Site icon OIL MAN

CCS, CCUS EP 9 Mineralization Trapping

CCS, CCUS EP 9 Mineralization Trapping – เรื่องหินๆ ที่ดันกล้วยๆ ซะงั้น

สวัสดีครับพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ และคนที่สนใจในเทคโนโลยี CCS ทุกท่านนะครับ

หลังจากตอนที่แล้วผมได้กล่าวถึงพฤติกรรมของก๊าซ CO2 ไปแล้วว่ามันกลายเป็นโซดานั่งดริ้งได้ยังไง

โดยผมจะขออนุญาตสรุปคร่าวๆ ทบทวนให้ฟังกัน

  1. CO2 แปลงร่างไปรวมอยู่กับน้ำกลายเป็นโซดา เนื่องจากกลไกการละลาย (Dissolution Trapping)
  2. โซดาเกิดปฏิกิริยาแปลงร่างเป็นกรดคาร์บอนิก (H2CO3)
  3. กรดแตกตัวเป็นสารประกอบ ไบคาร์บอเนต (HCO3) และ คาร์บอเนต (CO32-)

CCS, CCUS EP8 – Dissolution Trapping

ซึ่งไอเจ้า ไบคาร์บอเนต (HCO3) และ คาร์บอเนต (CO32-) (ซึ่งผมเรียกรวมๆ ว่าสารประกอบคาร์บอเนต) นี่แหละคือพระเอกตัวจริงที่จะกลายไปเป็นแร่หินชนิดใหม่ครับผม

แล้วคำถามต่อมาที่สำคัญเลยก็คือ ไอเจ้าสารประกอบคาร์บอเนตเหล่านี้เนี่ย มันจะไปจับกับอะไรจ๊ะ?

คำตอบก็คือแร่ธาตุที่อยู่ในก้อนหินยังไงหละ แต่ไม่แร่ทุกชนิดที่จะเกิดปฏิกิริยานะครับผม เหมือนกับคำคมที่ว่าไม่ใช่ทุกปลั๊กจะมีไฟ ไม่ใช่ทุกใจจะมีรัก (ฮ่าๆ)

ประเด็นมันอยู่ที่ตรงนี้แหละครับว่าแล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าไอเจ้าแร่ธาตุที่อยู่ในก้อนหินเนี่ย ชนิดไหนบ้างเหมาะที่จะจับกับสารประกอบคาร์บอเนตไปเป็นแร่ชนิดใหม่?? ติ๊กต๊อกๆ

เรื่องนี้มันมี 2 ประเด็นครับ

ประเด็นแรกต้องย้อนกลับไปดูที่สูตรเคมีของสารประกอบคาร์บอเนตครับ จากที่เห็นกันแบบจะๆ เลยก็คือลักษณะของประจุสำหรับสารประกอบคาร์บอเนต ซึ่งเป็นประจุลบทั้งคู่ มีทั้ง -1 ประจุ และ -2 ประจุกันเลย (สังเกตตัวห้อยข้างบนนะครับ) ที่นี้ก็พอจะเดาออกแล้วใช่ไหมครับว่าเราก็น่าจะพิจารณาแร่อะไรก็ได้ที่สามารถมีตัวห้อยมาหักล้างประจุได้จะทำให้มีโอกาสจับตัวและเกิดปฏิกิริยาธรณีเคมีมากยิ่งขึ้น (Geochemical reaction)

ซึ่งหินที่มีแร่จำพวกเนี๊ยะ ผมจะเรียกว่าฐานที่มั่นนะครับ (Host Rock)

ฐานที่มั่นที่ดีที่สุดคือหินที่มีองค์ประกอบของโลหะเบสสูง โดยเฉพาะ แคลเซียม (Ca2+) และ แมกนีเซียม (Mg2+) เพราะไอออนเหล่านี้คือ กุญแจสำคัญ ในการสร้างแร่คาร์บอเนต

ซึ่งไอเจ้าแร่พวกที่มี Ca2+ กับ Mg2+ หรือแร่ชนิดอื่นๆ ผมสรุปให้ดูในรูปและตารางด้านล่างครับ

ตารางสรุปชนิดแร่ สูตรโมเลกุล และ ศักยภาพในการทำปฏิกิริยากับ CO2 ทางทฤษฎี

อ้างอิง: Frontiers | Mineralization Technology for Carbon Capture, Utilization, and Storage

เมื่อเรารู้จักแร่ธาตุเป้าหมายแล้วเนี่ย สิ่งถัดมาจะนำไปสู่ในประเด็นต่อไปคือ ลักษณะทางธรณีวิทยาของหิน (เรียกสั้นๆ Facies เฟชี่ หรือ เฟเชียส แล้วแต่บุคคล) แต่ละชนิดในแหล่งกักเก็บของเราแล้วแหละครับว่าในการเกิดก้อนหินภายในแหล่งของเค้าเนี่ย มีการรวมกลุ่มรวมแก๊งค์กันยังไง ไผหรือผู้ใด๋ มาจากบ้านได๋กันบ้าง ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นว่ามีแร่ธาตุอะไรเป็นองค์ประกอบของก้อนหินครับ

ผมขอยกตัวอย่างของแท่งหินตัวอย่างจากการเจาะ (ภาษาหน้างานคุยกันเรียกแท่ง คอร์ / core)

เครดิตรูปภาพซ้าย: File:Mt. Simon Sandstone (Middle Cambrian; Warren County core, Ohio, USA) 10.jpg – Wikimedia Commons

เครดิตรูปภาพขวา: Berea Sandstone Cores | Cleveland Quarries

หินก้อนฝั่งซ้ายเป็นหินทรายโดยกำเนิดแต่สีสันหน้าตาแตกต่างจากปกติ (ก้อนฝั่งขวาหน้าขาวจั๋วะ) เพราะตอนตกตะตอนมีโลหะหรือธาตุเหล็กอยู่รวมกันด้วยทำให้เห็นหินทรายเป็นสีออกแนวส้มๆ แทน สลับกับสีขาว

ซึ่งโดยปกติในแหล่งกักเก็บของเราก็จะพบกับหินทรายที่มี facies หลากหลายกันอยู่แล้ว โดยเราประมาณแร่ธาตุที่พบในแหล่งได้จากเทคนิคด้านล่างครับ

วิธีการจะวัดแร่ธาตุในหินจะมีคร่าวๆ 2 วิธีที่นิยมกันครับ

  1. วิธีวัดเชิงคุณภาพ (Qualitative Analysis) เค้าจะใช้เทคนิคการวัดที่เรียกว่า Thin section โดยการสไลด์หน้าตัดหินบางๆ ประมาณ 30 ไมโครเมตร มาส่องกล้องแล้วนั่งวิเคราะห์ว่ามีแร่อะไรเป็นองค์ประกอบบ้างให้เห็นจะๆ คาตากันเลยทีเดียว รูปภาพตัวอย่างเทคนิค thin section ด้านล่างนะครับ

ทีนี้แหละครับ CO2 ในรูปของสารประกอบคาร์บอเนตก็พร้อมทำปฏิกิริยาเกิดเป็นแร่ธาตุใหม่ๆ เรียบร้อย ฟังดูแล้วก็เหมือนจะสวยหรูถูกไหมครับ?

ผมจะพานักอ่านทุกท่านไปวิเคราะห์ในมิติด้านอื่นๆ กันครับ

หากใครจำได้ … ไม่ว่าจะกลไกการกักเก็บตัวไหนก็แล้วแต่ ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเกิดในรูพรุน (porosity) ถูกไหมครับ?

ประเด็นหลักที่น่าจะเกิดขึ้นแน่นอน คือ อะไรรู้ไหมครับ >> แร่มันก็เกิดขึ้นในรูพรุนนี่แหละครับพี่น้องทั้งหลาย พอเกิดแร่เสร็จแล้วงานงอกไหมครับเมื่อรูพรุนมันลดลง คำตอบง่ายๆ จะงอกไม่งอก มี 2 สถานการณ์ครับ

  1. แหล่งนี้อัดเสร็จแล้วเต็มลิมิตแหล่งกักเก็บที่จะรับได้แล้ว  หยุดการอัด shut-in หลุม >> กรณีนี้สบายใจครับไม่มีปัญหาอะไรมาก
  2. แหล่งนี้อัดยังไม่เสร็จปริมาณที่อัดได้อีก 10-15 ปี >> ชั้นหินในแหล่งเกิดกระบวนการ mineralization เร็วมาก >> กรณีนี้ค่อนข้างน่าปวดหัวนิดหน่อยครับเนื่องจาก porosity และ permeability บริเวณใกล้กับหลุมอัด (near well bore) ของเราจะเกิดการอุดตันครับ (Clogging) ทำให้อาจจะต้องใช้วิธีในการ remedial หลุม เช่น well stimulation ด้วย Acidizing อัดกรดลงไปกัดหินรอบๆ จุดอัด เพื่อเปิดทางใหม่ หรือถ้ามันแย่มากๆ อาจจะต้องย้ายจุดอัดใหม่โดยการเจาะหลุมมาอัดใหม่นั้นเองครับ รูปภาพให้เห็นภาพง่ายๆ ด้านล่างครับ

ฮ่าๆ ผมคิดว่าน่าจะพอเห็นภาพกันแล้วใช่ไหมครับ

ทีนี่แหละไปดูของกันจริงกันดีกว่า ผมจะพาไปเที่ยวที่ไอซ์แลนด์ Iceland กันครับ เนื่องจากที่นั้นมีโครงการที่อัด CO2 ลงไปในแหล่งกักเก็บอยู่ชื่อว่า Carbfix ครับ เป็นโครงการด้าน CCS ที่ดังต้นๆของโลกเราเลยในตอนนี้

โดยไอเจ้าโครงการ Carbfix เนี่ยเค้าใช้วิธีการอัด CO2 ที่พิเรนกว่าชาวบ้านชาวช่องเค้านิดหน่อย โดยการนำ CO2 มาผสมกับน้ำตั้งแต่บนบกเลยครับ ให้ได้น้ำโซดา แล้วอัดลงหลุมไปเลย ตามรูปด้านล่างนี้ครับ

สิ่งที่ได้คือเกิดกระบวนการ Mineralization ไวมากประมาณ 2 ปีก็เริ่มเกิดแล้วครับดูจากรูปด้านล่างได้เลยผลึกสีขาวๆ นี่แหละครับ

ดูกลไกการกักเก็บของเค้าสิครับ เหลือแค่เนี๊ยะ

ข้อดี คือ ไม่ต้องรอนานเก็บได้ชัวร์แน่นอน แต่ข้อเสีย คือ ต้องบริหารแหล่งกักเก็บให้ดีครับผม

หากคุณเป็นวิศวกรแหล่งกักเก็บคุณก็ต้องพิจารณาข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปแล้วเลือกวิธีให้เหมาะสมกับแหล่ง

ยังไงในอนาคตผมค่อนข้างมั่นใจว่าชาวเรามีงานทำกันแน่นอนทั้งฝั่ง Drilling และ Geoscience แค่เปลี่ยนรูปแบบปรับเปลี่ยนธุรกิจไปตามกาลเวลา ขอให้ทุกท่านโชคดีขอบคุณครับ เอิ้กๆ

หากใครสนใจเกี่ยวกับโครงการนี้ไปเยี่ยมเค้าได้ที่นี่เลยครับ: How it works – Carbfix

เครดิตและอ้างอิง: earth.columbia.edu/sitefiles/file/Research/CarbFix_Matter.pdf

cordis.europa.eu/docs/results/283/283148/final1-carbfix-final-report-vff.pdf

ตอนหน้าจะพาไปพบกับ เทคโนโลยี MMV นะครับว่าอัดไปแล้วเราจะรู้ได้ไงว่ากลุ่มก้อนก๊าซเราไปอยู่ที่ไหนแล้ว

Nautilus (Tuna) – nattirut.ys@gmail.com

Special thanks to PEwoF team


Exit mobile version