Wireline field engineer

ขั้นตอนการรับสมัคร wireline field engineer (รุ่นไดโนเสาร์) ของ Schlumberger

อันว่าชักชวนกันให้เล่าประสบการณ์การสอบสัมภาษณ์มาแบ่งปันกันมานาน แต่ลืมไปว่า อ้าว แล้วประสบการณ์ของตัวเองล่ะ … อิ อิ ลืมเล่าของตัวเอง วันนี้ก็เลยจะมาเล่าให้ฟัง แต่บอกก่อนนะว่ามันนานนนมากกกกมาแล้ว อาจจะเอามาใช้อะไรไม่ได้ในพ.ศ.นี้ แต่ถือว่าเรียนประวัติศาสตร์ก็แล้วกันครับ บ.นี้เขามีวิวัฒนาการในขบวนการคัดสรรบุคคลากรตลอดเวลาครับ ในส่วนของวิศวกรบ.จะมีวิศวกรอาวุโสอีกคนหนึ่งต่างหากที่รับผิดชอบเรื่องนี้ เขาเรียกว่า recruiting manager หรือ recruiter ส่วน HR เป็น facilitator คืออำนวยความสะดวกเท่านั้น ส่วนตำแหน่งๆอื่นๆ เช่น บ/ช พนักงานทั่วๆไป HR จะเป็นคนรับผิดชอบจัดหา

อารัมภบทมาพอแล้ว เข้าเรื่องเสียที กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคที่ยังไม่มี internet และ PowerPoint …. (ฮ่า)

ปีที่ผมจบคือปีพ.ศ. 2532 เบื้องต้นก็กระบวนการพื้นๆ คือ สอบข้อเขียนของบ. เป็นข้อเขียนที่ออกโดยวิศวกรของบ.เอง แน่นอนเป็นภาษาอังกฤษ จำไม่ได้แล้วครับว่ามีกี่ข้อและถามอะไรบ้าง จากนั้นใครผ่านก็โดนสอบสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษล้วน โดย recruiting manager ซึ่งไม่ใช่คนไทย จำได้ว่าเมื่อยมือมาก ฮ่าๆ …

ผมก็ผ่านสองขั้นนี้มาตามครรลอง แต่มาติดที่ภาษาอังกฤษของผมตอนนั้นมันห่วยขั้นเทพ จึงไม่สามารถผ่านขั้นตอนต่อไปของบ.ได้ จึงต้องไปจัดการปรับปรุงภาษาเสียก่อน ตอนแรกผมก็นึกว่าบ.คงให้ผมไปเรียนภาษาตามศูนย์ภาษา หรือเอยูเอ ที่ไหนได้ บ.จับผมยัดใส่โบอิ้ง 747 ไปออสเตรเลียครับ ไปอยู่กับครอบครัวที่บ.จ้างเอาไว้ให้ดูแลพวกเรา กลางวันก็มีวิศวกรชาวอังกฤษที่เกษียณไปแล้วมาสอนภาษาฯให้ มีเรื่องเล่าตอนเดินทางไปออสเตรเลียหนแรกนิดหน่อย => http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=nong-fern-daddy&month=16-04-2011&group=7&gblog=67

รวมเสร็จสรรพผมอยู่กับครอบครัวนั้นในเมืองเล็กๆที่ชื่อ sale (อยู่ติ่งใต้สุดๆของรัฐวิตอเรีย) 2 เดือนเต็ม ฟรีทุกอย่าง ตั้งแต่ค่าแท็กซี่ไปสนามบินเลยครับ แถมมีเบี้ยเลี้ยงจ้างให้เรียนอีกต่างหาก ไม่มากมายอะไร แต่ด้วยเงื่อนไขง่ายๆคือ กลับมาต้องพูดและสื่อสารให้ได้ ถ้าพูดและสื่อสารไม่ได้ ก็ไม่ได้ทำงาน (แต่ก็ไม่ถึงกับต้องชดใช้ค่าใช้จ่าย)

เอาว่าผมก็ดันทุรังจากเด็กไทยระดับภาษาอังกฤษหลักสูตรกระทรวงธรรมการประเทศสารขัณฑ์จนกลับมาพูดได้สื่อสารได้ เป็นอันผ่านหลักสูตรเรียนภาษาฟรีมาได้อย่างเฉียดฉิว

จากนั้นก็ไปเข้า preschool ซึ่งคล้ายๆกับสมัยนี้ที่เรียกว่า field exposure แต่นานกว่า field exposure คือ 1 เดือน ในขณะที่ field exposure เท่าที่ฟังน้องๆเล่า จะราวๆ 2 – 3 สัปดาห์ ผมโดนส่งไป preschool ที่ฐานของบ.ที่พิษณุโลก ทำอะไรบ้าง อืม … ไปเป็นเบ้ครับ งานใช้กำลังทุกประเภท ตั้งแต่เทขยะ ชงกาแฟให้วิศวกร ให้ช่างเทคนิค แบกหามอุปกรณ์ ล้างเครื่องมือต่างๆ ตื่นคนแรกนอนคนสุดท้าย (ถ้าได้นอนนะครับ) ตอนจะออกไป preschool คนที่เป็น recruiting manager บอกชัดเจนว่า จุดประสงค์ ไม่ได้ต้องการให้ผมไปเรียนรู้อะไรเรื่องงานเรื่องเครื่องมืออะไรทั้งนั้น ต้องการให้ผมไปเหนื่อยหนักลำบากทางร่างกายและจิตใจ(โดนด่าโดนจิกใช้ ฯลฯ) เพื่อจะได้รู้จักชีวิต “งานสนาม” 1 เดือนเต็มๆ

ผ่านไป 1 เดือน ผมรอดกลับมาสัมภาษณ์กับ recruiting manager คนเดิม สัมภาษณ์เร็วมาก เพราะแกถามคำเดียว Are you OK with the fcuking life in the shit hole like that? (ขอไม่แปลนะครับ) ผมตอบว่า Yes I am OK. แกก็บอกว่า งั้นไปหาเลขาฯ ไปเอาตั๋วเครื่องบินไปเมืองเมดาน อินโดเนเซีย ไปเข้าหลักสูตร mini evaluation course 10 วัน ผมก็เอ๋อเลย นึกว่าจะได้เข้า wireline school แล้วไอ้ mini evaluation course 10 วัน คืออะไร เมืองเมดานมันอยู่ไหน ไปยังไง จำได้ว่ามึนตึ๊บ …

mini evaluation course คือหลักสูตรคัดกรองคนของบ.ครับ มีคนเข้าหลักสูตรทั้งหมด 16 คน (รวมผม) แล้วคัดออกให้เหลือ 12 คน หลักคิดของบ.ตอนนั้นคือ 16 คนนี้คัดมาแล้วจากข้อเขียน สัมภาษณ์ และ preschool (ถ้าให้อ่านหนังสือมันก็คงสอบกันผ่านทุกคน) แต่ไม่รู้ว่าความสามารถในการเรียนรู้ของใหม่และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทางเทคนิคภายใต้ความกดดันเป็นอย่างไร บ.จึงจัดหลักสูตรนี้ขึ้นมา

ภารกิจของ 10 วัน(นรก)คือ 8 โมงเช้าถึงเที่ยง เรียนทฤษฎีเกี่ยวกับเครื่องไม้เครื่องมือของบ. บ่ายหนึ่งถึงบ่ายสี่เรียนปฏิบัติจริงกับเรื่องไม้เครื่องมือที่เรียนมาตอนเช้า บ่ายห้าเริ่มสอบปฏิบัติที่ฝึกมาไปจนกว่าจะเสร็จกี่ทุ่มกี่ยามก็ช่าง ส่วนมากจะเสร็จราวๆ ทุ่มนึงถึงสามทุ่ม มีรถขน 16 คนกลับไปที่พัก ก็ไม่ไกลจากศูนย์ฝึกเท่าไร ราวๆ 20 นาทีเอง อาบน้ำเสร็จ ก็จะมีทีมวิศวกรของบ.นั่นแหละ ราวๆ 3-8 คน แล้วแต่คืนไหนใครว่าง มาพาพวกเราทั้ง 16 คนออกไปลุยราตรีเมืองเมดานกัน กินเที่ยวดื่ม ไม่ยั้งเลยครับพี่น้อง จัดหนักจริงๆ กินกันจนอ้วก ทั้ง 10 คืน ไม่มีคืนไหนกลับถึงที่พักก่อนตีหนึ่งเลยครับ แบบว่าจงใจมากๆว่าไม่ให้กลับไปอ่านหนังสือหรือพักผ่อน

เช้ามาตื่น 6 โมงเช้า กินมื้อเช้าซึ่งส่วนมากกระเดือกกันไม่ค่อยลง เพราะยังเมาค้างกันอยู่ รถมารับเจ็ดโมง ถึงศูนย์เจ็ดโมงยี่สิบ ให้ซดชากาแฟกัน 10 นาที เจ็ดโมงครึ่งถึงแปดโมงเริ่มสอบเก็บคะแนนทฤษฎีที่เรียนไปเมื่อวาน แปดโมงเช้า เรียนทฤษฎีของใหม่ต่อ วนอย่างนี้ครับ 10 วัน 10 คืน ไม่มีพักเสาร์อาทิตย์ จุดประสงค์หลักๆของหลักสูตรนี้คือจะดูความสามารถในการับรู้เข้าใจของใหม่ว่าใครจะเร็วกว่ากัน ใครเป็นขวดปากกว้าง ใครเป็นขวดปากแคบ ไม่ได้วัดว่ามีน้ำในขวดเท่าไร แต่วัดว่าถ้าเทน้ำลงไปแล้ว ขวดไหนรับน้ำใหม่ได้ดีกว่ากัน ดังนั้น เขาจึงจัดหนักทุกคืน ไม่ให้อ่านหนังสือ ให้มึนแอลกอฮอล์ และให้นอนให้น้อยๆ ซึ่งผมมาเรียนรู้ทีหลังว่า นั่นมันใช่เลย ชีวิตจริงในสนาม แต่ที่ต่างคือในสนามไม่มีแอลกอฮอลให้มึน แต่จะมึนกาแฟและมึนโดนลูกค้ากดดันและโดนด่า

เอาคะแนนมารวมเรียงกัน 4 คนสุดท้ายได้ one way ticket home ครับ ที่เหลือ 12 คนที่ผ่าน ได้ไปต่อ training school

ผมได้ตั๋วไป training school ตอนนั้นมีศูนย์เปิดอยู่ 2 ศูนย์คือที่อเบอร์ดีน(สก๊อตแลนด์) กับ อเล็กซานเดรีย(อียิปต์) ทุกคนอยากไป อเบอร์ดีน เพราะมันใกล้ทะเลเหนือ เป็นแหล่งไฮเทคของวงการฯ แต่ผมเป็นคนที่เกลียดความหนาวเข้ากระดูกดำ ผมเลยยกมืออาสาไป อเล็กซานเดรีย(อียิปต์) อยู่คนเดียว ซึ่งก็สมใจนึกบางลำพู ได้ตั๋วไปขี่อูฐล่องแม่น้ำไนล์ตามคาด แต่เดี๋ยวก่อน อีกตั้งเดือนนึงกว่า school ที่อียิปต์จะเปิดรอบใหม่ อย่ากระนั้นเลย ไป preschool มันอีกรอบ คราวนี้หวยออกที่บอมเบย์(สมัยนี้เรียกมุมไบ)ประเทศอินเดียครับพี่น้อง แต่ก่อนไปบอมเบย์ ต้องไปเซ็นต์สัญญาที่ดูไบก่อน ก็เลยได้ตั๋วไปดูไบ อยู่ดูไบเซ็นต์สัญญา 3 วัน (รวมฟังบรรยายเกี่ยวกับบ.ด้วย) บินกลับมาบอมเบย์ ที่นั่นเป็นฐานของ offshore ก็เลยได้ไป preschool offshore 1 เดือน เหนื่อยเช็ดเลยครับ อาศัยว่ายังหนุ่มยังแน่นเลยทนมาได้ ถ้าเป็น(แก่ๆอย่าง)ตอนนี้ นอนสลบไม่ตื่นไปแล้ว

จากนั้นถึงได้ไป school ที่อเล็กซานเดรีย(อียิปต์) 4 เดือนครึ่ง เรียนทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ แต่คราวนี้ไม่โหดเหมือน mini evaluation course ที่เมดาน เรียน 5 วัน สอบ 1 วัน พัก 1 วัน (ครบ 7 วันพอดี) เช้าทฤษฎี บ่ายปฏิบัติ สอบสัปดาห์ล่ะหน ในรุ่นผมจำได้ว่ามี 16 คน แต่ 14 เชื้อชาติ หลากหลายมากเลยครับ กระเหรี่ยงไทยก็ผมคนเดียวนี่แหละ

ใน school เราเรียนกันครบทุกเครื่องมือของ wireline ในสมัยนั้นเลยครับ โดยไม่แบ่งว่าเป็น open hole, case hole หรือ perforation เหมือนสมัยนี้ มันจึงใช้เวลาตั้ง 4 เดือนครึ่ง ดังนั้นวิศวกรรุ่นไดโนเสาร์จึงค่อนข้างทำได้ทุกอย่าง แต่ก็ต้องบอกว่าทุกอย่างในสมัยนั้นมันง่ายและไม่ซับซ้อนหลากหลายเท่าเครื่องมือสมัยนี้ ถ้าให้สมัยนี้มาเรียนกันให้ครบหมดแบบสมัยผมคงต้องเรียนกันเป็นปี ไม่ต้องทำงานกันพอดี นี่คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ในสมัยนี้บ.แบ่งวิศวกรสนามออกเป็นหลายๆกลุ่มงาน

เอาว่าผมก็รอด school 4 เดือนครึ่งมาได้ (มีไม่ผ่านอยู่ 2 คนครับ) ขออวดหน่อยว่า คะแนนรวมทฤษฎีของผมตลอดหลักสูตรได้ที่สองเชียวนะครับ ส่วนคะแนนปฏิบัติรวมได้ที่หนึ่งร่วมกับเพื่อนชาวนิวซีแลนด์

จากนั้นบ.เอาผมไปเข้าหลักสูตร defensive driving course 1 เดือนที่ ไคโร (เมืองหลวงของอียิปต์) หัดขับรถอย่างถูกต้องและปลออดภัยในหลายๆสภาพถนนและแบบไม่มีถนน คือ ขับในทะเลทรายโดยใช้เข็มทิศน่ะครับ รวมไปถึงการเอาตัวรอดยามฉุกเฉินยามรถเสียกลางทะเลทราย การของความช่วยเหลือแบบต่างๆ ฯลฯ มีสอบด้วยนะครับ แต่คราวนี้ผมห่วยขั้นเทพ ได้ที่โหล่เลย อิอิ แต่ก็ผ่าน

จบขับรถ 1 เดือน ก็ไปเข้า post school ที่เดิมคือบอมเบย์ ซึ่งก็จะเป็นที่ที่บ.จะให้ผมทำงานจริงที่นั่น post school ก็คือทำงานภายให้ความดูแลของวิศวกรอาวุโสคนหนึ่งเป็นเวลา 1 เดือน แล้วจึง break out แปลว่า พอครบ 1 เดือนก็จะให้สอบของจริง คือไปทำงานจริงๆ เริ่มตั้งแต่เตรียมงาน(ทั้ง คน เครื่องมือ ลูกน้อง ลูกค้า logistic ฯลฯ) ทำงาน เก็บซ่อมของกลับที่เดิม ฯลฯ มีคนให้คะแนนทุกขั้นตอน อ้อ ลืมบอกไป ตั้งแต่เริ่ม ตำแหน่งจะเป็น JFE – Junior Field Engineer แต่ถ้าผ่าน break out ก็จะเลื่อนเป็น FE เฉยๆ ทำงานไปเรื่อยๆ มีการฝึกอบรมและศึกษาเพิ่มเติมตลอด มีหลักสูตรบังคับให้เรียนนอกเวลางาน มีทำวิจัยส่ง มีการนำเสนองานวิจัย ผ่านหมดแล้วจึงเลื่อนเป็น SFE – Senior Field Engineer แล้วก็ GFE – General Field Engineer ตามลำดับ GFE เป็นตำแหน่งสูงสุดในสนามของวิศวกร SLB แล้วครับ สูงจากนี้ก็จะเข้าฝั่งเข้าสนง.ทำงานบริหารไปตามลำดับขั้น ผมใช้เวลา 5 ปีจนถึง GFE อยู่ต่ออีกสักพักก็โบกมือลา

ที่นี่สอนและให้อะไรผมมากมายครับ ทั้งในด้านไม่ดีก็เยอะและด้านดีก็มาก จึงเป็นอะไรที่ทั้งรักทั้งเกลียดหรือที่สำนวนฝรั่งว่า bitter sweet (หวานแบบขมๆ) ด้านเลวๆและความเจ็บปวดผมก็พยายามลืมๆมันไป แต่ที่ดีก็จะขอเอ่ยถึงสักหน่อย นอกเหนือจากความรู้ความสามารถ ความเชื่อถือ และ วิชาชีพที่ใช้ทำมาหากิน ที่ผมได้จากที่นี่แน่ๆ อย่างแรกคือ ที่นี่เป็นตักศิลาในด้านนี้ของวงการฯทีเดียวเลยครับ ระบบคัดเลือก ฝึกอบรม และ เลื่อนตำแหน่ง (recruit – train-promote) เป็นไปอย่างมีระบบแบบแผน เข้มข้นและเชื่อถือได้ ถ้าผ่านมาได้ก็เหมือนได้ปริญญากลายๆ ที่นี่สอนให้ผมรู้จักอดทนอดกลั้นทั้งทางร่างกายและจิตใจ สอนให้หน้าด้าน สอนให้ต่อสู้เรียกร้องในสิทธิ์ที่ควารมีควรได้ The more you ask the more you get ไม่มีใครเอาอะไรมาให้ถ้าเรานั่นเฉยๆ ต้องดูแลและรักษาสิทธิ์ตัวเอง ไม่มีคำว่าถูกหวย ไม่มีราชรถมาเสย เอ๊ย มาเกย ปากกัดตีนถีบตลอดครับ

แล้วก็ยังมีเรื่องระบบความปลอดภัย (safety) ที่ที่นี่ไม่เป็นสองรองใครในวงการฯ สรุปสั้นๆคือทำให้ผมมีความเป็นมืออาชีพ ผมเรียกตัวเองว่ามืออาชีพ(professional)ได้เต็มปากก็เพราะที่นี่ครับ

ส่วนเรื่องที่ไม่ดี ความเจ็บปวด และ บาดแผลที่ที่นี่ให้ไว้กับผม ก็มีไม่น้อย ผมก็ละไว้ไม่กล่าวถึงก็แล้วกันครับ อย่างสำนวนฝรั่งว่าไว่ว่า no pain no gain หรือ no free lunch คิดซะว่ามันเป็นค่าใช้จ่ายที่ผมต้องจ่ายเพื่อความเป็นมืออาชีพก็แล้วกัน

ก่อนจะจบต้องบอกก่อนนะครับว่า ที่เล่าขบวนการคัดสรรมานี่เป็นขบวนการเก่าตั้ง 27 ปีมาแล้ว กาลเวลาผ่านไป เงื่อนไขทางธุรกิจเปลี่ยนไป ขบวนการคัดสรรก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย สมัยนี้จึงต่างกับสมัยผมค่อนข้างมากอยู่ เช่น group activity สมัยผมก็ไม่มี เป็นต้น

ถ้าจะเล่าเรื่องราวดีๆชั่วๆทั้ง 6 ปีในสนามนั่น ก็คงหมดเหล้าหลายขวดเบียร์หลายโหลกับน้องหนูช่วยรินเบียร์รินเหล้าอีกหลายคน (ฮ่า) และก็ไม่ได้อยู่ในหัวข้อที่จั่วเอาไว้ว่าเป็นประสบการณ์การสัมภาษณ์และขั้นตอนคัดสรร

… วันนี้ก็จบมันดื้อๆแบบนี้แหละครับ …

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *