Site icon OIL MAN

กระจกไฟฟ้าเสีย กับ ข้อคิดที่ตามมาในงานวิศวกรรม และ ชีวิตก็เช่นกัน

กระจกไฟฟ้าเสีย

กระจกไฟฟ้าเสีย กับ ข้อคิดที่ตามมาในงานวิศวกรรม และ ชีวิตก็เช่นกัน – เมื่อคืนไปงานคืนสู่เหย้าโรงเรียนสมัยมัธยมต้น+ปลาย ผมเรียนอยู่ที่นั้น 6 ปี

จากโรงเรียนบ้านนอกที่เคยอยู่กลางทุ่งนา นั่งเรียนในอาคารชั่วคราวที่ไม่มีผนัง (เราเรียกเล้าหมู) ฝนตกทีไรต้องขยับโต๊ะมากระจุกกันอยู่กลางห้อง ฝนตกมากหน่อย เราก็ไชโย เพราะน้ำจะท่วมเล้าหมู พวกเรา(ลูกหมู)ก็จะได้กลับบ้าน 555

แต่ตอนนี้ แม่เจ้า … รร.ตูมี กาแฟอามาซอนมาจ่อหน้าประตูรร.เลย หลานตูไม่ติดกาแฟกันงอมแงมเหรอ หุหุ

เพราะว่าผมไม่มีรถขับ ก็เลยต้องติดรถเพื่อนรักคนหนึ่งไปรร.

เพื่อนคนนี้ดีกรีด๊อกเตอร์ด้านสื่อสารมวลชน (นิเทศศา่สตร์) จากเยอรมัน คงไม่ต้องบอกจะว่าเจ้ารถเพื่อนผมคันที่ กระจกไฟฟ้าเสีย ที่จะเล่าต่อไปนี้ยี่ห้ออะไร 555 🙂

กระจกไฟฟ้าเสีย

ข้อคิดที่ตามมาในงานวิศวกรรม และ ชีวิตก็เช่นกัน

พอเพื่อนด๊อกฯเลี้ยวเข้าประตูรร.ด้านหน้าตามที่เราคุ้นชิน(เมื่อ 40 กว่าปีก่อน !) น้องรปภ.ทำท่าไม่ให้เข้า เพื่อนผมก็กดกระจกลง เพื่อถามว่าเข้าไปจอดตรงไหนได้บ้าง พอถามไถ่ได้ความกันเรียบร้อย อีทีนี้แหละ เพื่อนผมจะกดกระจกขึ้น มันก็ดันโปเก ไม่ยอมขึ้นมาปิดซะงั้น

ท่านด๊อกเตอร์ของผมก็เป่ว ทำอะไรไม่ถูก ระหว่างขับคลำทางหาทางเข้างาน หาที่จอด ก็ช่วยกันคิดแผน 2 – 3 4 5 6 ว่าจะทำไงดี จอดรถเปิดหน้าต่างไว้ หรือ อย่างไรดี จ้างรปภ.เป็นพิเศษเฝ้าไว้สัก 2 – 3 ชม. ดีไหม ฯลฯ

“ไอ้เหี้ย (ตามด้วยชื่อเล่นผม) … มึงเป็นวิศวกรนี่หว่า มึงซ่อมเป็นป่ะ” ดูมันถาม … (ผมใส่เสียงในฟิลม์ได้ พื้นที่ผมเอง)

ปล. คำนำหน้าชื่อพวกเราไม่ใช่ ด.ช. นาย หรือ คุณ มาตั้งนานแล้วครับ 555 🙂

คืองี้ … ถ้ามันเป็นรุ่นเก่ารถญี่ปุ่นสมัย 30 ปีก่อน ผมเปิดหลังรถเอาไขควง คีม จากชุดเครื่องมือประจำรถ ก็พอแก้ไข แก้ขัดได้ ถึงซ่อมไม่ได้ผมก็พอดึงให้มันขึ้นมาล๊อกไว้ในตำแหน่งปิดถาวรได้ล่ะว่ะ แต่นี่มันระบบคอมพิวเตอร์รถเยอรมัน ลุงวิศวกรอนาล๊อกแก่ๆคงทำอะไรได้มากกว่าให้กำลังใจเพื่อนหรอกนะ หุหุ

พอลุงวิศวกรอนาล๊อกนึกขึ้นมาได้ว่า เฮ้ย … มันเป็นระบบควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์นี่หว่า ตอนคอมฯเราแฮงค์ เราซ่อมไม่เป็น เราทำไง ก็ปิดเครื่องแล้วเปิดใหม่ดิ

ก็เลยแนะท่านด๊อกฯไปว่า งั้นเราหลอกมัน ทำตัวปกติๆ เหมือนเราจอดแล้วไปทำธุระ 2 – 3 นาที แล้ว กลับมาที่รถ แล้วสตาร์ตรถ จะขับมันต่อ … ไสยศาสตร์มีจริง ได้ผลแฮะ หลอกคอมพิวเตอร์เยอรมัน (made in China 555) ได้

ที่เล่ามายังไม่เข้าเรื่องครับ นั่นคือปฐมบทของเรื่องที่จะชวนคุย

3 ชม.ผ่านไป หลังจากเฮฮาปาร์ตี้ everything jingle bell กับเพื่อนเก่า เรา 2 คนก็กลับมาที่รถ ระหว่างทางกลับบ้าน เราก็คุยกันว่า จะทำไงดีกับรถคันนี้ ค่าซ่อมคงแพง

ผมก็เลยแบ่งปันประสบการณ์ และ วิธีคิดของผมให้เพื่อน เพราะผมก็เคยเจอปัญหาเดียวกันนี้กับรถผมเองเมื่อหลายสิบปีก่อน

Feature Benefit Risk Reward

ผมกลับมาถามตัวเองว่า feature นี้ (กระจกไฟฟ้าด้านคนขับ) ให้ประโยชน์ (benefit) อะไรกับผม ถ้าผมไม่มีมัน แล้วผมจำเป็นต้องใช้มัน ผมต้องเสียอะไร ตีเป็นเงินได้ไหม ถ้าได้ จะมีมูลค่าเท่าไร (reward) และ โอกาสที่ “ถ้าผมไม่มีมัน แล้วผมจำเป็นต้องใช้มัน” มันจะสักปีล่ะกี่ครั้ง (risk)

“ไอ้เหี้ย … มึงคิดมากไปป่ะ” … เพื่อนด๊อกฯด่า (ผมใส่เสียงในฟิลม์ได้ พื้นที่ผมเอง)

ผมถูกฝึกมาให้คิดแบบนี้อ่ะ ช่วยไม่ได้ … มันเป็นสันดาน

Feature = กระจกไฟฟ้าด้านคนขับ

Benefit = ไม่ต้องเมื่อยมือหมุน (เมื่อเทียบกับระบบ manual)

(คิดดีๆ กระจกไฟฟ้าอีก 3 ด้าน แทบไม่ได้ใช้เลย ปิดชั่วนิรันดร์ คือ ถ้าเสียผมก็ไม่ซ่อมล่ะ force ให้มันขึ้นมาแล้ว ล๊อกตำแหน่งกระจกไว้ตรงนั้นเลย ฉุกเฉินก็เอาค้อนนิรภัยทุกเปรี้ยงเลย เพราะถ้าฉุกเฉินจริงๆ กลไกไฟฟ้ามันก็มักจะเสียอยู่ดี ไม่ว่าจะโดนชนข้าง หรือ จมน้ำ)

Reward (ถ้าผมไม่มีมัน แล้วผมจำเป็นต้องใช้มัน ผมต้องเสียอะไร) = ผมต้องเปิดประตูไปจ่ายค่าทางด่วน ทิปเด็กจอดลานรถ ถามรปภ. ยื่นใบขับขี่ให้น้าตำหนวด (อิอิ) แลกบัตรเข้าอาคาร ฯลฯ แค่นั้นเอง ตีเป็นเงินได้ไหม ถึงได้ ก็ไม่เยอะ เรียกว่า เป็นความสะดวกสบายมากกว่า ซึ่งตรงนี้แหละที่ตีค่าเป็นเงินยาก และ นักการตลาดก็มักเอาความสะดวกสบายมาขาย

Risk = ตอนนั้น ถ้ากรณีชีวิตประจำวัน ผมไม่ขึ้นทางด่วน ไม่ต้องแลกบัตรเข้าอาคาร ไม่ต้องถาม รปภ. โอกาสโดนตำหนวดเรียกดูใบขับขี่ก็ไม่เยอะ ทิปเด็กลานจอดรถ ก็นานๆทีถึงต้องไปลานจอดรถร้านอาหาร สรุป คือ โอกาสต่ำมาก

แต่ค่าซ่อมกระจกไฟฟ้าบานเดียวของรถญี่ปุ่นผมวันนั้น (ขนาดหลาย 10 ปีแล้ว) ก็เกือบ 3 หมื่นบาท เมื่อเทียบกับ Feature Benefit Risk Reward แล้ว ผมเลยเอาเงินจำนวนเท่ากัน ไปซื้อเครื่องฟอกอากาศรถยนต์รุ่นท๊อปมาติดแทน

เหตุผลง่ายๆ ผมเป็นภูมิแพ้ (benefit) ลดค่ายากินยาพ่นจมูกไปได้เยอะ (reward) ผมขับรถทุกวันเพราะตอนนั้นเป็นพนักงานขาย (1-risk = 100% คิดกลับจากความเสี่ยง เป็น อัตราการใช้งาน หรือ utilization rate)

ท่านด๊อกฯเพื่อนผมเริ่มจะอือๆ … 555

อวทม

แล้วเราก็คุยกันถึง อวทม ที่คนขับรถยนต์รุ่นหลังๆนี่ไม่ค่อยรู้ว่ามันคืออะไร

อวทม = แอร์ วิทยุ เทป ล้อแม๊กซ์

สมัยนู้น จะซื้อรถสักคัน เราสามารถช๊อปเลือกได้ว่าต้องการอะไร และ ไม่ต้องการอะไร ถ้ามีให้ครบก็จะใช้คำว่า อวทม ถ้าไม่ครบก็จะย่อกันไปตามที่มี เช่น วทม (ไม่มีแอร์) อทม (ไม่มีวิทยุ)

พอมาสมัยนี้ คนซื้อเลือกไม่ได้แล้ว จัดเต็มมาทุกอย่าง แต่ส่วนมากเราก็ใช้ทุกอย่างแหละ แค่จะใช้มากน้อยต่างกัน หรือว่าต้องเจ๊งกะโบ๊งแล้วจะยอมซ่อมไหม หรือ ใช้ๆไป เพราะไม้คุ้มจะซ่อม เหมือนกรณีกระจกไฟฟ้าด้านคนขับของผม

เราเรียกการเลือกได้ที่จะซื้อ (หรือ เลือกจ่าย) ลักษณะต่างๆของสินค้า (feature) ว่า cherry pick (เก็บลูกเชอรี่)

เราจะได้ยินคำนี้เสมอๆเวลาเราคุยเรื่อง การเสนอราคา ต่อรองราคา สัญญา ต่างๆ ความหมายก็ตรงตัว เพราะการเก็บลูกเชอรี่ เราไม่ได้ทำเหมือนเก็บเกี่ยวพืชไร่ที่มักจะกวาดเหมาไปหมด เราเลือกเก็บทีล่ะลูกๆ ส่วนที่ว่า ทำไมไม่เป็น mango pick หรือ durian pick นั้น ผมก็ไม่ทราบได้

เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมการบิน … ในขณะนั้นเราไม่มีสายการบินต้นทุนต่ำที่มีให้เราเลือกว่า จะซื้อน้ำหนักกระเป๋าโหลด ซื้อประกัน จ่ายค่าเลือกที่นั่ง หรือ ซื้ออาหารทานบนเครื่อง (สามารถเลือกจ่ายได้ตามบริการที่ใช้) เจ้าป้าจำปีไทยจัดเต็ม เหมาบุฟเฟ่ห์รวมไปหมด ใช้หรือไม่ใช้บริการไหน เจ้าป้าจัดให้ชั้นประหยัดราคาเดียว 🙂

กลับกันพิกลนิ …

เกี่ยวกับงานวิศวกรรมขุดเจาะตรงไหน

ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวนี่ ผมคงไม่ไปก้าวก่ายหรอกครับว่า “ค่าความสะดวก” “ค่ารสนิยม” “ค่าหน้าตาในสังคม” ค่าสไตล์” จะมากแค่ไหน มากจนทำให้สมการ Feature Benefit Risk Reward ได้ผลลัพท์ออกมาว่า “ของมันต้องมี” 555

แต่ในฐานะที่พวกเราเป็นวิศวกร เป็นช่างเทคนิค เป็นมืออาชีพ เมื่อต้องทำงานจัดซื้อ จัดจ้าง ไม่ว่าจะ สินค้าหรือบริการใหม่ หรือจะซ่อมแซมของเก่า เราต้องมีความแม่นยำ คงเส้นคงวา โปร่งใส วัดออกมาเป็นเชิงปริมาณพร้อมหลักฐานได้ ถ้าหัวหน้า หรือ ใครก็ตาม เรียกไปถาม ต้องตอบให้ได้เป็นฉากๆว่า Feature Benefit Risk Reward คือ อะไร แล้วทำไมจึงได้ผลลัพท์เป็นอย่างที่เรานำเสนอไป

ส่วนว่าผลสุดท้าย จะเจอใบสั่ง หรือ รายการคุณขอมา นั่นก็ให้เป็นเรื่องของฝ่ายบริหารจัดการที่จะต้องรับเผือกร้อนรับมือไป

ผลสุดท้ายหวยอาจจะไม่ได้ออกอย่างที่เราชงเข้าไป แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องมานั่งน้อยใจ หรือ ท้อถอย สิ่งที่สำคัญสุดๆคือ เราต้องเที่ยงตรงโปร่งใสในหลักการ ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ ต่อสถาบันที่ร่ำเรียนมา และ ต่อครูบาอาจาย์ที่สอนเรามา

ถ้าเราอยู่ฝั่งคนขาย

ผมเคยอยู่ฝั่งคนขายหลายปี ผมสรุปสั้นๆที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ว่า การขายที่ประสบความสำเร็จนั้นต้องรู้ปัญหาของลูกค้าให้ถ่องแท้ และ ทำการบ้าน Feature Benefit Risk Reward ป้อนใส่พานให้ลูกค้า (แน่นอนว่าเป็นสินค้าและบริการของบ.เรา 555)

ส่วนเรื่องราคานั้น บางทีเราควบคุมได้ บางทีเราก็ควบคุมไม่ได้ ก็ต้องปล่อยไป แต่อย่างน้อย ตอนทำสรุปปลายปี (Annual business review ต่างบ.ก็เรียกต่างกันไป) เราก็ตอบคำถามฝ่ายบริหารจัดการได้ทุกคำถาม

ท่านด๊อกเตอร์

ท่านด๊อกฯก็มาส่งผมที่บ้านตอนราวๆเกือบสี่ทุ่ม ผมก็ไม่รู้ว่าท่านด๊อกจะซ่อมมันหรือเปล่า แต่ก็อย่างที่ผมพูดไปแล้ว คนเราตีค่า “ความสะดวก” ไม่เท่ากัน

“ความรัก อารมณ์ ความรู้สึก และ ชีวิต” ก็เช่นกัน

มิติสุดท้ายที่อยากจะชวนคุยสั้นๆ คือ ความรัก อารมณ์ ความรู้สึก และชีวิต มันก็เป็นของมันอย่างนั้นครับ

หลายครั้งที่เราต้องตัดสินใจกับเรื่องกับสิ่งที่วัดออกมาไม่ได้อย่างเช่น ความรัก อารมณ์ ความรู้สึก เราอาจจะนึกว่า เราชอบ เรารัก เราโกรธ ฯลฯ โดยไม่มีเหตุผลเท่าไรนัก แต่ความจริงแล้ว มันมีมิติของ Feature Benefit Risk Reward ปฏิบัติการ (running) ซ่อนอยู่ (บางส่วนแม้ไม่ทั้งหมด)ในระดับจิตใต้สำนึก แต่พอเราอธิบายไม่ได้ เราจึงเหมาไปว่า ความรัก อารมณ์ ความรู้สึก มันไม่มีเหตุผล

แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันมีระดับ (degree) ของเหตุผลซ่อนอยู่เล็กๆ ไม่มี ความรัก อารมณ์ ความรู้สึก ไหนที่จะอยู่บนเหตุผล 100% และ ไม่มี ความรัก อารมณ์ ความรู้สึก ไหนที่จะไม่มีเหตุผลไม่มีที่มาที่ไปเลยแบบ 100%

ลากมายาวเลย … สรุปสั้นๆก็แล้วกันครับ

ในฐานะปัจเจกฯ อยากทำไรก็ทำไปเถอะ ไม่ต้องคิดมาก ไม่มีผิดไม่มีถูก ก็เงินชั้น ความสะดวก ความชอบชั้น

ในฐานะมืออาชีพ แนะนำว่า ต้องซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ หลักการ เหตุผล วัดได้เชิงปริมาณ มีหลักฐานสนับสนุน

ความรัก อารมณ์ ความรู้สึก และชีวิต มีสัดส่วนของเหตุผลซ่อนอยู่เสมอ ไม่สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง

Exit mobile version