Low Cost Learning English while working – ต้นทุนต่ำ เรียนภาษาอังกฤษ
เผื่อจะเป็นแนวทาง และ กำลังใจแรงบันดาลใจให้พวกเราได้บ้าง ว่าต้นทุนต่ำก็ทำได้ ต้นทุนในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึงเงินทองอย่างเดียว ผมหมายถึงต้นทุนทางภาษาอังกฤษที่มีด้วย
คุณลองนึกดูว่าเด็กจบมัธยม และ มหาวิทยาลัยชานเมือง ปีพ.ศ. 2528 สมัยที่ไม่มีแม้แต่อินเตอร์เน็ต หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับเดียวยังต้องแบ่งอ่านกันทั้งห้องตอนมัธยมเพื่อทำงานส่ง แถมยังราคาแพงหายากอีกด้วย
แถมชื่อภาษาอังกฤษของผม คุณครูภาษาอังกฤษสะกดให้ ก็สะกดผิดมาตั้งตั้งแต่เรียนมัธยม ผมก็ใช้อย่างนั้นมาจนถึงทุกวันนี้
ผมเชื่อว่านี่เป็นปัญหาหนักของบางคน ถึงแม้ว่าในสมัยนี้จะดีมากกว่าสมัยก่อนแล้วก็ตาม
มีคน เขียน และ ทำคลิปเรื่องนี้เอาไว้มากมาย หลายแบบ หลายมุมมุมมอง ผมไม่ไปทำแข่งกับกูรูเหล่านัั้น แต่จะเล่าให้ฟังว่าผมเดินมาอย่างไรในเรื่องนี้
Low Cost Learning English
ตอนอยู่ปีสี่ กัดฟัน ซื้อหนังสือ ซื้อเทปมาฟังเพื่อจะสอบ tofel ไปพร้อมๆกับทำวิทยานิพนธ์เพื่อขอจบ เพราะไม่มีเงินไปเรียนตาม โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษในเมือง
ผลคือสอบไม่ผ่านขั้นต่ำของมหาวิทยาลัยรัฐของอเมริกาด้วยซ้ำ
โชคดีที่ได้เริ่มงานกับบริษัท service หนึ่งที่ตอนนั้นมีโครงการส่งวิศวกรต่างชาติที่ภาษาอังกฤษไม่ดีพอไปเรียนที่ออสเตรเลีย สอนโดยวิศวกรสนามชาวอังกฤษที่เกษียณแล้ว และอาศัยอยู่กับครอบครัวของคนที่นั่นที่บ.จัดหาให้เป็นเวลาสองเดือน
เรื่องเก่าๆ สมัย go inter หนแรกที่ ออสเตรเลีย – Australia trip
ถ้ากลับมายังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ก็ไม่รับเข้าทำงาน
ยอมรับว่าตอนนั้นเครียดมาก ไม่รู้จะทำอย่างไร นอกจากเดินไปให้สุดทาง
ผมใช้วิธีทุกหม้อข้าวแล้วตีเมืองแบบพระเจ้าตาก
ผมไม่เอาอะไรที่เป็นภาษาไทยไปเลย นอกจากพจนานุกรมเล็กๆเล่มเดียว ที่ใช้ตั้งแต่สมัยเรียน เงินเบี้ยเลี้ยงอาทิตย์แรกเก็บได้ก็เอาไปซื้อวิทยุเล็กๆ เอามาเปิดฟังในห้อง เปิดยังงั้นแหละทั้งวันทั้งคืน รู้บ้างไม่รู้บ้าง
ครอบครัวที่ไปอยู่ด้วยมีลูกเล็กๆสามคน เจ็ดขวบ สี่ขวบ และ หนึ่งขวบ
วันๆผมก็พูดกับเด็กไป โดยเฉพาะคนหนึ่งขวบ พูดรู้เรื่องกับผมมากที่สุด 555 ส่วนคน 4 ขอบ กับ 7 ขวบพูดเก่งกว่าผมอีก
หนังสือพิมพ์นิตยสารต่างๆในห้องนั่งเล่นก็อ่านไปทุกเล่ม แล้วไปอ่านหนังสือของเด็กเจ็ดขวบ
สองเดือนนั้นคำศัพท์ผมพูดได้เท่ากับเด็กเจ็ดขวบนั่นแหละ
ยอมรับว่ามีบางจังหวะที่ท้อมาก
ในใจก็คิดว่า คนงาน แรงงานไทยที่ไปทำงานตะวันออกกลาง ผู้หญิงทำงานกลางคืนที่พัทยา ที่ตาคลีนครสวรรค์ อุดรฯ ที่อู่ตะเภา พวกเขาอยู่ได้อย่างไร พวกเขาต้องเรียนรู้ขนาดไหน ที่จะหาเงินได้ในแต่ละวันแต่ละบาท จากทหารอเมริกัน และ นักท่องเที่ยว
พวกเขายิ่งไม่ต้นทุนต่ำกว่าผมมากมายหรอกหรือ แล้วตัวผมเองล่ะ เป็นถึงวิศวกร มีปริญญา ไม่อายพวกเขาเหล่านั้นหรือ
จริงๆนะผมคิดแบบนั้นทุกวันเลย
ผ่านไปสองเดือนกลับมาสัมภาษณ์ อีกรอบที่กรุงเทพ ก็ผ่านชนิดที่เรียกว่าเส้นยาแดงผ่าแปด
จากนั้นก็ถูกส่งไปอบรมเรียนรู้และทำงานจริง ยอมรับว่าไม่มั่นใจมากๆ งานเลี้ยงปาร์ตี้ หรือ อะไรก็ตามที่ต้องออกนอกเรื่องจากการทำงาน หรือ เรียกว่างานสังคม ผมจะกลัวมาก เพราะผมพูดภาษาอังกฤษได้ขั้นต่ำ แค่ใจทำงานได้จริงๆ จึงมักจะเลี่ยงไม่ไป หรือถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็จะ ยืนหลบตามมุมห้อง กินแต่เบียร์
แต่พอกินเบียร์มากเข้า มันก็เมา พอเมา ลิ้นก็จะลื่นขึ้น คราวนี้ก็จะพูดแบบชนิดที่เรียกว่าไม่สนไวยากรณ์ และ สำเนียง กันแล้ว 555
แต่ผมก็ยังใช้วิธีทุกหม้อข้าวอยู่นะ หมายถึงฟังแต่ภาษาอังกฤษอ่านแต่ภาษาอังกฤษ ดูหนังก็ภาษาอังกฤษ ฝืนอยู่อย่างนั้นเป็นเวลาหลายปีทีเดียว
ดังนั้นผมจึงขอกว่า เราโชคดีที่เรามีคนต่างชาติตัวเป็นๆ มาให้เราฝึกได้เกือบทุกวัน อย่าเอาอย่างผมที่ไม่กล้าออกงาน ยืนหลบมุมห้อง
เจอพวกเขาที่ไหนทักทายให้หมด พูดให้มากที่สุด ไม่ต้องกลัว เลิกอ่านภาษาไทย อ่านภาษาอังกฤษ ดูหนังก็ไม่ต้องมีบรรยาย หรือ พากย์ไทย
มีวิทยุช่องภาษาอังกฤษมากมายเปิดฟังกันทุกวันเปิดเอาไว้อย่างนั้นนั่นแหละ ทั้งคำศัพท์ และ สำเนียง สำนวน มันจะค่อยๆทำให้หูเราคุ้นชินไปเอง
เคล็ดลับก็คือการทำซ้ำ ซ้ำอยู่อย่างนั้นแหละเหมือนการสอนเด็กพิเศษที่ผมเคยเล่าให้ฟัง ไม่มีทางลัด แบบอัปโหลด ความสามารถต่างๆเข้าไปในคนได้เหมือนพระเอกในภาพยนตร์เรื่องเดอะแมทริกซ์ หรือ ซื้อไอเทม จ่ายเงินอัปสกิลในเกม
ถึงพวกเราบางคนจะไม่มีคนต่างชาติให้ทำ ทำงานด้วย ฝึกฝนด้วย แต่อย่าลืมว่าคุณมีสิ่งที่รุ่นผมไม่มี ก็คืออินเทอร์เน็ต และ สื่อสังคมออนไลน์ต่าง ซึ่งตรงนี้แหละที่สามารถจะเอามาใช้ประโยชน์ได้ถ้าคุณตั้งใจจริงๆ
เทียบกับสมัยก่อนที่ถ้าผมต้องการจะฝึกการเขียนภาษาอังกฤษ กับชาวต่างชาติจริงๆ ผมต้องมีเพื่อนทางจดหมายอยู่ที่ต่างประเทศ ที่เราเรียกว่า pen friend ซึ่งการจะหา pen friend ชาวต่างชาติสักคนมาเขียนคุยกับเราก็ไม่ง่าย สมัยนั้นส่วนมากก็จะได้จากการไปเสียสตางค์เรียนวิชาภาษาอังกฤษในเมือง
ขั้นตอนการรับสมัคร Wireline field engineer (รุ่นไดโนเสาร์) SLB

