เรือสาว เจ๊หน่อย สระสายรุ้ง และ อื่นๆที่เด็กวิศวะลาดกระบังรุ่นใหม่อาจจะไม่เคยรู้

หัวข้อแบบนี้คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะขึ้นบรรทัดแรกว่า “สมัยนั้นนะ” แต่คงไม่ถึงกับ “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว” … 555 …  นึกภาพตามไปนะครับ หาภาพประกอบยากมาก เพราะเข้าคณะไปหลังสุดนี่ หลายๆอย่างก็เปลี่ยนไปจนจำภาพเก่าๆไม่ได้

  1. สมัยนั้นมี 2 ภาควิชาใหญ่ๆ คือ ไฟฟ้ากับเครื่องกล ภาควิชาไฟฟ้าแยกออกเป็น ไฟฟ้ากำลัง อิเลคฯ โทรฯ คอมฯ และ ควบคุม เราเรียน 4 ปี ฝึกงานตอนปี 2 ภาควิชาไฟฟ้ากำลังเป็นภาคเดียวที่ไม่เข้าพวก เพราะภาควิชาอยู่อีกด้านหนึ่งของรางรถไฟ
  2. มีรางรถไฟรางเดียวมาตั้งแต่มักกะสัน แปลว่า รถไฟวิ่งสวนกันไม่ได้ ต้องรอหลีกกันตามสถานีต่างๆ ทำให้การเดินทางโดยรถไฟใช้เวลานานกว่าสมัยนี้ แต่ก็เป็นเวลาโรแมนติกของหลายๆความทรงจำที่ใช้ขบวน และ สถานีรถไฟเป็นฉากของนิยายรักที่ไม่รู้ลืม
  3. เรามีกัน 6 ตึก ตึกหก ตึกโทรฯ ตึกคอมฯ ตึกกิจ ภาคเครื่องกล และ ตึกภาคไฟฟ้ากำลังผู้โดดเดี่ยวไกลผองเพื่อน
  4. ผู้หญิงถือเป็นทรัพยากรที่ขาดแคลนและหวงแหน นักศึกษาทั้งคณะหลักร้อยกลางๆ เป็นผู้หญิงเพียงหลักสิบต้นๆ
  5. ภาควิชาไฟฟ้ากำลัง ได้รับเกียรติจากการไฟฟ้าลาดกระบังให้โทรฯแจ้งทุกครั้งที่จะมีการทดลองเกี่ยวกับไฟฟ้าแรงสูง (ที่เราเรียกสั้นๆว่าทำฟ้าผ่า) เพราะต้องดึงไฟฟ้าจำนวนมหาศาลมาใช้ ทำให้ไฟฟ้าตกทั้งหัวตะเข้ (ที่แต่ก่อนเป็นเพียงชุมชนเล็กๆ)
  6. หน้าที่ในห้องเชียร์ที่ที่อื่นเรียกว่า “ว๊ากเกอร์” เราเรียกว่า “สต๊าฟเชียร์” รับบทโดยพี่ปี 2 โดยประธานเชียร์จะเป็นพี่ปี 3 ส่วนพี่ปีสี่นั้นโดนปลดระวางจากกิจกรรมในคณะ เพราะต้องหมกหมุ่นอยู่กับการเผาโปรเจคให้จบ (วิทยานิพนธ์)
  7. ข้างขวาของตึกคอมฯ (ถ้าหันหน้าเข้าหาตึกคอมฯก็จะคือทางทางซ้ายมือ) เป็นสระดิน และ เคยใช้เป็นสระว่ายน้ำแข่งขันกีฬา 8 เกียร์มาแล้ว น่าจะเป็นเพียงสระดินเพียงสระเดียวที่ใช้ในการแข่งขันกีฬาระดับมหาวิทยาลัย
  8. ด้านหลังตึกหก เป็นแอ่งน้ำใหญ่ๆมีศาลาชมรมพุทธฯยื่นลงไป เป็นแอ่งที่มีจอกขึ้นหนามากๆ กลางคืนดูเผินๆเหมือนสนามหญ้า ดึกๆเมาๆกันมาจากหัวตะเข้ ก็มักจะเดินลงไปราวกับว่ามันเป็นพื้นสนามหญ้า เช้ามาก็จะงงๆตัวเองว่าไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร ที่น่าพิศวงมากคือ ไม่เคยมีใครจำ เราก็จะเมาเดินลงไปกันประจำ
  9. ห้องน้ำหญิงชั้น 5 ของตึกหก หลัง 4 – 5 โมงเย็นจะไม่มีใครเข้า เพราะลือกันว่ามีคนงานผูกคอตายอยู่ในนั้น และมีเสาซีเมนต์ที่มีของเหลวคล้ายๆน้ำมันไหลซึมออกมาในบางค่ำคืน
  10. เราทำ last cheer กันบนดาดฟ้าตึกหกในตอนกลางคืน ค้างคณะโดนนอนรวม เรียงกันเป็นลูกชิ้นปิ้งที่ชั้นหก และ ตามด้วยรับน้องในตอนรุ่งเช้า
  11. สระน้ำหน้าตึกหก ข้างๆตึกโทรฯ ที่เวลาเดินเข้าตึกหกจากสถานีรถไฟสระจะอยู่ซ้ายมือ เราเรียกว่าสระสายรุ้ง เพราะตอนเช้าของวันรุ่งขึ้นจากคืนที่ทำ last cheer ก่อนจะออกวิ่งรอบคณะตอนตี 4 รุ่นพี่จะสั่งให้คนที่ปวดฉี่ไปยืนรอบสระแล้วฉี่ลงสระอย่างพร้อมเพรียงกัน ก่อนออกวิ่งผสมกับกลิ้งไปบนพื้นและกิจกรรมแปลกไปตลอดทางรอบคณะ ภาพที่เห็นก็จะเป็นสายเยี่ยวโค้งๆกว่า 40 – 50 สาย พร้อมๆกัน ดูเผินๆเหมือนประติมากรรมเทพคิวปิดยืนเยี่ยว 50 ตัวรอบสระน้ำ โค้งเป็น curve ราวกับสายรุ้ง … 555
  12. หลังจากวิ่งรอบคณะเสร็จก็จะเป็นการรับน้องใหม่ แม่ กวาง และ หงส์ ก็เรียงรายกันมา ซุ้มแล้วซุ้มเล่า พอตกบ่ายก็เมาเละกันไปเกินครึ่งคณะ กิจกรรมที่โปรดปรานสำหรับรุ่นน้อง (ที่จะได้ล้างแค้นรุ่นพี่) ก็จะเริ่มขึ้น รุ่นน้องก็จะวิ่งไล่จับรุ่นพี่โยนลงสระสายรุ้ง (ที่รุ่นน้องฉี่กันลงไปตอนเช้านั่นแหละ)
  13. ที่มหัศจรรย์ คือ ปลาก็ยังอยู่ดีมีสุขในสระสายรุ้งตลอดมา
  14. รถไฟเที่ยวสุดท้ายคือ 6 โมงเย็น หลังจากนั้น ถ้าไม่สิง(ค้าง)ตามตึกต่างๆ ก็จะต้องเดินไปซอยอ่อนนุช ขึ้นรถเมล์ที่ออกทุกๆครึ่งชม.
  15. มี “เรือสาว” ที่คลองหลังโรงอาหารคณะสถาปัตย์ฯ รับจ้างข้ามคลองจากป้ายรถเมล์ซ.อ่อนนุช (ต้องเดินทะลุสวนป้าเจ้าของเรือมาที่ท่าเรือเล็กๆของแก) ค่าเรือคนล่ะ 1 บาท มาขึ้นที่ข้างๆโรงอาหารคณะสถาปัตย์ฯ ที่เรียกว่าเรือสาว ทั้งๆที่คนเรือเป็นป้า เพราะป้าไม่ได้พาย ป้าใช้เชือกที่โยงระหว่างสองฝั่งคลองสาวเอา เชือกจะจมอยู่ในน้ำห้อยเป็นท้องช้าง แกก็จะเอามือสาวเชือกให้เรือข้ามไปมา ตอนนั้นการจราจรทางน้ำยังไม่มากนัก แต่ตอนหลังๆ เรือไปมาเยอะขึ้น แกเลยใช้ไม้พายแทน แต่เราก็ยังเรียกว่า “เรือสาว” อยู่ดี 555
  16. ลิ้นกับฟัน ก็ต้องมีกระทบกระทั่งกัน เข้าใจผิดกันเป็นเรื่องธรรมดา คณะติดกัน ฉันใดก็ฉันนั้น แต่ครั้งนั้นเข้าใจถูก คือ หนุ่มวิศวะไปหลีสาวถาปัตย์ ทะเลาะกันเล็กๆ เกิดการปิดท่าเรือสาวแบบไม่เป็นทางการ คือ เด็กวิศวะไม่กล้าเดินไปขึ้นเรือสาวที่ข้างโรงอาหารถาปัตย์ ต้องเดินอ้อมออกข้างคณะ เดินเลียบข้างๆคณะอุตสาหกรรมการเกษตร (ไม่รู้ว่าสมัยนี้เรียกว่าคณะอะไร) ข้ามสะพานข้ามคลองไปขึ้นรถที่ซ.อ่อนนุช
  17. เด็กถาปัตย์ฯก็จะไม้กล้ามาขึ้นรถไฟที่สถานีพระจอมเกล้า(ที่อยู่หน้าคณะวิศวะ)อยู่พักหนึ่งเช่นกัน … เจ๊ากัน …
  18. นอกจากทางน้ำที่เราไปมีเรื่องกับเจ้าถิ่นแล้ว ทางบกก็ไม่น้อยหน้า ครั้งนึงด้วยเหตุเข้าใจผิด(หรือถูก)ที่ไม่ทราบแน่นอน พวกเราถูกกีดกันทางอ้อม ไม่ให้ไปใช้สถานีหัวตะเข้ซึ่งอยู่ในเขตคณะอุตสาหกรรมการเกษตร แต่นั้นก็ไม่ทำให้เราลำบากมากนัก เพราะเรามีสถานี รถไฟเล็กๆเป็นของเราเองที่หน้าคณะ ชื่อ สถานีพระจอมเกล้า จริงๆแล้วเรียกว่าป้ายรถไฟจะเหมาะกว่าเพราะสมัยนั้นเป็นเพียงชานชลายกสูงและไม่มีหลังคา ถ้าฝนตกต้องวิ่งจากตึกโทรฯไปขึ้นรถไฟ
  19. คณะวิทยาศาสตร์เป็นคณะที่น่ารักที่สุด ไม่มีอะไรกับใคร ไม่เปรี้ยว หวานตลอด และทุกคณะต้องพึ่งคณะนี้ ต้องไปเรียนที่คณะนี้ ในวิชาการทดลอง (lab) วิชาวิทยาศาสตร์ตอนเรียนปีหนึ่ง และที่สำคัญ คณะนี้มีผู้หญิงสวยๆเพียบ
  20. ถ้าเดินออกข้างคณะฯ เลียบคณะอุตสาหกรรมการเกษตร ข้ามสะพานไปขึ้นรถที่ซ.อ่อนนุช ข้ามสะพานข้ามคลองแล้วจะเจอโรงงาน FBT เลยโรงงานไปนิด ทางขวามือจะมีร้านตามสั่งชื่อเสียงระดับตำนาน ชื่อร้านเจ๊หน่อย ที่เราก็ไม่รู้ว่าคนไหนคือเจ๊หน่อย ที่เป็นตำนานเพราะเป็นร้านอาหารตามสั่งร้านเดียวที่ใกล้คณะที่สุด วันที่มีเงินเต็มกระเป๋า (ซึ่งมักคือต้นเดือน) เรามักจะไปสั่งนั่งทานกัน คิวยาวมากกกกกกกก เป็นร้านที่มีเมนูก็เหมือนไม่มี เพราะพวกเราขี้เกียจรอ เรามักจะเดินเข้าไปในครัวแล้วถามเจ๊ (ไม่รู้ว่าชื่อหน่อยหรือไม่) ว่าจานต่อไปจะทำอะไร แล้วสั่งพ่วงไปเลย เป็นมื้อที่ลุ้นกันทุกครั้งว่าไปร้านนี้แล้วจะได้กินอะไร
  21. แต่ที่คือตำนานจริงๆคือตู้ไอติม หน้าร้านเจ๊หน่อยมีตู้ไอติมตักรสชาติธรรมดาๆมากๆ แต่พวกเรามักจะเดินไปสั่งกัน เรามักไม่รวมกันสั่ง แต่เราจะเดินไปสั่งทีล่ะลูก เลือกรสที่อยู่ลึกๆลงไปในตู้ แล้วไปยืนดูเด็กเจ๊หน่อยตัก เพราะเธอเป็นเด็กสาวคัพซีที่ใส่เสื้อคอกว้างมากกกกก 🙂
  22. วันที่เงินพร่องกระเป๋า ตีสามตีสี่เราจะปั่นจักรยานไปพึ่งข้าวต้มร้อยบาท ขนมถังแตกชิ้นล่ะบาท กล้วยหวีล่ะ 5 บาท ที่ตลาดหัวตะเข้ ที่เรียกว่าข้าวต้ม 100 บาท เพราะไปกันกี่คนๆ ลุงแกก็ทำทีเป็นคิดๆ แล้วบอกว่า ร้อบบาททุกที
  23. ตู้โทรศัพท์สาธารณะข้างสนามบาสหน้าตึกกิจกรรม ไม่เคยได้ตังค์เด็กวิศวะเลย เพราะเรามีสารพัดวิธีที่โทรฯฟรีได้ จนองค์การโทรศัพท์ต้องมายกตู้ไปในที่สุด
  24. เราเรียกพนักงานตรวจตั๋วบนรถไฟว่า “กิ๊บๆ” เพราะเสียงเครื่องตัดคลิปตั๋ว(ที่ทำด้วยเหล็ก)ที่พี่แกจะขยับอยู่ตลอด ไม่ว่าจะมีตั๋วให้คลิปตัดหรือไม่ ไม่รู้พี่แกจะขยับไปทำไม
  25. ยุงใต้ตึกคอมฯ เป็นสปีชี่ที่น่าเอาไปศึกษาทดลองเป็นอาวุธชีวภาพ เพราะดุและปากแหลมคมมาก แทงทะลุผ้าได้ทุกชนิด และ ที่สำคัญสามารถทนยาไล่ยุงได้ทุกยี่ห้อ พวกมันยอมอยู่อย่างเดียวคือ พัดลม (แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเราต้องดิ้นรนกันไปอ่านหนังสือดึกๆใต้ตึกคอมฯ ทั้งๆที่ ที่อื่นมีให้นั่งอ่านนอนอ่านตั้งมากมายที่ไม่มีเจ้ายุงสปีชี่นี้)
  26. ตำนานคณะกล่าวว่า ใครปีนเสาโทรฯจะติดโปรฯ พวกเรารวมถึงตัวผมพิสูจน์แล้วว่าไม่จริง ธงชาติบนยอดเสา พวกเราปีนขึ้นไปช่วยกันเปลี่ยนมาแล้ว
  27. ตึกกิจกรรม เป็นที่อยู่อย่างเป็นทางการของชุมนุมต่างๆ และเป็นที่อยู่อาศัยหลับนอนอย่างไม่เป็นทางการของสมาชิกและที่ไม่ใช่สมาชิกของชุมนุมฯ
  28. มีอยู่ 1 ห้องบนตึกกิจฯที่ไม่ใช่ชุมนุมอะไรเลย แต่มีอภิสิทธิ์เหนือทุกชุมนุม ห้องนั้นชื่ว่า ห้องเลดี้ เป็นห้องสำหรับสาวๆทุกชั้นปี เป็นห้องที่ผู้ชายห้ามเข้า อาจจะเป็นห้องเดียวในคณะที่พวกเราไม่เคยรู้ว่าข้างในมีอะไรเป็นอย่างไร พวกเราจะเห็นก็แต่ที่ระเบียงหลังห้องมีชุดชั้นในตากอยู่ ก็ได้แต่เดา (แถมความเห็นประกอบอย่างเมามันส์) ว่าไซด์ไหนลายไหนของใคร
  29. ห้องเรียนแบบ slope ที่ตึกกิจ เป็นห้องที่มีประตูหลัง เป็นห้องเรียนเดียวในคณะที่เวลาเราสิงที่ชุมนุมแล้วตื่นสายเพราะเมา เอ๊ย อ่านหนังสือดึกในคืนก่อนหน้านั้น แล้ว เรานุ่งผ้าขาวม้า สวมเสื้อยืด (แอบเนียน) เดินเข้าไปเรียนจากประตูหลังได้ เวลาอาจารย์ (ก็รุ่นพี่เรานั่นแหละ) มองมาจากหน้าห้อง ก็เห็นแต่ “ท่อนบน” โผล่เหนือโต๊ะขึ้นมา ส่วนขันน้ำแปลงสีฟัน ยาสีฟัน เราก็เอาใส่ใต้โต๊ะเอาไว้ พูดง่ายๆคือ ตื่น ล้างหน้าแปรงฟันเดินจากห้องน้ำแล้วเข้าหลังห้องเรียนว่างั้นเถอะ
  30. ที่นี่เป็นที่แรกในประเทศไทยที่ดักจับสัญญานดาวเทียมถ่ายถอดสดฟุตบอลโลกปี 1986 (ปีที่เกิดเหตุการณ์หัตถ์พระเจ้าของดิเอโก มาราโดน่า อันลือลั่น) ในขณะที่ไม่มีฟรีทีวีในตอนนั้นถ่ายถอดสดเลย ใช้เทคโนโลยีที่นักศึกษาทำกันเอง ถ่ายถอดสดกันกลางดึกบนดาดฟ้าตึก 6 ด้วยโทรทัศน์ 14 นิ้ว ผมคนนึงล่ะ มาค้างคณะอดนอนดูกับเข้าด้วย ภาพไม่ชัดนัก พื้นสนามหญ้าที่ควรจะสีเขียวก็เป็นสีฟ้า เหมือนเตะบอลกันในทะเล

หลายคนมีประสบการณ์และความทรงจำกับที่แห่งนี้แตกต่างกันไป บางคนใช้ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตในที่แห่งนี้อย่างดูดดื่ม แนบแน่น มีความหมาย และ ผูกพัน บางคนใช้ที่นี่เป็นแค่ทางผ่านเพื่อให้ได้กระดาษแผ่นหนึ่ง แล้วก้าวต่อไป สำหรับบางคน ที่นี่เป็นทุกอย่าง กับบางคนที่นี่เป็นแค่เพียงบางอย่าง

แต่ไม่ว่าที่แห่งนี้จะเป็นอะไรอย่างไรสำหรับใคร แต่ที่แห่งนี้เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่สร้างที่ทำให้ผมมีวันนี้ สร้างให้ผมเป็นวิศวกรไทยคนหนึ่งที่สามารถยืนหยัดแสดงความสามารถทางวิศวกรรมทั้งทางทฤษฎีและลุยหน้างานได้ทัดเทียมกับวิศวกรไม่ว่าจะจากชาติไหนในโลก …

สุดสวย ดอกไม้งามไสว

รวมน้ำใจ เราชาวโทรฯเข้าไว้ …

เป็นน้ำหนึ่งอันเดียวด้วยกัน

ผูกสัมพันธ์เราพี่น้อง ….

… เมื่อถึงยามเหมันต์ฤดู

เจ้าพร่างพรูดอกไสวฉับพลัน

… เหมือนพวกเราชาวโทรด้วยกัน

ผูกสัมพันธ์เราพี่น้อง

… ไม่มีคลายไป ศูนย์รวมจิตใจเรา

คือเจ้า ชงโค … แสนงาม …..

(ขอบคุณทุกภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ท)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *