Site icon OIL MAN

เรียกร้องรัฐประมูล บงกช เอราวัณ ให้ได้ตามแผน เพื่อเรียกศรัทธานักลงทุน

เรียกร้องรัฐประมูล

เรียกร้องรัฐประมูล บงกช เอราวัณ ให้ได้ตามแผน เพื่อเรียกศรัทธานักลงทุน …. ข่าวก็ส่วนข่าว ว่ากันไปครับ ผมก็แค่ก๊อปมาแปะให้อ่าน

อ่านข่าวนี้แล้วมีประเด็นชวนคุยอยู่ประเด็นหนึ่ง ที่เป็น talk of the town สำหรับผู้ไม่รู้ไม่เข้าใจ แต่เป็นประเด็นที่ผู้รู้และเข้าใจ ไม่ค่อยเอามาคุยกัน เพราะรู้และเข้าใจดีว่า มันเป็นอย่างนั้นของมันจริงๆ

ส่วนที่(แกล้ง)ไม่รู้ไม่เข้าใจ ก็มักจะเอามาเป็นประเด็น ถ้าใครปักธงไว้แล้วว่าอยู่ในกลุ่มดังกล่าวก็ไม่ต้องอ่านต่อนะครับ เพราะเดี๋ยวจะหาว่าผมเลือกข้าง

ประเด็นที่ว่าคือ “ความต่อเนื่อง” … ทำไมเป็นห่วงเป็นไยกันเหลือเกินว่า ถ้าไม่รีบทำแล้วจะขาดความต่อเนื่อง ผมแค่จะเล่าให้ฟังว่า ธรรมชาติการทำงาน การลงทุนไหนๆ มันก็เป็นแบบนี้

ว่าด้วย “ความต่อเนื่อง”

ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมต้นน้ำเรานี้มีลักษณะเฉพาะอยู่อย่างหนึ่งที่คล้ายกับอุตสาหกรรมหนัก หรือ การเกษตร ทั่วไป คือ ลงทุนเยอะ ระยะคืนทุนนาน เงิน และ กิจกกรมต่างๆที่ลงทุนไปวันนี้ กว่าจะได้ผลตอบแทน ก็ไม่ต่ำกว่า 1 ปี หรือ 2 ปี ซึ่งไม่เหมือนธุรกิจซื้อมาขายไป ธุรกิจนายหน้า หรือ ขายของออนไลน์

ยิ่งถ้าเป็นการสำรวจหาอะไรใหม่ๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง โน้น 5 – 10 ปี ดังนั้น ถ้าไม่แน่ใจว่า(บริษัทฯ)จะอยู่ไม่ถึงวันที่ได้ผลลงทุนกลับคืนมา เรื่องอะไรจะลงเงินลงแรงวันนี้

อุปมาเหมือนปลูกพืชชนิดหนึ่งที่ได้ผลได้หลังจากปลูกแล้ว x ปี ดังนั้น ถ้าสัญญาเช่าสวนจะหมดก่อน x ปี ผมก็จะไม่ปลูกเพิ่ม เพราะ คนที่เก็บผลไปไม่ใช่ผม (ยกเว้นว่าสัญญาเช่าสวนจะเขียนไว้เป็นอย่างอื่น)

การสำรวจแหล่งใหม่ๆ (ที่ยิ่งยากขึ้นทุกวัน เพราะเราก็ขุดกันจนพรุนไปทั้งอ่าวแล้ว) การสร้างแท่นผลิต ใช้เวลาเป็นปีๆครับ กว่าจะมาถึงมือขุดอย่างพวกผม และ กว่าจะผลิตได้ลงท่อ ขายได้ เก็บเงินได้

สมมติว่า อีก 5 ปี ผมจะหมดสัญญาทำมาหากิน แล้วมีความไม่แน่นอนว่า ผมอาจจะไม่ได้ทำมาหากินต่อ ผมก็จะนับถอยหลังเลยครับว่า กิจกรรมอะไร การลงทุนอะไรที่ให้ผลตอบแทนหลัง 5 ปี ผมจะไม่ทำไม่ลงทุน เป็นการตัดสินใจการลงทุนที่เบสิกมากๆ ใครๆก็คิดแบบนี้ครับ

นั่นแปลว่าอะไร แปลว่า หลัง 5 ปีไปแล้ว จะไม่มีผลผลิตอะไรงอกเงยขึ้นมา ก็ได้แต่กินบุญเก่าจากหลุมผลิตที่ขุดไว้จากแท่นผลิตเมื่อ 5 ปีก่อน ซึ่งจะร่อยหรอลงทุกวันๆ ก็เหมือนเก็บผลไม้จากต้นที่หมดอายุ นับวันแต่ต้นจะตายไป ผลที่เก็บได้ก็น้อยลงๆตามอายุของต้น

ถ้าความต่อเนื่องที่ว่า ไม่ได้ส่งผลกระทบใครอื่นในวงกว้าง แค่กระทบกระเป๋าตังค์เจ้าของสวน กับ คนเช่าสวน ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ก็ไปว่ากันเอาเอง แต่คราวนี้ ผลไม้ที่ได้จากสวนนี่ซิมันดันไปกระทบคนทั้งประเทศ มันเลยเป็นประเด็นขึ้นมา

ดังนั้น ยิ่งรู้ผลการประมูลเร็วเท่าไร ก็จะมีการลงทุนล่วงหน้าเตรียมไว้เร็วเท่านั้น (ในกรณีที่ผู้ชนะการประมูลเป็นเจ้าเดิมที่ทำอยู่ก่อนแล้ว) ช่วงที่กินบุญเก่าก็จะสั้นลง หรือไม่มีเลย

แต่ถ้าผู้ชนะไม่ใช่เจ้าเดิม การรู้ก่อนเนิ่นๆก็เป็นประโยชน์อยู่ดี เพราะคนใหม่จะได้เตรียมตัวควักตังค์ ศึกาษา วางแผน เข้าพื้นที่ได้ทันที พอกรรมการเป่านกหวีด คนเก่าออกนอกสนามไป คนใหม่ลงสนาม ก็เขี่ยบอลได้เลย ไม่ใช่พอคนใหม่ลงสนามแล้วยังต้องไปเดินรอบสนาม หาว่าลูกบอลตูอยู่ไหน(ว่ะ) 🙂

เรากำลังพูดถึงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมต้นน้ำ ไม่ใช่พูดถึงการเซ้งแผงขายผักตามตลาดนัด ที่เปลี่ยนเจ้าเซ้งเย็นนี้ พรุ่งนี้เช้าเจ้าของแผงใหม่ลงผักวางขายได้เลย

พอล่ะ เดี๋ยวโดนปูนกาหัว 555 … ไปอ่านข่าวกันเลยครับ

————————

เรียกร้องรัฐประมูล

เรียกร้องรัฐเดินหน้าประมูลบงกช เอราวัณ ให้ได้ตามแผน เพื่อเรียกศรัทธานักลงทุน

ที่มา http://www.energynewscenter.com/index.php/news/detail/1266

นักวิชาการด้านปิโตรเลียม และนักอุตสาหกรรม เรียกร้องรัฐบาล เดินหน้าประมูลแหล่งปิโตรเลียมบงกช และเอราวัณ ให้ได้ตามเป้าหมายที่รัฐกำหนด จนมีการลงนามในสัญญากับผู้ชนะการประมูลในเดือน ก.พ.2562 เพื่อเรียกศรัทธานักลงทุนให้กลับมา

โดยยกกรณีเลวร้ายสุด หากการประมูลล่าช้าจนทำให้การผลิตก๊าซฯจากทั้งสองแหล่งใหญ่ขาดความต่อเนื่องนั้นจะทำให้ประเทศเสียประโยชน์เป็นมูลค่าประมาณ 4.5 แสนล้านบาทต่อปี หวั่นโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC)ไม่เกิด เพราะขาดก๊าซเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

วันที่ 30 เม.ย.2561 ชมรมรวมพลฅนน้ำมันซึ่งเป็นการรวมตัวกันของผู้ประกอบการในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมและอดีตข้าราชการกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จัดเสวนา “บงกช เอราวัณ ล่าช้าตัดโอกาส ลดศักยภาพเศรษฐกิจไทย”

โดยมีวิทยากรร่วมเสวนา คือ

นายบวร วงศ์สินอุดม รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.),

ผศ.ดร.ฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ

นายภูวดล สุนทรวิภาต ตัวแทนผู้ประกอบการด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย

ดำเนินรายการโดยนายเชิงชาย หว่างอุ่น จากรายการตู้ปณ.3

นายบวร วงศ์สินอุดม

นายบวร กล่าวว่า โดยส่วนตัวยังไม่มั่นใจว่าภาครัฐ สามารถเปิดประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่งบงกชและเอราวัณได้เสร็จตามกำหนดเป้าหมายในเดือนก.พ. 2562 เนื่องจากจะมีขบวนการคัดค้านต่อต้าน เป็นวงจรเหมือนอดีตที่ผ่านมา

โดยก่อนหน้านี้ก็เคยประกาศว่าจะดำเนินการประมูลให้เสร็จสิ้นตั้งแต่ปี 2559 แต่การดำเนินการก็ล่าช้ามากว่า 2 ปี ทำให้ภาครัฐขาดความน่าเชื่อถือ ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องเรียกศรัทธาให้กลับมาโดยเร็ว และ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายช่วยกันทำให้การประมูลครั้งนี้ผ่านพ้นไปให้ได้เพราะถือว่ามีความสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงานและระบบเศรษฐกิจของประเทศ

โดยในกรณีเลวร้ายที่สุดหากการผลิตก๊าซฯจากแหล่งบงกชและเอราวัณไม่สามารถผลิตได้ต่อเนื่อง โดยก๊าซฯหายไปจากทั้งสองแหล่งดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่ธุรกิจทั้งระบบ อาทิ การผลิตไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซฯเป็นเชื้อเพลิง ธุรกิจปิโตรเคมี เม็ดพลาสติก จนถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(SME) และ แรงงานในระบบ

คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 4.5 แสนล้านบาทต่อปี และ ที่สำคัญจะทำให้โรงไฟฟ้าจะขาดก๊าซฯ มาผลิตไฟฟ้ารวมกว่า 2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (ปัจจุบันแหล่งเอราวัณผลิตก๊าซฯอยู่ 1,240 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และแหล่งบงกชผลิตอยู่ 870 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน รวม 2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คิดเป็นสัดส่วน 50% ของการผลิตก๊าซฯทั้งประเทศ) ซึ่งจะกระทบการผลิตไฟฟ้าประมาณ 10 โรง ขนาดโรงละ 1,200 เมกะวัตต์

ดังนั้นสิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ นโยบายผลักดันระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC)จะประสบปัญหาไม่มีไฟฟ้าใช้ นอกจากนี้ EEC ยังใช้ธุรกิจปิโตรเลียม ปิโตรเคมีและดิจิทัลเป็นฐานการเติบโตของ EEC ด้วย ซึ่งหากไม่มีวัตถุดิบจากก๊าซฯและไม่มีไฟฟ้าใช้ โครงการ EEC ตามนโยบายของรัฐบาลก็จะกลายเป็นโครงการที่เป็นเพียงความฝันเท่านั้น

“โดยความเห็นส่วนตัว อยากจะให้ผู้ประกอบการรายเดิมเป็นผู้ชนะการประมูล โดยเฉพาะแหล่งที่มี ปตท.สผ.เข้าร่วมประมูล เพราะปตท.สผ. นั้นมีหุ้นของรัฐถือหุ้นเป็นส่วนใหญ่ และมีคนไทยทำงานอยู่ถึง99% “ นายบวร กล่าว

ผศ.ดร.ฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์

ด้าน ผศ.ดร.ฐิติศักดิ์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้รับผลกระทบจากความล่าช้าของการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่งบงกชและเอราวัณตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังประสบปัญหากับราคาน้ำมันดิบที่ลดลงจาก 150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เหลือเพียง 50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องชะลอการลงทุน และมีการปลดคนงานออก ซึ่งในส่วนของมหาวิทยาลัย ที่ผลิตวิศวกรด้านปิโตรเลียม ออกสู่ตลาดแรงงาน ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยต้องปรับลดจำนวนนักศึกษาในภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียมลงจากปีละ 20คน เหลือ ปีละ 10 คน ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเลียมต้นน้ำและทำให้ไทยเสียศักยภาพด้านการแข่งขันในตลาดอาเซียนไป

ผศ.ดร.ฐิติศักดิ์ กล่าวว่า ในความเห็นทางวิชาการมองว่า ระบบสัมปทานปิโตรเลียม ไทยแลนด์ทรี มีความเหมาะสมกับศักยภาพปิโตรเลียมของอ่าวไทยแล้ว และ เห็นว่า การคัดค้านในช่วงที่ผ่านมาที่ให้เปลี่ยนจากระบบสัมปทานเป็นระบบ แบ่งปันผลผลิต เพราะรัฐมีจุดอ่อนในเรื่องของข้อมูลข่าวสารที่เปิดเผยสู่สาธารณะ ที่ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งคล้อยตามกลุ่มที่คัดค้าน ที่เสนอให้ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตซึ่งมีจุดเด่นข้อเดียวคือ รัฐเป็นเจ้าของ และไม่เห็นถึงข้อดีของระบบสัมปทานเดิม ทั้งๆที่ทำให้รัฐได้ประโยชน์เป็นสัดส่วนสูงถึง 70% ในขณะที่ระบบแบ่งปันผลผลิตแบบไทยๆ รัฐได้ประโยชน์ลดลงเหลือ 60%

นายภูวดล สุนทรวิภาต

ด้าน นายภูวดล กล่าวว่า จากราคาน้ำมันดิบที่ต่ำลงช่วงที่ผ่านมาประกอบกับรัฐไม่มีนโยบายเปิดสำรวจและผลิตรอบใหม่ส่งผลให้แท่นขุดเจาะใหม่ลดการลงทุนไป 50% ธุรกิจผลิตแท่นก็มีการปลดพนักงานไปแล้ว 2,000 คน เป็นต้น ยังไม่รวมกับโรงแรม ร้านอาหาร ฯลฯที่เป็นธุรกิจต่อเนื่อง

ซึ่งรัฐต้องเข้าใจว่าธุรกิจนี้มีห่วงโซ่ธุรกิจที่ยาว ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนไทย และ มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าอุตสาหกรรมยานยนต์

นายภูวดล กล่าวด้วยว่า ระบบแบ่งปันผลผลิตที่รัฐนำมาใช้ ต้องปิดจุดอ่อนในเรื่องของความล่าช้าในขั้นตอนการอนุมัติ และต้องทำให้มีความโปร่งใสในการดำเนินการ โดยในหลายประเทศที่นำระบบแบ่งปันผลผลิตมาใช้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดปัญหาการคอร์รัปชั่น

ข่าวข้างเคียง ประมูล เอราวัณ บงกช “มูบาดาลา-เชฟรอน-มิตซุย-โททาล-ปตท.สผ.”

Exit mobile version