ปตท.สผ.ทบทวนการลงทุน5โครงการในต่างประเทศ – ข่าว

ไม่ใช่ข่าวใหม่เท่าไรในวงการ และก็เป็นปกติของธุรกิจที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ตอนไปลงทุนก็ว่าคิดดีแล้ว ซึ่งก็อาจจะดีแล้วจริงๆ แต่ใดๆในโลกมันก็นะ อนิจจัง บางอย่างมันก็สุดที่จะคาดคิด (แต่บางอย่างก็สามารถคาดเดาได้) ตลาดฯก็ทราบข่าว และ ราคาหุ้นก็รับข่าวไปเรียบร้อยแล้ว

ผมและเพื่อนๆในวงการฯก็คันๆปากอยากเม้าส์เรื่อง 5 โครงการที่โดนทบทวนเนี้ย 555 แต่บางเรื่องก็ขอให้เลยตามเลยไปจะดีกว่า 🙂

แต่ที่จะชวนคุยวันนี้ก็ที่ไฮไลท์สีแดงๆไว้ 2 ประเด็น

ในปี 2561 ปตท.สผ.จะขุดเจาะหลุมผลิตปิโตรเลียมในแหล่งสิริกิติ์(S1) เพิ่มขึ้นอีก 3 เท่า

จากปีนี้ที่ขุดกัน 60 หลุม ปีหน้าพี่ใหญ่บอกว่าจะ “ขยันซอย” ซอยแบบไม่ยั้ง 555 🙂 จะจิ้มกันให้ได้ 150 – 180 หลุม นั่นแปลว่าอะไรครับ วัสดุ อุปกรณ์ งาน คน จะคูณ 2 หรือ คูณ 3 เลยทีเดียว ผลพวงยาวไปถึงธุรกิจต่อเนื่อง เช่น การให้เช่าที่เก็บของวัสดุอุปกรณ์ workshop,  field office รถขนของ ไล่ไปจนถึงแผงขายข้าวแกง รถเข็นขายส้มตำไก่ย่างหน้าแท่นขุดเจาะ

… ผับ บาร์ ในเมืองพิษณุโลกก็อาจพลอยฟ้าพลอยฝนได้น้ำเลี้ยงเพิ่มขึ้นไปด้วย

ดังนั้นใครที่หวังงานนอกชายฝั่ง อยากลงน้ำ ลงทะเล อาจจะต้องเปลี่ยนแนวมาตัวแห้งๆกันบนบก อาจจะดีก็ได้ อย่างน้อยก็พอมีอะไรทำแก้ขัด

โดยในอนาคตจะไม่เป็นเพียงผู้ดำเนินธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม(E&P) 100% เหมือนในอดีต

ส่วนเรื่องนี้ก็สำหรับใครที่มีลูกมีหลานที่อยู่มัธยม กำลังจะเลือกเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย และ อยากจะร่วมวงไพบูลย์กับพี่ใหญ่สผ. อาจจะเลือกไปทางวิศวกรรมพลังงานด้านอื่นๆที่กำลังมีแนวโน้มมา พี่ช้างพงศธรก็ยังอุบอยู่ว่า “แต่จะมองหาธุรกิจอุตสาหกรรมอื่นๆที่เหมาะจะมาลงทุนด้วย แต่ในขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้” ก็เดาๆไปก็แล้วกัน มันก็มีไม่กี่อย่างหรอก


ที่มา http://www.energynewscenter.com/index.php/news/detail/1027

ปตท.สผ.ทบทวนการลงทุน5โครงการในต่างประเทศ หันมาเน้นลงทุนในไทยและอาเซียน

กรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.สผ.คนใหม่ “พงศธร ทวีสิน” นำปตท.สผ.ปรับตัวรับ Disruptive Technology โดยประกาศทบทวน 5 โครงการลงทุน ในต่างประเทศ ประกอบด้วยโครงการมาเรียนา ออยล์ แซนด์ ในประเทศแคนนาดา ,โครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน ประเทศโมซัมบิก,โครงการแคชเมเปิลในออสเตรเลีย ,โครงการฮัสซีเบอราเกซ ในแอลจีเรีย และโครงการเมียนมาร์ เอ็ม 3 ในประเทศเมียนมา

โดยจะหันมาเน้น การลงทุนในไทยและอาเซียนเป็นหลัก โดยเฉพาะการประมูลแหล่งบงกช เอราวัณ การเปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบใหม่ของรัฐ และ ขยายกำลังการขุดเจาะในแหล่งสิริกิติ์ 3 เท่าในปี 2561 ขณะที่ในอาเซียนมุ่งไปศึกษาการลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเพื่อทำ LNG ทั้งในมาเลเซียและเมียนมา พร้อมศึกษาความเป็นไปได้การลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีอนาคตนอกเหนือจากธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมด้วย

เมื่อวันที่ 21พ.ย.2560 นายพงศธร ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ สำรวจและผลิตปิโตรเลียม บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) ได้เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ภายหลังการปรับโครงสร้างองค์กรภายในใหม่และได้เข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำรวจและผลิตปิโตรเลียม แทนนายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ที่ปัจจุบันนั่งตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร(CEO)

โดยนายพงศธร กล่าวว่า การเข้าบริหารงานใหม่ในครั้งนี้ จะมีการทบทวนการลงทุน 5 โครงการในต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ โครงการมาเรียนา ออยล์ แซนด์ ในประเทศแคนนาดา ,โครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน ประเทศโมซัมบิก,โครงการแคชเมเปิลในออสเตรเลีย ,โครงการฮัสซีเบอราเกซ ในแอลจีเรีย และโครงการเมียนมาร์ เอ็ม 3 ในประเทศเมียนมา

ทั้งนี้เนื่องจากมีหลายปัจจัยอยู่เหนือการควบคุม อีกทั้งราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับต่ำจึงต้องดูความเหมาะสมในการลงทุน อย่างไรก็ตามคาดเรื่องของการทบทวนการลงทุนใน5โครงการดังกล่าวจะเสนอเข้าคณะกรรมการบริษัท(บอร์ด)พิจารณาในเดือนธ.ค. 2560 และ จะมีข้อสรุปภายในไตรมาสแรกของปี 2561

นายพงศธร กล่าวว่า ปตท.สผ.จะหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนในประเทศและในอาเซียนเป็นหลัก โดยในประเทศไทยจะให้ความสำคัญกับการประมูลแหล่งปิโตรเลียมที่จะหมดอายุทั้งแหล่งบงกชและเอราวัณ

ขณะนี้ได้หารือกับพันธมิตรรายเดิมแล้วและพร้อมเข้าไปร่วมประมูล โดยรอให้ภาครัฐออกเงื่อนไขการประมูล(TOR)ให้เกิดความชัดเจนก่อน แต่มั่นใจว่าการเป็นผู้ผลิตในแหล่งบงกชมาตั้งแต่ต้น ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีต่อการเข้าแข่งขันประมูลในครั้งนี้

นอกจากนี้ยังให้ความสนใจในการประมูลแหล่งสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ ที่ภาครัฐจะเปิดหลังจากประมูลแหล่งบงกช เอราวัณไปแล้ว

ส่วนในปี 2561 ปตท.สผ.จะขุดเจาะหลุมผลิตปิโตรเลียมในแหล่งสิริกิติ์(S1) เพิ่มขึ้นอีก 3 เท่า หลังจากปัญหาการใช้พื้นที่ ส.ป.ก.ของภาครัฐได้ให้ความชัดเจนมาแล้ว โดยจะเพิ่มการขุดเจาะเป็น 150-180 หลุม เพิ่มจากปี 2560 ที่เจาะได้ 60 หลุม และทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 2.5 หมื่นบาร์เรลต่อวันแน่นอน

นายพงศธร กล่าวว่า สำหรับการลงทุนในอาเซียนนั้น กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาการลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สำหรับนำมาผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ทั้งในประเทศมาเลเซียและเมียนมา อย่างไรก็ตาม ปตท.สผ.จะใช้เวลา 3 ปี(2560-2562)ในการปรับตัวรับ Disruptive Technology และทิศทางราคาน้ำมันโลกที่ทรงตัวในระดับต่ำประมาณ 50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล โดยในระยะ 3 ปีดังกล่าว ปตท.สผ.จะใช้นโยบายคงเป้าหมายยอดขายปิโตรเลียมไว้เท่าเดิมที่ 3 แสนบาร์เรลต่อวันไปก่อน

ทั้งนี้ ทิศทางพลังงานทดแทนที่โลกให้ความสำคัญ กำลังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้การใช้พลังงานฟอสซิลลดน้อยลง และเป็นช่วงที่เทคโนโลยีกำลังก้าวมามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านทิศทางพลังงานโลก หรือกระแสของ Disruptive Technology ดังนั้น ปตท.สผ.จึงอยู่ในช่วงที่ต้องปรับตัว โดยในอนาคตจะไม่เป็นเพียงผู้ดำเนินธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม(E&P) 100% เหมือนในอดีต แต่จะมองหาธุรกิจอุตสาหกรรมอื่นๆที่เหมาะจะมาลงทุนด้วย แต่ในขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *