“ศิริ ” ตั้งเงื่อนไขเข้ม ประมูลแหล่งปิโตรเลียม เอราวัณ บงกช – ข่าว

ข่าวนี้ต้องขอเม้าส์ขอเม้นท์ … 🙂

เอากันทีล่ะเรื่องๆ

รายงานข่าวกล่าวว่า “… ปริมาณก๊าซฯในแหล่งเอราวัณและบงกช รวมอยู่ที่ 2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน”

ตรวจสอบดูกันหน่อยว่าขี้จุ๊เบเบ๊หรือเปล่า … แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ ก็นี่ครับ http://www.dmf.go.th/index.php?act=service&sec=prodReport&year=2017

เจ้าเก่าของเรา ข้อมูลเชื่อถือได้

ไม่ว่าง + ขี้เกียจไล่ดูทุกเดือนทุกปีย้อนหลัง สุ่มๆเอาสี่เดือน ดูดิว่าจะ 2100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน อย่างรายงานข่าวไหม

มันก็ตัวเลขราวๆนั้น โอเค ข้อมูลตรงกัน

ผมกำลังจะบอกว่า เวลาอ่านข่าวอะไรของวงการฯ เราในฐานะคนในวงการฯก็ควรที่จะ ฟังหูไว้หู ตรวจสอบก่อนเสมอ ก่อนจะเชื่อ ก่อนจะแชร์ เพราะเดี๋ยวนี้ ข้อมูลมันมากันเร็ว แต่ขาดความแม่นยำ ทั้งแบบจงใจขาดความแม่นยำเพื่อให้เข้าใจผิด และ ขาดความแม่นยำแบบประมาทเลินเล่อ

“… ผู้เข้าประมูลต้องยืนระยะผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งดังกล่าวในปริมาณไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน”

อ่านตอนแรกต๊กใจ นึกว่า จะให้ผลิตจากแหล่งเดียว ให้ได้ 1500 ลบ.ฟุตต่อวัน เพราะมันเป็นไปได้ยากมากๆ เพราะลำพังบงกชเหนือใต้รวมกัน 1000 นึงก็ขาดๆบ้างในบางเดือน

พอพูดถึงปริมาณการผลิตนี่ ต้องขยายความต่ออีกหน่อย …

อุตสาหกรรมนี้ในอ่าวไทยเรามันแปลกๆนิดๆ ไม่เหมือนการผลิตสินค้าอย่างอื่นออกมาขาย ผู้ผลิตถูกกำหนดราคาขาย และ ถูกกำหนดผู้ซื้อ ล่วงหน้าตั้งแต่วันทำสัญญาวันที่ได้สัปทาน และ ถูกกำหนดปริมาณที่จะเรียกซื้อโดยผู้ซื้อเป็นรายเดือน

เช่น สมมุติว่า ผู้ผลิตถูกกำหนดราคาขายไว้ตลอดอายุสัมปทาน

ขายให้นาย ก. ชิ้นล่ะ 10 บาท เรียกซื้อขั้นต่ำอย่างน้อยเดือนล่ะ 1000 ชิ้น

นาย ข. ชิ้นล่ะ 12 บาท เรียกซื้อขั้นต่ำอย่างน้อยเดือนล่ะ 900 ชิ้น

ขายให้นาย ค. ชิ้นล่ะ 14 บาท เรียกซื้อขั้นต่ำอย่างน้อยเดือนล่ะ 600 ชิ้น

นาย ก. ข. และ ค. สามารถจะกำหนดปริมาณว่า 3 เดือนต่อจากนี้ไป หรือ เดือนหน้า (แล้วแต่ความปราณีของผู้ซื้อ) ฉันจะซื้อ กี่ชิ้น โดยที่ไม่น้อยกว่าขั้นต่ำที่ตกลงกันไว้

ผู้ผลิตก็มีหน้าที่ปรับ supply chain ปรับกลยุทธ์ ปรับ สายพานการผลิต ให้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ

ถ้าผมเป็นนาย ก. ผมก็จะดูว่าสินค้าทดแทนในตลาด (ในที่นี้คือราคา LNG ในตลาดนั่นเอง 555) ถ้าถูกกว่าชิ้นล่ะ 10 บาท ผมก็เรียกซื้อน้อยลงๆ จนถึงปริมาณที่เรียกซื้อขั้นต่ำที่ผมจำต้องกัดฟันซื้อ แม้ว่าจะแพงกว่าราคาสินค้าทดแทนในตลาด แต่ก็ต้องทำตามสัญญา

นาย ข. และ นาย ค. ก็คิดเช่นเดียวกัน นั่นแปลว่าอะไรครับ

แปลว่า ตัวเลขปริมาณการผลิตก๊าซจากอ่าวไทยที่เห็นในรายงานนั้น เป็นตัวเลขที่กำหนดโดยผู้ซื้อ ไม่ใช่กำลังการผลิตสูงสุดจริงของผู้ผลิต เพราะผู้ผลิตจะผลิตมาทำไม ถ้าผู้ซื้อไม่ซื้อ ขายใครก็ไม่ได้ เพราะสัญญากำหนดไว้ว่าต้องขายให้ นาย ก. ข. และ ค. เท่านั้น

มิหน่ำซ้ำผลิตมากไป ก็ใช้หลุมเยอะอีก เปลื้องเบี้ยเปลืองอัฐ (CAPEX/ OPEX) งั้นถ้าให้เบ่งกล้ามผลิตกันจริงๆ กำลังการผลิตจริงๆของพี่ใหญ่กับเชฟรอนนั้นเท่าไรกันแน่

ไม่มีใครรู้หรอกครับ ความลับสุดยอด 555 ก๊าซมันอยู่ใต้ดิน … อยากได้เท่าไร ก็ต้องมีเบี้ยมีอัฐ ลงทุนขุดเอาไรเอา

ตอบให้กวนโอ้ยๆ ก็ต้องบอกว่า คนซื้อนั่นแหละ อยากได้เท่าไรบอกมา ให้ราคาดี เงื่อนไขดี คุ้ม จะขุดแม่มซอยยิบๆเลย เล็กสั้นขยันซอย(ขุด) หลุมถูกๆตื้นๆเอาหลายๆหลุมเข้าว่า ที่เราเรียกว่า ตีกริดเจาะ ไม่ต้องดูธรณง ธรณี อะไรกันแล้ว เอาตารางวางโป้ง เอาดินสอจิ้มเลย หรือจะ เล็งๆเน้นๆ เอาแบบหนักหน่วงเน้นๆ(หลุม)ยาวๆ หลุมนึงแพงหน่อยแต่ได้เยอะๆ ขุดแค่ไม่กี่หลุม อันนี้ก็ว่ากันไป ใครชอบแบบไหน

ดังนั้น เงื่อนไข 1500 ลบ.ฟุตต่อวัน 10 ปีนี้ เป็นการวางสเป็คกรองบ.ที่จิ๋วๆกลางๆออกไป เพราะต้องใช้พาว์ ใช้ทุน ความชำนาญ และ สายป่านการเงินเอาเรื่อง ซึ่งในทางทฤษฎีนั้น โอเคอยู่ ก็เหมือนกับการวางสเป็คจัดซื้อจัดจ้างทั่วไปแหละ

จุดพีค หรือ จุดคันต่อมลูกหมาก มันมาอยู่ตอนพิจารณาให้ได้ตามสเป็คนี่แหละ

หลายๆบ.โดยเฉพาะบ.ที่คุณก็รู้ว่าใคร (555 เลียนแบบแฮรี่พอร์เตอร์) มักใช้กลยุทธประมูลแบบ ชนะเอาไว้ก่อน เดี๋ยวตอนได้งานแล้ว ค่อยโอดครวญ บีบน้ำตา(ตัวเอง) หรือ บีบไข่(คู่สัญญา) ต่อรองโน้นนี่นั่น

ประเด็นต่อมาก็คือเรื่องราคารับซื้อ สำมะคัญมากๆ เพราะธุรกิจนี้ เป็นธุรกิจกำหนดราคาซื้อขายล่วงหน้าอย่างที่อธิบายมาแล้ว ผมอยากเสนอแบบนี้ เพื่อให้เป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ไม่มัดทั้งผู้ซื้อและผู้ผลิตจนเกินไป จะตั้งราคาเท่าไรก็ว่าไป แต่อยากให้เปิดช่องไว้ปรับกันได้บ้าง โดยให้มีกลไกการปรับ มีกรอบที่เป็นธรรมสักหน่อย อาจจะอิงกับดัชนีราคาพลังงาน หรือ อะไรก็ว่าไป

(ใครรู้จักกับคุณศิริ รมว.พลังงาน ช่วยๆ ส่งต่อความเห็นนี้ให้ท่านหน่อย 555)

ประเด็นตบตูดปิดท้าย ก็คือเรื่องจำนวนสัญญาว่าจะกี่สัญญาดี

” … ซึ่งเป็นได้ทั้ง การแยกเปิดประมูลระหว่างแหล่งเอราวัณกับแหล่งบงกช เป็น 4 สัญญา หรือ แบ่งออกเป็น เอราวัณ 1 สัญญา และ บงกช 1 สัญญา หรือการให้ประมูลรวมกันทั้งสองแหล่ง เป็นสัญญาเดียว … “

ประเด็นนี้ก็เหมือนกับจะแยกซื้อแยกขายแบบ “แยกเข่ง” หรือ “เหมายกเข่ง” มันมีทั้งข้อดีข้อเสียทั้งสองแบบ

แต่ในฐานะคนทำงาน มองในมุม รากหญ้าผู้ใช้แรงงานแลกค่าแรง แลกค่าผ่อนบ้านค่ากินอยู่ ค่าเทอม และ ค่าไอโฟนเอ๊กซ์ (5555) ให้น้องนักศึกษา ผมชูจั๊กกะแร้เชียร์แบบ “แยกเข่ง”

เหตุผลง่ายๆครับ ผมจะได้มีโอกาสได้ผู้ประกอบการหลายราย มีนายจ้างให้ผมเลือกขายแรงงานให้ได้ นายจ้างคนนี้ให้ราคาค่าแรงผมไม่ดี ผมก็ไปขายแรงให้นายจ้างอีกคนนึง 555

แต่ก็นะ ผมไม่ได้เป็นผู้กำหนดนโยบายเรื่องนี้ ก็ได้แต่นั่งฉีกซองมันฝรั่ง เคี้ยวข้าวเกรียบ จิบไวน์ ข้างเวที เฝ้าดูไป ..

จะว่าไป เรื่องแบบนี้ จะว่าไกลตัวมันก็ไกล จะว่าใกล้ตัวมันก็ใกล้ แล้วแต่เราจะมองเราจะคิด แต่ผมฝากข้อคิดเล็กๆไว้ว่า ไม่ว่าเราจะคิดว่า มันไกลตัวหรือใกล้ตัวก็ตาม แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า สุดท้ายแล้ว ตราบเท่าที่เรายังกินข้าวหม้อนี้อยู่ มันก็กระทบหม้อข้าวเราอยู่ดี

จริงอยู่ ถึงเราจะกำหนดกฏเกณฑ์ ชี้ชะตาผลที่ออกมาไม่ได้ แต่การที่เรารู้ไว้ว่าหวยจะออกอะไร ไปทางไหน ก็ทำให้เราวางตัว วางความคิด และ แผนชีวิตของเรา ให้ถึงซึ่งความไม่ประมาท …. สาธุ (จบมันแบบนี้แหละ 555)

… ถึงเราจะบังคับทิศทางลมไม่ได้ แต่เราสามารถปรับใบเรือให้กินลม ให้เรือไปในทางที่เราต้องการได้ … (จำคำพูดของคนอื่นมาน่ะครับ ไม่ได้คิดเอง ดูเท่ห์ และเหมาะกับบริบทดี 🙂 )

ไปอ่านข่าวกัน …

ที่มา – http://www.energynewscenter.com/index.php/news/detail/1076

รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ตั้งเงื่อนไขเข้ม ประมูลแหล่งปิโตรเลียม เอราวัณ บงกช ภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) ให้ผู้เข้าประมูลต้องยืนระยะผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งดังกล่าวในปริมาณไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 10ปี โดยกำหนดราคาก๊าซ ที่ขายจะต้องไม่สูงกว่าสัญญาเดิม ภายใต้ระบบสัมปทานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

พร้อมสั่งการอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติไปหาข้อสรุป รูปแบบและวิธีการประมูล ว่าจะแบ่งออกเป็นกี่สัญญา ให้เสร็จภายในกลางเดือนม.ค. 2561 นี้

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงาน “พลังงานพบสื่อมวลชน “ครั้งที่ 3 ว่า ได้มีการประชุม workshop กับผู้บริหารระดับสูง และ เจ้าหน้าที่ของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมการประมูลแหล่งปิโตรเลียม ที่ใกล้จะหมดอายุสัมปทาน คือ แหล่งเอราวัณ บงกช กว่า 30 คน เมื่อวันเสาร์ ที่ 16ธ.ค.ที่ผ่านมา

ซึ่งได้ข้อสรุปในหลักการสำคัญ เพื่อนำไปสู่การกำหนดเป็นเงื่อนไขในการออกเอกสารประมูลหาเอกชนมารับบริหารจัดการแหล่งสัมปทานเอราวัณ บงกช ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) ให้สามารถดำเนินการผลิตไปได้อย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากที่แหล่งสัมปทานดังกล่าวหมดอายุ ในปี 2565 – 2566 คือ

1.กำหนดให้ผู้ร่วมประมูลจะต้องสามารถรักษาการผลิตก๊าซธรรมชาติขั้นต่ำไว้ที่ 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปีขึ้นไป และ

2.กำหนดราคารับซื้อก๊าซฯ ให้เป็นราคาตามสูตรปัจจุบัน ภายใต้ระบบสัญญาสัมปทาน ที่บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)รับซื้ออยู่ในขณะนี้

ทั้งนี้การผลิตก๊าซฯ ระดับ 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ถือเป็นระดับที่ยากและท้าทายความสามารถนักลงทุนมากในปัจจุบัน เนื่องจากปริมาณก๊าซฯในแหล่งเอราวัณและบงกช รวมอยู่ที่ 2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เริ่ม decline ตัวลดลงตั้งแต่ปี 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งหากไม่มีการลงทุนสำรวจเพิ่มเติมปริมาณก๊าซฯจะลดลงเรื่อยๆ และจะไม่สามารถรักษาระดับการผลิตเอาไว้ ตามเงื่อนไขที่กำหนด ดังนั้นผู้ร่วมประมูลจึงต้องมีความเชี่ยวชาญและมีเงินทุนสำรองเพียงพอในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมครั้งนี้

ส่วนเงื่อนไขราคารับซื้อก๊าซฯ ให้เป็นราคาปัจจุบันที่ ปตท.รับซื้ออยู่นั้น มีราคาแตกต่างกันไปตามสัญญาของแต่ละแหล่ง โดยทั้งแหล่งเอราวัณและบงกช มีสัญญาสัมปทานปิโตรเลียมแห่งละ 2 สัญญา ซึ่งรายละเอียดราคารับซื้อก๊าซฯ มีความแตกต่างกันไป

ดังนั้นผู้ร่วมประมูลจะต้องยอมรับเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อให้ได้เพื่อประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม

นายศิริ กล่าวด้วยว่า ได้มอบหมายให้นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้ศึกษาวิธีการประมูลแหล่งเอราวัณและบงกช ว่าจะใช้วิธีใด

ซึ่งเป็นได้ทั้ง การแยกเปิดประมูลระหว่างแหล่งเอราวัณกับแหล่งบงกช เป็น 4 สัญญา หรือ แบ่งออกเป็น เอราวัณ 1 สัญญา และ บงกช 1 สัญญา หรือการให้ประมูลรวมกันทั้งสองแหล่ง เป็นสัญญาเดียว รวมทั้งการสรุปาคารับซื้อก๊าซฯ ที่ปัจจุบัน ปตท.รับซื้ออยู่ในหลายสัญญา ให้เป็นราคาฐานสำหรับการประมูล โดยกำหนดให้ศึกษาเสร็จกลางเดือน ม.ค. 2561 นี้

นายศิริ ให้ข้อมูล ด้วยว่า ปัจจุบันไทยมีการใช้ก๊าซธรรมชาติวันละ 4,700 ล้าน ลบ.ฟุต ซึ่งจัดหาได้จาก แหล่งในประเทศ 2,900 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน พื้นที่พัฒนาร่วม MTJDA ในส่วนของไทย 450 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน นำเข้าจากพม่า 850 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน และ นำเข้า LNG 500 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน

ในขณะที่ ก๊าซจากอ่าวไทย จะถูกส่งมาเพิ่มมูลค่าในโรงแยกก๊าซ ได้เพียงประมาณ 2,700 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน และ ถูกส่งไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าโดยตรงโดยไม่ผ่านโรงแยกก๊าซประมาณ 600 ล้าน ลบ.ฟุต ต่อวัน

ดังนั้น การกำหนดเงื่อนไขที่ให้ผู้เข้าร่วมประมูลจะต้องรักษาระดับการผลิตให้ได้ ในระดับ 1,500 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน จึงเป็นการทำให้ก๊าซที่ผลิตได้ในอ่าวไทยสามารถส่งเข้าโรงแยกก๊าซเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้เกือบทั้งหมด

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *