การกำจัดกากของเสียอันตรายจากการเจาะหลุมสำรวจปิโตรเลียม

22. การกำจัดกากของเสียอันตรายจากการเจาะหลุมสำรวจปิโตรเลียม

ตัวอย่างเช่น เศษหินเศษดิน และกากน้ำโคลนฯ รัฐจะมีวิธีการกำจัดอย่างไร ที่จะสร้างความเชื่อมั่นของชุมชนรอบพื้นที่เจาะหลุมว่ามีความปลอดภัยเพียงพอ และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสุขภาพ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

1. กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติมีแนวนโยบายและการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดในการป้องกันปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโครงการ ดังนี้

1) นโยบายของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

1.1) โครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมใดๆ ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เมื่อได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานที่รับผิดชอบแล้วจึงจะดำเนินการได้

1.2) โครงการผลิตปิโตรเลียมที่อยู่ในเขต 12 ไมล์ทะเล (1 ไมล์ทะเล = 1.85 กิโลเมตร) นับจากชายฝั่ง จะต้องไม่ปล่อยเศษหินจากการเจาะ และน้ำจากกระบวนการผลิตลงทะเลโดยตรง

1.3) ให้โครงการผลิตปิโตรเลียมในทะเลทั้งหมดอัดกลับน้ำจากกระบวนการผลิตลงชั้นกักเก็บ

1.4) ส่งเสริมการลดปริมาณก๊าซเผาทิ้งจากโครงการผลิตปิโตรเลียม โดยนำมาใช้ประโยชน์เป็นเชื้อเพลิงของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ใช้ในโครงการ ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตการเกษตรเพื่อทดแทนการใช้ก๊าซหุงต้ม และใช้ผลิตก๊าซ LNG

1.5) ให้มีการติดตามเฝ้าระวังผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากกระบวนการผลิตและบริษัทผู้รับสัมปทานต้องส่งรายงานการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม ให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งที่ผ่านมาผลการตรวจติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อมอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด

1.6) กิจกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย ต้องดำเนินการโดยมีมาตรการและแผนงานในทุกขั้นตอนให้มีความปลอดภัยสูงสุดตามกฎหมายปิโตรเลียม และ
มาตรฐานสากล ในการเจาะหลุมปิโตรเลียม

กฎกระทรวงกำหนดให้มีการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันการพลุ่งของปิโตรเลียม หรือ BOP (Blowout Preventer) ซึ่งมีวาล์วนิรภัยถึง 3 ชั้น และในหลุมผลิตจะต้องติดตั้งวาล์วนิรภัยภายในทุกหลุม เพื่อป้องกันและควบคุมความดันและปิดหลุมโดยอัตโนมัติหากมีเหตุฉุกเฉิน รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยของบริษัทผู้ดำเนินงานอยู่ประจำ และมีการตรวจสอบและกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดจากพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

1.7) บริษัทผู้ดำเนินงานจะต้องมีแผนรองรับเพื่อแก้ไข และเผชิญเหตุต่างๆ และ มีการทบทวนซักซ้อมแผนอย่างสม่ำเสมอทุกปี โดยมีเครื่องมืออุปกรณ์เผชิญเหตุรั่วไหลของน้ำมันในทะเลไว้ที่แท่นเจาะ หรือแท่นผลิต

2) การกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม

2.1) กำกับดูแลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมของการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ให้เป็นไปตามมาตรการที่ระบุไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ
สิ่งแวดล้อมที่ได้รับการเห็นชอบและมาตรฐานสากล ได้แก่

2.1.1) การจัดการเศษหินจากการเจาะหลุมสำรวจและผลิต
2.1.2) การจัดการน้ำทิ้งจากกระบวนการผลิต
2.1.3) การจัดการของเสียอันตราย
2.1.4) การรับมือต่อภาวะฉุกเฉิน
2.1.5) รายงานผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม

2.2) บริษัทผู้รับสัมปทานต้องส่งรายงานการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม ให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งที่ผ่านมาผลการตรวจติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อมอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด

2.3) โครงการตรวจเฝ้าระวังปริมาณสารปรอทในอ่าวไทย เริ่มตั้งแต่ปีพ.ศ. 2540 จนปัจจุบัน โดยว่าจ้างภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย ทำการศึกษาปริมาณปรอทในเนื้อเยื่อปลาหน้าดินบริเวณแท่นผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย ผลการศึกษาพบว่ามีค่าเฉลี่ยไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด คือ ไม่เกิน 0.5 ไมโครกรัมต่อกรัม

2.4) ร่วมกับสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง จัดทำข้อกำหนดเรื่อง “การทดสอบความเป็นพิษโดยรวมของน้ำที่ได้จากการผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย” เพื่อเป็นแนวทางในการประเมินผลกระทบเฉียบพลันต่อสัตว์น้ำในอ่าวไทยที่เกิดจากน้ำจากกระบวนการผลิตปิโตรเลียม

2.5) จัดทำฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมจากการประกอบกิจการปิโตรเลียม เพื่อใช้ในการติดตามตรวจสอบและประเมินสภาพสิ่งแวดล้อมและใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษา และ เผยแพร่แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส

(ความเห็นส่วนตัวผมนะครับ ธุรกิจของพวกเราเรียกว่าเป็นธุรกิจผู้ต้องหาของสังคมก็ว่าได้ สมัยหนึ่งที่สื่อต่างๆยังไม่แพร่หลายอย่างทุกวันนี้ ความเป็นสีเทาๆก็มีอยู่เป็นหย่อมๆในอุตสากรรมของเรา แต่วันนี้นะเหรอครับ บนแท่นฯยังมีเน็ทมีเฟสบุ๊ค จะเหลือเหรอครับ ถ้าทำอะไรไม่ดี ไม่ถูกต้อง แอบถ่ายใต้เตียงดาราที่มีข่าวกันโครมๆรายวันยังยากกว่ามาตรวจสอบการทำงานของพวกเราเลยครับ … 🙂 )

ที่มา http://www.dmf.go.th//file/QA_EPThai.pdf

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *