Artificial Coral from platform legs ปะการังเทียมจากขาแท่นหลุมผลิต -เป็นเรื่องที่ดีครับ ที่เราสามารถเอาอุปกรณ์ สิ่งสร้าง ในอุตสาหกรรมเราที่เหลือใช้ หรือ หมดอายุ ไปทำประโยชน์ได้
ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางทะเล(ไม่ว่าจะเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับทะเล 555) แต่ก็พอรู้มาว่า ที่แหล่งผลิตปิโตรเลียมนอกชายฝั่งอื่นๆนั้นเขาทำเรื่องปะการังเทียมนี้กันเป็นล่ำเป็นสัน
จะว่าไป รถถังปลดระวางบ้าง เรือเก่าๆบ้าง อะไรก็ตามที่จมอยู่ใต้ทะเลแล้วไม่ก่อนให้เกิดมลพิษกับสิ่งแวดล้อมก็โอเคหมดแหละ
โครงสร้างขาแท่นผลิตปิโตรเลียมนี่ ถือว่าซับซ้อนน้อยที่สุดแล้วมังในบรรดาปะการังเทียมที่เราทำๆกัน เช่น เมื่อเทียบกับรถถัง สะพาน หรือ เรือทั้งลำ ที่ต้องผ่านขบวนการเอาสิ่งที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายออกไปก่อน (เช่น น้ำมัน จารบี สารเคมีต่างๆ เป็นต้น) ก่อนจะจมลงไปก้นทะเลให้เป็นปะการังเทียม
ผมเชื่อว่าน่าจะมีศาสตร์ที่มากกว่าความรู้ทั่วๆไปของเราๆ ไม่ใช่แค่ว่าอะไรๆก็จมลงไปได้เป็นปะการังเทียมได้หมด น่าจะมี “สเป็ค” กันพอควร อย่างน้อยก็ตำแหน่งที่จมลง ความใหญ่โต ความสูง ความเตี้ย ไม่ให้เรือผิวน้ำวิ่งๆมาแล้วครูดท้องเรือเป็นรู 555 🙂
ส่วนว่าจะไปเกะกะเรือดำน้ำไหมนี่ก็เป็นอีกเรื่อง แต่ถ้าเรือดำน้ำหลบไม่พ้น หรือ วิ่งชนปะการังเทียมแล้วล่ะก็ ผมว่าอย่าไปรบกับใครเล้ย หุหุ 😛
เรื่องนี้ต้องให้ความดีความชอบกับเชฟรอนด้วยโดยตรง ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง ลงทั้งทุนลงทั้งแรง ในโครงการนี้ ได้ประโยชน์ครบถ้วนทุกภาคส่วน win – win – win -win ให้ 4 win เลยครับ
บทพิสูจน์ 6 ปี ปะการังเทียมขาแท่น ชาวพะงัน ได้ประโยชน์จริงหรือ?
บทพิสูจน์ 6 ปี ปะการังเทียมขาแท่น ชาวพะงัน ได้ประโยชน์จริงหรือ?
Artificial Coral from platform legs
ปะการังเทียมจาก 7 ขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม จุดท่องเที่ยวดำน้ำแห่งใหม่ในอนาคตอันใกล้
ภายในเดือนกันยายน 2563 นี้ ขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมจำนวน 7 ขาแท่นซึ่งเคยอยู่ในพื้นที่สัมปทานปิโตรเลียมแหล่งเอราวัณ ที่มีบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เป็นผู้รับสัมปทาน จะถูกรื้อถอนและเคลื่อนย้ายด้วยเรือยกขนาดใหญ่ มาจัดวางเป็นปะการังเทียมบริเวณห่างจากเกาะพะงันไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ 7.5 ไมล์ทะเลจนครบทั้งหมด
โดยในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เชื่อมั่นว่าพื้นที่ขนาด 2 คูณ 2 ตารางกิโลเมตรที่ถูกเลือกให้จัดวางกองปะการังเทียมรูปแฉกดาวขนาด 0.05 ตารางกิโลเมตร แห่งนี้ จะสร้างประโยชน์ทางด้านการประมง และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ดึงดูดนักดำน้ำชมปะการังจากทั่วโลก ให้เดินทางมาสัมผัสความงามใต้ท้องทะเลอย่างต่อเนื่อง สร้างชื่อเสียง สร้างรายได้ ให้กับคนในจังหวัดสุราษฏร์ธานี โดยเฉพาะที่ เกาะพะงัน เกาะสมุย และเกาะเต่า ที่จะกลายเป็นจุดแวะพักสำคัญ
เมื่อต้นเดือนกันยายน 2563 ที่ผ่านมา กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด พาคณะสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องนั่งเรือออกไปดูการเคลื่อนย้ายขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม ซึ่งเป็นขาแท่นที่ 4 จากจำนวน 7 ขาแท่น ในบริเวณใกล้จุดจัดวางปะการังเทียม ภายใต้ โครงการนำร่องการใช้ขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมจำนวน 7 ขาแท่น ไปจัดวางเป็นปะการังเทียม เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล บริเวณเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
เรือยกขนาดใหญ่ที่ใช้เคลื่อนย้ายขาแท่นเหล่านี้ มีสมรรถนะในการยกสิ่งของซึ่งมีน้ำหนักมากถึง 3,000 ตัน หรือ มากกว่า 4-8 เท่าของน้ำหนักขาแท่นจริง ทำหน้าที่ลากจูงขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม น้ำหนักประมาณ 300–700 ตัน ขนาดฐานกว้างประมาณ 20-22.5 เมตร สูง 70-84 เมตร หรือสูงมากกว่าตึก 20 ชั้น ด้วยการลากขาแท่นในแนวดิ่งที่มีบางส่วนอยู่ใต้น้ำตลอดเวลา ด้วยความเร็วต่ำตามที่กำหนด
ขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมขาที่ 4 ถูกรื้อถอนและย้ายมาจากแหล่งผลิตปิโตรเลียมปลาทอง มีระยะทางห่างจากจุดที่จัดวางทำปะการังเทียม ประมาณ 150 กิโลเมตร
การที่เรือยกต้องแล่นด้วยความเร็วต่ำ เพื่อที่จะรักษาสภาพความสมบูรณ์ของปะการังและสัตว์ทะเลที่เกาะติดอยู่ที่ผิวของขาแท่นเอาไว้ให้ได้มากที่สุด
ส่วนของขาแท่นที่นำมาจัดวาง เมื่อล้มลงในแนวนอนจะมีความสูงประมาณ 20 – 22.5 เมตร และเมื่อวางขาแท่นที่ระดับน้ำ 38.5 – 39.5 เมตร จะทำให้ส่วนที่สูงที่สุดของยอดกองปะการังเทียมห่างจากผิวน้ำไม่น้อยกว่า 15 เมตร เพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือ
โดยเหตุผลที่ต้องมีการรื้อถอนขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม ก็เพราะบริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมต้องดำเนินการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่รัฐไม่ได้รับโอนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อ เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาสัมปทาน ตามกฏหมาย
ในแหล่งผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ ที่มีบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เป็นผู้รับสัมปทานนั้น จะต้องดำเนินการรื้อถอนแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ไม่ได้รับโอนไปใช้ประโยชน์ จำนวน 49 แท่น (รวม 7 ขาแท่นที่นำมาจัดวางเป็นปะการังเทียมของโครงการนำร่อง)
ทั้งนี้ การรื้อถอนโครงสร้างแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม จะแบ่งเป็น 2 ส่วน
ส่วนแรกเป็นโครงสร้างส่วนบนที่อยู่เหนือระดับน้ำทะเล (Topside) สามารถรี้อถอนได้โดยนำไปบริหารจัดการบนฝั่ง หรือ นำไปใช้ประโยชน์ใหม่ในกิจการปิโตรเลียม
ส่วนที่สองเป็นโครงสร้างส่วนของขาแท่นที่อยู่ใต้ระดับน้ำทะเล (Jacket) สามารถรื้อถอนโดยขนย้ายขึ้นไปจัดการบนฝั่ง หรือ การรื้อถอนและขนย้ายเพื่อมาทำเป็นปะการังเทียม โดยต้องได้รับอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของภาครัฐ
นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ให้สัมภาษณ์บนเรือระหว่างนำคณะสื่อมวลชนเดินทางมาสังเกตการณ์ ว่า ที่ผ่านมากรมฯ ได้รับการจัดสรรงบประมาณมาจัดทำปะการังเทียมเพื่อเป็นการอนุรักษ์เพาะพันธุ์สัตว์น้ำเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ในทะเลปีละประมาณ 100 ล้านบาทอยู่แล้ว
การที่สามารถนำขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมซึ่งมีความคงทน แข็งแรง ทำจากเหล็กกล้า (carbon steel) ที่จัดสร้างเพื่อใช้งานในทะเลโดยเฉพาะ มาจัดวางเป็นปะการังเทียมเพิ่มเติม โดยได้รับการสนับสนุนงบจากทางเชฟรอน จึงถือเป็นเรื่องที่ดี ที่จะช่วยรัฐประหยัดงบประมาณในการจัดวางปะการังเทียม
ทั้งนี้ ในปี 2556 ที่มีการเริ่มดำเนินการทำปะการังเทียมจากขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมจำลอง ที่อ่าวโฉลกหลำ เกาะพะงัน ซึ่งเป็นขาแท่นจำลองที่ใช้วัสดุเหล็กกล้าแบบเดียวกัน โดยที่มีทางสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เป็นผู้ติดตามและประเมินผล ก็พิสูจน์ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า วัสดุขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมที่นำมาวางเป็นปะการังเทียม สามารถเป็นที่เกาะติดของปะการังและสัตว์ทะเล รวมทั้งเป็นที่อยู่อาศัยและเพาะพันธุ์ปลา สัตว์ทะเลหลากหลายชนิด อย่างได้ผล
นายโสภณ กล่าวด้วยว่า หลังจากการจัดวางขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมทั้ง 7 ขาเสร็จแล้ว ทช. และ จุฬาฯ ซึ่งได้รับงบประมาณจากทางเชฟรอน 22.8 ล้านบาท จะร่วมกันติดตามและประเมินผลโครงการฯ ดังกล่าวในช่วง 2 ปีนี้ ก่อนนำไปสู่การขยายผลในอนาคตต่อไป
โดยกรมฯ จะมีการออกระเบียบที่จะคุ้มครองพื้นที่ดังกล่าวเอาไว้ เพื่อป้องกันการรุกล้ำเข้ามาทำประมงด้วยอุปกรณ์เครื่องมือที่ไม่ได้รับอนุญาต ที่จะช่วยให้บริเวณดังกล่าว เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อน และเป็นที่รวมของสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์
ในอนาคตอันใกล้นี้ เชื่อมั่นว่า บริเวณที่จัดวางปะการังเทียมจากขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม จะเป็นจุดรองรับเรือทัวร์ของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ชื่นชอบการดำน้ำดูปะการังที่มาพักที่เกาะพะงัน เกาะสมุย และเกาะเต่า ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และยังช่วยลดปริมาณนักท่องเที่ยวที่เข้ามาดำน้ำในแนวปะการังธรรมชาติเดิมด้วย
ด้านนายอรรจน์ ตุลารักษ์ ผู้จัดการแผนกรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่เลิกใช้งานในกิจการปิโตรเลียม บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันขาแท่นทำหน้าที่เสมือนปะการังเทียมอยู่แล้ว เพราะมีโครงสร้างซับซ้อนและมีความทนทาน เหมาะในการลงเกาะของปะการังและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เป็นอย่างดี
การย้ายขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมจากพื้นที่สัมปทานเพื่อนำมาจัดวางเป็นปะการังเทียมในบริเวณที่ใกล้กับชายฝั่งมากขึ้น และเป็นจุดที่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้เห็นชอบร่วมกัน จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศในหลายด้าน ทั้งการเพิ่มพูนทรัพยากรทางทะเล และเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชน
โดยตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ มีหน่วยงานภาครัฐคอยกำกับดูแลในทุกขั้นตอน และบริษัทเชฟรอนเองก็ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในระดับสากล
อย่างไรก็ตาม สำหรับการนำขาแท่นมาจัดวางเป็นปะการังเทียมในระยะถัดไปนอกเหนือจากโครงการนำร่องนี้ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยจะพิจารณาจากผลการศึกษาของโครงการนำร่องนี้ ส่วนกระบวนการในระยะยาวจะได้ผลดีมากน้อยแค่ไหน ก็ต้องมีการติดตามต่อไป แต่แนวโน้มเป็นไปด้วยดี นายโสภณ กล่าวทิ้งท้าย

