Hormones at Work: Leadership – มีหลายๆคำที่เราใช้แทนผู้ที่อยู่ในลำดับชั้นองค์กรที่เหนือเราขึ้นไป
ผู้นำ (Leader) ผู้จัดการ (Manager) หัวหน้า (Supervisor) เจ้านาย (Boss) ผู้บังคับบัญชาสายตรง (Direct Report) หัวหน้าแผนก (Head of Department) ฯลฯ
ทั้งหมดนี้ผมชอบคำว่า ผู้นำที่สุด เพราะความหมายของคำนี้แฝงไว้ในทุกๆตำแหน่งที่อยู่บนหัวเรา หรือ แฝงในตัวเรา(ที่ไปอยู่บนหัวคนอื่น)
Hormones at Work: Leadership
ผู้นำ ก็คือ ตามชื่อเลยครับ “นำ” … คำถามใหญ่เลย คือ เราจะทำให้คนตามเราได้อย่างไร
Elite – Evolution and Development – “ชนชั้นนำ” ต่างจาก “ผู้นำ” นะครับ อย่าเอามาปะปนกัน
หนึ่งในทฤษฎีแรงจูงใจแบบดั้งเดิม (Classical Motivation Theory) คือ การให้รางวัล กับ ทำโทษ หรือ ที่เรียกกันติดปากว่า Carrot and Stick … ถ้าลาทำดี ก็ให้แครอท ถ้าทำไม่ดีก็โดนเฆี่ยนตี … มันก็ได้ผล ตอบโจทย์ที่ว่า “ทำให้คนตามเราได้อย่างไร” นะ แต่ไม่ยั่งยืน
เราจะเดินตามใครสักคนเพราะอะไร … คำตอบของคำถามนี้อยู่ใกล้ตัวมากๆเลยครับ
เพราะเขาทำให้เรามี “ความสุข” ไงครับ คำสำคัญอยู่ตรงนี้ … “ความสุข”
ความสุข เป็น นามธรรม พอๆกับที่มันเป็นวิทยาศาสตร์ สมองของคนเราหลั่งสารเคมีบางชนิดที่เรียกว่า ฮอร์โมน เมื่อเรามีความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง
ความรู้สึกเป็นเหตุ ฮอร์โมนที่หลั่งออกมาเป็นผล ในทางกลับกัน เมื่อมีฮอร์โมนชนิดหนึ่ง หลั่งออกมาก ก็จะทำให้เรามีความรู้สึกแบบหนึ่งได้ … อาจจะงงๆ ตามผมมา แล้วจะเข้าใจเอง
ในบรรยากาศการทำงาน ถ้าเราอยากเป็นผู้นำที่ดี เราแค่ทำให้คนอื่นมีความสุข แล้วเราก็จะมีผู้ตามเอง … ทั้งในนัยยะผู้นำที่เป็นทางการ และ ผู้นำที่ไม่เป็นทางการ
ความสุขเมื่อ(ตัวเอง)ได้รับรางวัล
เวลาไถเฟสบุ๊ค ติ๊กต๊อก อินสตราแกรม เจอคนที่กดไลค์ กดติดตาม เพิ่มขึ้น เราจะรู้สึกดี มีความสุข ใช่ไหมครับ … นี่คือตัวอย่างของความสุขที่ได้รับรางวัล
ความรู้สึกมีความสุขแบบนี้ จะทำให้สมองหลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่ง ชื่อ โดพามีน (Dopamine) ให้ความรู้สึกเพลิดเพลิน กระปรี้กระเปร่า และ มีสมาธิ
ดังนั้น การที่ผู้นำให้รางวัล ก็เป็นการสร้างความสุข ให้คนตามได้แบบหนึ่ง ไม่ต่างกับการให้แครอทกับลาเมื่อมันแบบสัมภาระให้เราโดยไม่งองแง
แต่ปัญหาของระบบการบริหารงานสมัยใหม่ (หลังระบบเถ้าแก่ที่บริหารแบบครอบครัว) ที่เน้น KPI จนเกินไป ทำให้พนักงานเหมือนคนติดเกมส์ติดโซเชียล ไขว้ขว้าหายอดไลค์ ยอดติดตาม ไม่ทำ ถ้าไม่มีอะไรมาล่อ
ถาม … “แล้วมันแย่ตรงไหน ในเมื่อมันทำให้คนทำงานได้มากขึ้น?”
ลองนึกถึงคนติดเกม เขาเล่นแล้วชนะได้ทั้งวัน แต่มีความสุขจริงไหม? มีความผูกพันกับใครไหม? รางวัลจากเกมสร้างอะไรที่มีความหมายในชีวิตเขาได้ไหม?”
โดพามีน เป็นแค่หนึ่งในสี่ของสารเคมีที่ทำให้เรามีความสุข … นั่นคือเหตุผลที่ทฤษฎีแรงจูงใจดั้งเดิม ยังมีช่องโหว่อยู่ไงครับ
ความภูมิใจ (เมื่อมีส่วนผลักดัน ดูแล คนอื่นที่เราผูกพัน มีความสุข มีความสำเร็จ)
เวลาลูกเราเอารางวัลอะไรสักอย่างที่เขาทำสำเร็จมาอวดเรา เวลาที่ทีมงานที่เราดูแลให้คำปรึกษาประสบความสำเร็จ เวลาลูกศิษย์สอบผ่าน … นั่นแหละครับเป็นเวลาที่สมองจะหลั่ง เซโรโทนิน (Serotonin) ออกมา
เซโรโทนิน คือ สารที่ทำให้เรารู้สึกภูมิใจ มีคุณค่า และมีความหมาย มันเกิดขึ้นเมื่อเราได้ช่วยเหลือผู้อื่น ได้เห็นคนที่เราดูแลเติบโต
เซโรโทนิน ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลาย มีความสุข และ ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น
พอเห็นความเชื่อมโยงหรือยังครับ …
เราดูแลลูก ลูกได้รางวัล – เราภูมิใจ – สมองหลั่งเซโรโทนิน – เรารู้สึกผ่อนคลาย มีความสุข และ ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น
เห็นความต่างที่ใหญ่มากระหว่าง โดพามีน กับ เซโรโทนิน ไหมครับ … โดพามีน เกี่ยวกับความสุขที่ “ตัวเอง” ได้ แต่ เซโรโทนิน เกี่ยวกับความสุขที่ตัวได้จากการทำให้คนอื่น “คนอื่น” มีความสุข
ในออฟฟิศสมัยใหม่ เรามุ่งเน้นการวัด KPI รายวัน รายชั่วโมง มากเกินไป จนลืมสร้างช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจเหล่านี้
ผู้นำจะต้องทำให้คนอื่นหลั่ง เซโรโทนิน ให้ได้ ผ่านการบริหารจัดการ เคล็ดลับ คือ “ใส่ใจ” …
ใส่ใจว่า คน(หรือสิ่ง)ที่ลูกน้องเราผูกพัน และ ดูแลรับผิดชอบ คือ ใคร(อะไร)
แล้วช่วยเอื้ออำนวยให้เขาได้ดูแลคนนั้นสิ่งนั้นให้คนนั้นสิ่งนั้นประสบความสำเร็จ และ ให้ความหมาย ให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นอย่างเป็นส่วนตัว ไม่ใช่ทำไปตามระเบียบพิธีการ ขึ้นเวที มอบรางวัล แล้วจบตอนก้าวลงจากเวที
เลี้ยงกาแฟเล็กๆน้อยๆ ร่วมกับพนักงานที่ประเมินผ่านการฝึกงานเป็นการส่วนตัว ทำให้ลูกน้องเราที่ดูแลพนักงานฝึกงานกลุ่มนี้มีความภูมิใจ
สร้างเวทีให้ครอบครัวบุตรหลานพนักงานมีส่วนร่วมในกิจกรรมตามเทศกาลวาระพิเศษต่างๆ
การอนุญาติให้ทีมงานผู้รับเหมาที่ลูกน้องเราดูแลรับผิดชอบเข้าถึงทรัพยากรบางอย่างของบ.อย่างถูกต้องรวดเร็ว ทำให้ทีมงานของลูกน้องประสบความสำเร็จส่งมอบงานได้ตามเป้าหมาย เป็นต้น
เย็นวันหนึ่ง ภรรยาลูกน้องที่เป็น Drilling Engineer มารับที่ที่ทำงานพร้อมกับลูกชายอายุราวๆ 6-7 ขวบ เขาพาลูกชายมาสวัสดีผมตามมารยาท ผมอุ้มลูกเขาขึ้นมาแล้วไปไปนั่งเก้าอี้ทำงานผม เอาป้ายบนโต๊ะที่เขียนว่า Drilling Director มาวาง แล้วถ่ายรูปให้เป็นที่ระลึก … เขาดีใจมากเลย
ให้ความสำคัญกับคนที่ลูกน้องให้ความสำคัญ ทำตัวให้เป็นสะพาน เป็นเครื่องมือ เป็นเสาค้ำยัน ให้ลูกน้อง แล้วลูกน้องจะตามเองโดยเราไม่ต้องบอกให้ตามมานะ เราย้ายไปไหน ลูกน้องจะทำเรื่องขอย้ายไปด้วยแน่ๆ
ไว้ใจ
คำสั้นๆ ที่ผู้นำต้องสร้างให้ลูกน้องมีให้กันและกันให้ได้ พูดตรงๆ ข้อนี้ทำได้ยาก แต่การทำตรงกันข้าม ทำให้ลูกน้องไม่ไว้ใจกันและกันนี่ซิ ง่ายกว่า
Stack Ranking/ Force Ranking คือ ระบบที่ Microsoft ใช้มานาน โดยบังคับให้ต้องไล่พนักงาน 10% ที่แย่ที่สุดออกทุกปี ไม่ว่าพวกเขาจะทำผลงานดีแค่ไหน (ที่น่าเศร้า คือ มีบางบ.ในวงการเราเอาระบบนี้มาใช้เสียด้วย)
ผลลัพธ์ คือ พนักงานเริ่มกักเก็บข้อมูล ไม่ไว้ใจกันและกัน ไม่แบ่งปันความรู้ เพราะกลัวเพื่อนร่วมงานจะเก่งกว่า ทีมที่เคยร่วมมือกันกลายเป็นคู่แข่ง นวัตกรรมหยุดชะงัก
เมื่อ Satya Nadella ขึ้นมาเป็น CEO และยกเลิกระบบนี้ Microsoft กลับมาเติบโตอีกครั้ง ด้วยวัฒนธรรมใหม่ที่เน้นการเรียนรู้ และ ร่วมมือกัน
ออกซิโทซิน (Oxytocin) จะหลั่งออกมาเมื่อเรามีความสัมพันธ์ที่แท้จริง ได้รับความไว้วางใจ ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ดูแลกัน
ออกซิโทซิน ช่วยให้เรามองโลกในแง่ดี(ได้ง่ายขึ้น) สร้างความรู้สึกใจฟู มีความสุข
หน้าที่ของผู้นำ คือ สร้างความไว้วางใจในทีมงาน ในหมู่พนักงาน ไม่ง่าย แต่ก็พอทำได้
เช่น สร้างบรรยากาศที่ โปรงใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ ตอบคำถามพนักงานได้ พนักงานก็จะไว้ใจซึ่งกันและกัน ดูแลกัน ความเป็นมนุษย์ที่เหมือนๆกันก็จะถูกแสดงออกมา มากกว่าที่จะคอยระแวงกันเรื่อง ผลประโยชน์จากเส้นสาย ที่ไม่เป็นธรรม เป็นต้น
สรุป
ถ้าอยากจะเป็นผู้นำที่ดีต้องทำให้ลูกน้องมีความสุข แล้วเขาจะตามเรา
- สุขแบบโดพามีนด้วยการให้ตรงไปที่ตัวพนักงาน ทั้งที่เป็นรูปธรรม (ขึ้นเงินเดือน โบนัส ฯลฯ) และ นามธรรม (เช่น การยอมรับ ใบประกาศเกียรติคุณ ฯลฯ)
- สุขแบบเซโรโทนินด้วยการเอื้อให้คนหรือสิ่งที่พนักงานดูแลปกป้องให้ความสำคัญ มีความสุุข ประสบความสำเร็จ
- สุขแบบออกซิโทซินด้วยสร้างบรรยากาศของการไว้อกไว้ใจ เชื่อใจกัน ลดการแข่งขั้นที่ไม่จำเป็น ลดการแข่งขันที่ต้องมีผู้แพ้ถ้ามีผู้ชนะ (zero sum game) สร้างบรรยากาศของการแข่งขันที่ทุกคนชนะได้ด้วยกัน สร้างความยุติธรรม โปร่งใส และ กำจัดผลประโยชน์จากเส้นสาย ฯลฯ
ส่งท้าย
- ผู้นำไม่ได้สร้างผลลัพธ์ แต่สร้างคนที่จะสร้างผลลัพธ์
- ความไว้วางใจไม่ได้สร้างในวันที่ต้องการใช้ แต่สร้างทีละเล็กทีละน้อย สะสมไว้ตลอดเวลา
- เมื่อคนรู้สึกปลอดภัย พวกเขาจะสร้างนวัตกรรมเมื่อคนรู้สึกถูกคุกคาม พวกเขาจะคิดแต่เอาตัวรอด (ศิลปะ วิทยาการ ต่างๆ จึงมักเกิดขึ้นเมื่อบ้านเมืองสงบสุข ในยามสงครามวันๆคนจะคิดแต่จะกินอะไร จะรอดถึงพรุ่งนี้ไหม)
- อย่าสร้างระบบที่ทำให้คนได้รางวัลจากความล้มเหลวของคนอื่น (zero sum game) ตรงข้าม ให้สร้างการแข่งขันที่ทุกคนชนะได้ในตอนจบ
- KPI เป็นสิ่งดี เราขาดมันไม่ได้ แต่อย่าลืมว่าคนไม่ได้ทำงานเพื่อตัวเลข แต่ทำงานเพื่อความหมาย ผู้นำต้องหาทางสร้าง “ความหมาย” ด้วย เซโลโทนิน และ ออกซิโทซิน
- ความเป็นผู้นำ คือ การเลือกที่จะรับผิดชอบชีวิตของผู้อื่น
- ผู้นำคือคนที่ทำให้คนอื่นทำได้ (Enabler/ Supporter/ Sponsor)
- ผู้นำไม่ได้วัดจากจำนวนคนที่คอยรับใช้คุณ แต่วัดจากจำนวนคนที่คุณเสนอตัวรับใช้
- เมื่อคนในทีมประสบความสำเร็จ จงภูมิใจเหมือนเป็นความสำเร็จของลูกคุณเอง
- ผู้นำไม่จำเป็นต้องนั่งหัวโต๊ะเสมอไป แต่ควรจะอยู่ท้ายแถว … แต่ถ้าให้ดี ทุกโต๊ะในห้องประชุมควรเป็นโต๊ะกลม
(ส่วนฮอร์โมนสร้างสุขตัวที่ 4 ที่ไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้คือ เอ็นดอร์ฟิน (Endorphins) ฮอร์โมนแห่งการผ่อนคลาย และ บรรเทาความเจ็บปวด เราได้ฮอร์โมนนี้จากการออกกำลังกาย และ อาหารดีๆบางอย่าง เรารู้จักฮอร์โมนชนิดนี้ดีแล้ว ผมจะไม่พูดถึง)

