ทัศนะ KPI ในสมองกลวงๆของผม

แล้วนาฬิกาก็พาเรามาถึงฤดูการทำกะปิ (KPI) ปลายปีกันอีกรอบ พร้อมกับรอยย่นบนหางตาที่เพิ่มขึ้น บางคนก็ได้รับสิทธิ์ที่จะใช้คำว่า “อาวุโส” หรือ “Senior” ที่แปลว่า แก่ (และเก่ง) นำหน้าชื่อตำแหน่งในนามบัตรในปลายปีนี้ ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม 🙂

ถึงฤดูหมักกะปิทีไร ผมก็อดที่จะคิดขวางโลกในแบบของผมไม่ได้ คิดอย่างเดียว คิดคนเดียว ก็ไม่มันส์ ไม่สนุก ไม่โดนด่า เลยขอคิดดังๆ 555

KPI คือ อะไร …

สำหรับคนทำงานแล้วคงไม่ต้องอธิบายกันมาก แต่แฟนๆที่ยังเรียนอยู่อาจจะไม่เข้าใจหรือไม่ get มุก ก็ขอให้กูเกิลคำว่า KPI Key Performance Index ดูนะครับ ผมจะไม่อธิบายล่ะว่า คืออะไร กำเนิดมาอย่างไร มีข้อควร ไม่ควร ข้อดี ข้อด้อย อะไร อย่างไร เพราะมีพูดถึงกันเยอะแล้วในโลกไซเบอร์และตำหรับตำราต่างๆ สรุปง่ายๆสำหรับน้องๆนักเรียนนักศึกษา KPI หรือ กะปิ ในการเรียนของน้องๆก็คือ “เกรด” นั่นแหละครับ

มีใครก็ไม่รู้พูดไว้ว่า สังคมชื่นชมกับ “ความพยายาม” … แต่ให้รางวัลตอบแทนกับ “ความสำเร็จ”

เป็นความจริงที่แสนเจ็บปวด เพราะทุกคนก็ทราบดีว่า ความพยายาม ไม่ได้เป็นปัจจัยทำให้เกิดความสำเร็จเสมอไป มีปัจจัยอื่นประกอบอีกมากมายจึงจะสำเร็จ ความพยายามเป็นแค่ปัจจัยเดียว

คำพูดให้กำลังใจที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” จึงถูกผมแผลงเป็น “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามอยู่ที่นั่น” เหมือนชาวธรรมชอบบอกว่า “ทำดีได้ความดี” ไม่ใช่ “ทำดีได้ดี” เพราะใครๆก็รู้ว่าทำดีบางครั้งก็ไม่ได้ดี แต่ที่แน่ๆคือ ได้ความดี ความพยายาม (และความรัก) ก็เช่นกัน

แล้วเกี่ยวอะไรกับกะปิที่ผมจะชวนคิด

ก็เกี่ยวตรงที่กะปิเนี้ยวัดที่ “ผล” หรือ ที่เรียกว่า “end” ไม่ได้วัดที่ “วิธีที่ให้ได้ผลมา” หรือ ที่เรียกว่า “mean” เหตุผลหนึ่งที่ผมพอจะนึกออกก็อาจจะเป็นเพราะว่า การวัด “วิธีที่ให้ได้ผลมา” คงวัดกันยาก เอาว่าแค่ไม่ผิดกฏหมายบ้านเมือง กฏบริษัทฯ ธรรมมาภิบาลการทำธุรกิจที่ดี (Good business practice /conduct/ ethic) และ ไม่ผิดศีลธรรมอันดีและความสงบเรียบบร้อยของบ้านเมือง ก็ถือว่าผ่าน

พวกเราคงได้เผชิญกับกะปิสารพัดรูปแบบที่มึนตึ๊บกันทั้งคนทำและคนรับมาทำ รวมไปถึงการ miss use หรือ abuse เจ้ากะปิ

พูดง่ายๆคือ ใช้ผิดวัตุประสงค์ ใช้เป็นเครื่องมือในการห่ำหันกัน สะกัดดาวรุ่ง รวมไปถึงการใช้แบบไม่ดูตาม้าตาเรือ ใช้แบบโลกสวย ใช้แบบทื่อๆแบบศรีธนชัย หรือ ใช้ในการลดค่าใช้จ่ายแบบโง่ๆ ฯลฯ

เกริ่นมายาวเว่อร์นี่ก็จะชวนคุยกันแค่ 2 เรื่องนี่แหละ 555

กะปิ กับ การทำงานร่วมกัน (KPI vs. Teamwork)

คงไม่ปฏิเสธนะครับว่าทุกบ.เราต้องทำงานกันเป็นทีม ไม่ต้องอธิบายกันมากเรื่องนี้ ดังนั้นสิ่งที่ตามคือ กะปิของตัวเอง (individual KPI) กะปิร่วมแบ่งปัน (Shared KPI) อาจจะแบ่งปันระหว่างคน หรือ ระหว่างแผนก กับ กะปิของทีม (Team KPI)

มันจะยุ่งขิงทิงนองนอยก็อีตรงนี้แหละ ในทฤษฎีตามตำราแล้วกะปิเนี้ยต้องเป็นอะไรที่คนๆนั้นควบคุม(ผลงานปลายทาง)ได้เกือบ 100% ไม่งั้นก็ไม่ยุติธรรม จริงไหมครับ มันเลยไปขัดกันเล็กๆกับ กะปิร่วมแบ่งปัน กับ กะปิของทีม ซึ่งจะเกิดประกฏการณ์ กินแรง หรือ การให้ความสำคัญที่ไม่เท่ากันของผู้ที่ร่วมรับกะปิกับเรา

เช่น แบ่ง KPI กัน ฉันกับเธอคนล่ะครึ่ง ในผลงานข้อ ก. แต่ผลงานข้อ ก. ของฉันมีน้ำหนัก ตั้ง 30% ของกะปิรวมของฉัน แต่ผลงานข้อ ก. ของเธอมีน้ำหนักแค่ 5% ของกะปิรวมของเธอ แบบนี้ฉันกับเธอก็คงทำงานกันยาก เพราะเธอคงไม่ให้เวลาและความตั้งใจมาทำ ก. กับฉันเท่าไร

ทางออกทางเดียวคือต้องพึ่งท่านหัวหน้าฉันกับท่านหัวหน้าเธอให้นั่งลงคุยกันหน่อย ไม่งั้นลูกน้องจะเดือดร้อน และ ปลายปีจะมานั่งตั้งคำถามว่าทำไม กะปิ ก. จึงไม่สำเร็จ หรือ สำเร็จไปได้น้อยนัก

แต่ถ้าแฟนๆเว็บผมเป็นหัวหน้าคนแล้วล่ะก็ ฝากให้ดูแลลูกน้องในเรื่องนี้ด้วย

ควรมีกะปิคนล่ะกี่อ่าง เอ๊ย กี่ข้อ กี่อย่าง ดี

ผมคิดของผมเอง ไม่มีทฤษฎีอะไรสนับสนุนนะครับ ผมก็ไม่ได้จบ HR ออกๆจะเป็น คู่กัด คู่รัก คู่หั่นหำ เอ๊ย คู่ห่ำหั่น กันด้วยซ้ำ ผมคิดของผมแบบนี้ว่า ไม่ควรมีเยอะ เกิน 5 อ่าง เอ๊ย 5 ข้อ

สมองคนเราเนี้ย แต่อ้อนแต่ออกที่เราลงจากต้นไม้สู่การใช้ชีวิตล่าสัตว์ปลูกพื้นทุ่งราบนั่นน่ะ สมองเราทำงานพร้อมกัน หรือ จำ และ เรียงลำดับอะไรไม่ได้เกิน 5 หรอกครับ เพราะอะไร ก็ลองยกมือของเราขึ้นมาซิครับ มี 5 นิ้วเอง เห็นไหม

โดยธรรมชาติสมองคนเราคุ้นกับเลข 4 ตัวคือ 2, 3, 5 กับ 10

2 คืออะไรครับ ง่ายๆเลย คือ กลางวัน กับ กลางคืน / สว่าง มืด / ขาว ดำ สมองเราถูกโปรแกรมด้วยเลข 2 มาโดยที่เราไม่รู้ตัวครับ อันนำมาซึ่งการตัดสินอะไรแบบสุดขั้วเมื่อสมองเราพัฒนามาถึงยุค 4.0 หรือ ยุคไอโฟน 8

งั้น 3 คือ อะไร ก็ สูง กลาง ต่ำ นั่นแหละครับ มีเที่ยงวัน ตอนแดดเปรี้ยง มีเที่ยงคืน ตอนมืดสนิท มันก็ย่อมมีช่วงก่ำกึ่งๆ ช่วงเวลากลางๆ เทาๆ สมองเราจึงรับรู้ส่วนนี้มาพร้อมๆกับความสว่าง ความมืด

ดังนั้นถ้าให้เราตัดเกรด ตัดสินอะไร แบบขาวดำ เรามักจะทำได้ไม่ยาก เราจึงมักชอบข้อสอบแบบ True (T) False (F) แบบ กาถูกกาผิด สวยไม่สวย หล่อไม่หล่อ สมองเราสามารถจัดเรียงลำดับความสำคัญได้ไม่ยากในสเกล (scale) 0 – 1

แต่ถ้าให้เราเลือกจัดอันดับของ 3 อย่าง สมองชักจะทำงานหนักขึ้น แต่ก็ไม่ยากถ้าจะให้เรียงความหล่อของหนุ่ม 3 คนที่อยู่ตรงหน้า

ส่วนเลข 5 นั้นก็อย่างที่บอกไปแล้วว่า นิ้วมือเราก็มีแค่ 5 นิ้ว เรียงตามลำดับมาให้เสร็จว่าใครเป็นพี่ใหญ่ น้องรอง น้องสาม คุณชายสี่ และ น้องน้อยคนสุดท้อง ดังนั้น การจัดเรียงลำดับของ 5 อย่าง หรือ การจะบอกว่า ของ 1 อย่างนี้ ควรอยู่ในลำดับใดใน 5 อันดับ ทำให้สมองเราออกแรงมากขึ้นไปอีกหน่อย แต่ก็ยังสามารถ

ส่วน 10 ก็มาจากนิ้วมือเรา 2 มือรวมกันนี่แหละครับ ทำให้คนเรานับเลขได้สูงสุดตามธรรมชาติโดย(ไม่มีการทด)ได้แค่ 10 ซึ่งในเวลาต่อมาเป็นพื้นฐานของระบบเลขฐานที่เราใช้มาจนถึงปัจจุบัน คือ ระบบเลขฐานสิบ

แต่การจะให้คะแนนของ 1 อย่างใน สเกล 1 – 10 หรือ เรียงลำดับของ 10 อย่าง จึงเป็นเรื่องที่สาหัสกับธรรมชาติของสมองไปนิด

ซึ่งก็โยงมาถึงระบบการทำกะปิของเราที่ส่วนตั๊วส่วนตัวของผมแล้ว เห็นว่า 5 ข้อ หรือ 5 อย่าง น่าจะเป็นอะไรที่สุดๆแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่ามาแล้ว และ ถ้าถ่วงน้ำหนักความสำคัญให้เท่าๆกัน ก็หมายถึง 1/5 หรือ 20% หรือ ถ้าถ่วงให้ไม่เท่ากัน ตัวน้อยสุดอาจจะสัก 8 – 10 % ตัวมากสุดอาจจะสัก 30 – 35% ซึ่งก็พอดูได้ สูสี

ผมเคยทำงานอยู่กับบริษัทฯหนึ่ง ไม่บอกว่าบ.อะไร มีกะปิให้ 15 – 20 หัวข้อ ทุกปี มีทั้งระดับบ. ระดับแผนก ระดับบุคคล กะปิร่วมด้วยช่วยกันระหว่างแผนก กะปิทักษะทางเทคนิด กะปิทักษะที่ไม่ใช่เทคนิค กะปิทางการเงิน กะปิทางการปฏิบัติงาน และ กะปิการพัฒนาตัวเอง ฯลฯ

ถ้าหารเฉลี่ยเท่าๆกันกะปินึงก็ให้ความสำคัญแบบถ่วงน้ำหนัก (weight) ราวๆ 5 – 6.7 % ปาเข้าไป 15 – 20 กะปิ เหมือนเบี้ยหัวแตกเลยครับ เป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้กะปิแบบ …………. (เติมคำในช่องว่างเอาเองครับ 555)

ถ้าใครที่เป็นหัวหน้าส่วนงานผ่านมาอ่านเจอก็ช่วยๆปรับปรุงดูแลน้องๆในแผนกด้วยนะครับ แต่ก็นะ ผมก็เข้าใจครับว่า หัวหน้าก็โดนกะปิมาจากหัวหน้าของหัวหน้าอีกที  และ ก็มาจากหัวหน้าของหัวหน้าของหัวหน้าอีกที และ โดยมากก็เป็นโครงสร้างกะปิที่ต้องมี ถูกกำหนดมาโดย HR ครอบมาอีกทีว่าจะต้องมีกะปิในกี่มิติ (ซึ่งก็มักจะโลภ เอามันทุกมิติ)

คือจะบอกว่า บางทีก็ต้องเข้าใจและเห็นใจหัวหน้าเรา (ในฐานะที่ผมก็เคยเป็นหัวหน้ากับเขา) เหมือนกัน เพราะ หัวหน้าก็ใช่ว่าจะเสกกะปิอะไรอย่างไร กี่ข้อก็ได้ตามใจ มันมีกรอบ ของกรอบ ของกรอบ เป็นวงจารอุบาทว์ ครอบมาเป็นชั้นๆอีกที

สรุปว่า ถ้ามีโอกาส อยู่ในฐานะในองค์กร และ ความสามารถที่จะแก้ไขได้ ก็อยากให้แก้ไข ดูแลกัน แต่ถ้าอยู่ในวงจรอุบาทว์ที่ว่า และ ทำอะไรได้ไม่มาก ก็พยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราทำได้ทั้งในฐานะหัวหน้า และ ในฐานะลูกน้อง แล้วปล่อยว่าง

เพื่อที่เราจะได้ทำงานอย่างมีความสุข ทำชีวิตในสมดุล การงาน ไม่ได้เป็นทั้งหมดของชีวิต เรายังมีชีวิต และ ความสุขส่วนตัว ครอบครัว ที่เรารักห่วงใยดูแล และ คนที่รักห่วงใยดูแลเรา

Work – Life balance ครับ …

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *