมองได้เป็นสิ่งเดียวกัน

อีกมิติ … มันดูไม่ขลัง …

บทสวดมนต์ คาถา มนตรา ชื่อพฤกษศาสตร์ของพืช และ สัตว์ คำราชาศัพท์ ชื่อเมือง หรือ บุคคลสำคัญสมัยโบราณ ฯลฯ คือ ปรากฏการณ์ใกล้ตัวที่เราสัมผัสมาได้โดยตลอด

จึงไม่แปลกที่ในงานบุญงานศพขณะที่พระท่านสวด ภาพที่เราจะเห็นคือ มือที่พนมหันไปทางตาลปัตร แต่หน้าเจ้าของมือกลับหันไปข้างๆคุยกันเสียฉิบ เพราะ ฟังไป(กู)ก็ไม่รู้เรื่อง …

การตลาดก็ยังเอามาใช้ …. Extra High Intensive treatment formula (EHI)

ตาสีตาสาฟังแล้วก็งงๆไม่รู้ว่ามันคืออะไร

แต่ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเครื่องรถอีแต๋น แชมพู หรือ ผงซักฟอก ชื่อนี้ก็ยังคงใช้ได้ดีกว่าจะแปลเป็นภาษาไทย … “สูตรบำรุงเข้มข้นมากเป็นพิเศษ” เชยบรรลัยเลย จริงไหม ยังไม่นับว่าถ้าย่อแล้วเท่ห์ๆว่า EHI ยิ่งเพิ่มราคาได้อีก 30% เป็นอย่างน้อย ในฐานะที่(มึง)ฟังไม่รู้เรื่อง หรือ อยากดูเท่ห์ ต้องจ่ายแพงขึ้น 555

อีกตัวอย่างหนึ่งก็คำว่า vintage ถ้าใช้คำนี้ มันดูเทห์ ขายของได้ราคา ทั้งๆที่คำนี้มันแปลว่า “ของเก่า” แค่นั้นเอง

ในสำนวนภาษาอังกฤษยุคใหม่ ก็มี ทำนองเสียดสีว่า คำว่า “ขี้ดิน” ก็ฟังดูดีในภาษาผรั่งเศษ

ไม่แปลกครับ 30 ปีก่อน ผมเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้าน สินค้าอุปโภคบริโภคก็ส่งออกไปจากบ้านเรานี่แหละ ชื่อก็ใช้ชื่อไทยๆ ภาษาก็ภาษาไทยๆ แต่เมื่อไปวางอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน กลายเป็นของดีหรูเริ่ดไปทันทีแค่ข้ามพรมแดน เพราะคนที่นั่นเรียกชื่อสินค้าเหล่านั้นเป็นภาษาไทย นัยว่า “เจริญ” กว่า …

สินค้าจากญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี จีน ครั้งหนึ่งก็ถูกมองว่าเป็นของลอกเลียนแบบ ต้องแอบกินแอบใช้ แต่วันนี้ การได้ใช้ชื่อสินค้าพวกนี้เป็นภาษานั้นๆ (ที่เราก็ไม่รู้ความหมาย) กลับทำให้เรารู้สึกเหมือนประชากรประเทศเพื่อนบ้านที่มีต่อชื่อสินค้าไทยเมื่อ 30 ปีก่อน …

นั่นก็เพราะความไม่รู้นี่แหละ เมื่อสินค้ามีคุณภาพใกล้เคียงกันจนแยกไม่ออก การตลาดก็ยังใช้ความไม่รู้นี่แหละขายสินค้าได้

เพราะเมื่อผู้จะซื้อแยกไม่ออก (หรือแยกออกได้ยาก) ด้วยเนื้อของคุณภาพแล้ว ทางเดียวที่จะทำให้คนจะซื้อจ่ายแพงกว่าคือ ทำให้คนจะซื้อไม่รู้เสียว่ามันคืออะไร ก็ด้วยภาษาที่เขาไม่คุ้นเคย … “ใช้สูตร EHI นี่ซิ ของเขาดีนะ” จ่ายเพิ่มค่าไม่รู้เรื่อง ค่าโง่ หรือ ค่าอยากเท่ห์ มาซะ 30% 555 🙂

กลับมาที่บทสวดมนต์ ก็ใช้หลักการนี้เช่นกัน หลายๆบทสวดมนต์ ไม่ว่าจะใช้ภาษาละติน อารบิคโบราณ หรือ สันสกฤต ถ้าลองแปลเป็นภาษาท้องถิ่นที่เข้าใจกันได้ ความขลังจะลดลง จนเกือบจะหายไปเลยทีเดียว แต่ปัญญาที่จะเกิดจากความเข้าใจในความหมายของเสียงที่ออกจากปากจะเพิ่มขึ้น

ตัวอย่างใกล้ตัวผมเลย สมัยผมเด็กมากๆ จำได้ว่าในโบสถ์ เราสวดและร้องเพลงด้วยภาษาละติน เด็กไทย 6 – 7 ขวบ ต้องหัดสวด หัดท่อง และ ร้องเพลงภาษาละติน ! ยิ่งกว่ายาขมหม้อใหญ่ทีเดียว

นอกจากความขลังตามปกติที่มากับความไม่รู้ความหมายของบทสวดที่ท่อง และ เพลงที่ร้องแล้ว ไม้เรียวของนักบวชหญิงยิ่งทำเพิ่มระดับความขลังจากระดับปกติเป็นระดับพิเศษ เมื่อการตีก้นที่ทำโดยนักบวชเป็นการกระทำในนามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปรารถนาดีต่อเยาวชน 555 🙂

ไม่นานจากนั้น (ผมก็จำไม่ได้ว่าปีไหนแน่ๆ) นัยว่าวาติกันคงเล็งเห็น และ เมตตา เด็กน้อยทั่วโลย บทสวด และ เพลงต่างๆในโบสถ์ก็ถูกแปลเป็นภาษาไทย (เข้าใจว่าเป็นภาษาต่างๆทั่วโลกด้วยเช่นกัน)

ความขลังหายไปชั่วข้ามคืน ความเข้าใจผุดขึ้นมา ปัญญา และ ความศรัทธาถูกเสริมให้แข็งแกร่งกว่าที่เคย

ความไม่รู้ถูกเสริมให้ไม่รู้มากขึ้น เมื่อถูกห้ามไม่ให้ตั้งคำถาม ห้ามวิจารณ์ในด้านไม่ดี

อีกมิติหนึ่งของการสร้าง เสริมแรง ความไม่รู้ให้ยิ่งไม่รู้ขึ้นไปอีกที่ผู้นำทั้งทางศาสนาจักร และ อาณาจักร มักเอามาใช้คือ ห้ามตั้งคำถาม ห้ามวิจารณ์

เทคนิคง่ายๆซ้ำเดิมมาแต่โบราณคือใช้คำว่าเป็น คน หรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือ เป็นอวตารลงมาจากสวรรค์

บางสังคม บางศาสนา ถึงกับมีบทลงโทษกันทีเดียวหากฝ่าฝืน (ตั้งคำถาม หรือ พูดถึงในด้านไม่ดี)

เป็นเทคนิคการรักษาอำนาจที่คลาสิกสุดๆ แต่ก็ได้ผล เพราะเมื่อคนไม่กล้าตั้งคำถาม ผ่านจากรุ่นสู่รุ่น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ศรัทธาอย่างมืดบอด

ตอนผมเริ่มเรียนวิทยาศาสตร์จริงจังม.ปลาย ผมโชคดีที่ได้ครูดี ปูพื้นฐานไว้อย่างแน่น จำได้ว่าครูท่านนี้ไม่ได้สอนอะไรเลย นอกจากให้นร.ตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวให้ได้มากที่สุด แล้วครูก็ค่อยๆสอนเทคนิคการตั้งคำถามที่ถูกวิธี บลาๆ เป็นอันนำไปสู่การหาคำตอบ อย่างที่เราพูดกันติดปากสมัยนี้ว่า ตั้งคำถามผิด ชีวิตเปลี่ยน นั่นคือ ปัญหาอย่าเดียวกัน ตั้งคำถามไม่ดี ก็เข้าป่าเข้าดง หาคำตอบไม่ได้

ที่ผมชวยคุยนอกเรื่องนิดเรื่องการตั้งคำถาม ก็เพราะอยากบอกว่า การตั้งคำถาม นี่แหละ ทำให้เราพัฒนา ทั้งทางวัตถุและจิตใจ ปัญญา จนเรามีโทรศัพท์ฉลาดๆหลายๆจีในมือ

ดังนั้น ถ้าผู้มีอำนาจในสังคมใดปิดกั้นการตั้งคำถาม หรือ พูดถึงแง่ไม่ดีในเรื่องใดเมื่อไร เมื่อนั้น สังคมนั้นจะถดถอยในเรื่องนั้น

ยกตัวอย่างที่ขึ้นชื่อในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ สังคมสมัยกาลิเลโอถูกจำกัดกันวิพากษ์ หรือ ตั้งคำถาม ว่าโลกเป็นศูนย์กลางจักรวาล มีบทลงโทษด้วย สมมุติว่าทุกคนเชื่อฟังหมด ป่านนี้เราคงไปไม่ถึงไหนในทางดาราศาสตร์ (และอื่นๆอีกมากมาย)

เมื่อไม่รู้ ก็จงตั้งคำถาม

กูรูท่านหนึ่งสอนผมว่า คนเราให้นั่งเฉยๆเนี้ย ไม่รู้หรอกใคร ใครฉลาด ถ้าถามให้ตอบ ก็อาจจะพอแยกได้ แต่ก็แยกได้ไม่ชัด เพราะมีพวกนกแก้วนกขุนทองอยู่เยอะ แต่ถ้าให้แข่งกันตั้งคำถาม จะรู้ได้ทันทีว่า ใครโง่ … 555 🙂

ดังนั้น ยาแก้โง่ที่ดีที่สุดคือ “การให้ถามได้” เพราะถึงไม่ได้คำตอบ ณ.ตอนที่ถาม แต่ “คำถาม” จะสร้างการกระเพื่อมทางปัญญาในสังคม และ จะมีคำตอบ และ การเปลี่ยนแปลงในอีกหลายๆรุ่นคนต่อๆมา

อีกนัยหนึ่ง ของสิ่งนั้นศักดิ์สิทธิ์จริง อวตารจากสวรรค์จริง ก็ไม่ควรกลัวคำวิจารณ์ ทำนองว่า ทองแท้ไม่ควรกลัวไฟ (พิสูจน์) ถ้าอะไรก็ตามที่กลัว “คำถาม” จนต้องห้ามถามกันล่ะกัน สัณนิฐานไว้ก่อนได้เลยว่า ของปลอม จ้าาาา

ขอปิดบทความนี้ด้วยแนวคิดคำคมที่ผมเห็นด้วยมาตลอดชีวิต

“I disapprove of what you say, but I will defend to the death your right to say it”

Evelyn Beatrice Hall

ตกลงว่าผมพยายามจะบอกอะไรพวกเราก็ไม่รู้ มั่วๆชอบกล ฝากไปคิดดูล่ะกัน 🙂

Love and Faith (correctly) อย่ารักและศรัทธา อย่างมืดบอด

Love and Faith (correctly) อย่ารักและศรัทธา อย่างมืดบอด

Exit mobile version