Group Activity

สัมภาษณ์ HR – group dynamic – Schlumberger ราวต้น ต.ค. 2012

แล้ววันหนึ่งไม่นานมานี้ (21กันยายน 2555 6 เดือนหลังจากที่ส่งใบสมัครไป จนลืมไปแล้วด้วยว่าสมัครครับ) ก็ได้รับโทรศัพท์จากชลัมเบอร์เจ ถามผมมาว่าผมยังหางานอยู่หรือเปล่า (ตอนแรกผมได้ยินชื่อบริษัทไม่ชัด ได้ยินแต่โอเวอร์ซีๆ อะไรซักอย่าง) ผมก็ตอบไปทันทีว่าได้แล้วครับ

เขาก็สอบถามนิดหน่อยเพื่อเก็บเป็นข้อมูลแล้วก็วางสายไป ตอนนั้นเป็นเวลา 19.48นาที จำได้แม่นมาก เพราะว่าหลังจากที่วางโทรศัพท์ก็ได้ทำการโทรกลับไปทันทีเพราะอยากรู้ว่าบริษัทอะไรที่เพิ่งโทรมา ก็ทราบว่าเป็นชลัมเบอร์เจ “โอเวอร์ซี” แต่ว่ามันก็สายไปเสียแล้วเพราะว่าไม่มีโอเปอร์เรเตอร์ทำงานแล้ว แล้วเบอร์ต่อผมก็ไม่มี แล้วก็เป็นวันศุกร์ด้วย เลยรอไปจนถึงวันจันทร์ครับ ช่วงเสาร์อาทิตย์ก็ได้มีการหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัทนี้จากทางเวบไซต์และเพื่อนๆ ก็ได้ทราบว่าเป็นบริษัทที่เทรนคนดีมาก งานหนักมาก ซึ่งถ้าจะลองทำงานสายนี้จริงๆก็เป็นที่ที่ดีมากในการเริ่มต้น

เช้าตรู่วันจันทร์ผมก็โทรกลับไปแต่ว่าโอเปอร์เรเตอร์บอกว่าไม่มีทีมที่ดูแลเกี่ยวกับการจัดหาคนอยู่เลยเพราะว่าบินไปสงขลากันหมด จะกลับมาก็อาทิตย์หน้า และให้โทรกลับมาใหม่วันจันทร์ ช่วงหนึ่งอาทิตย์นั้นเป็นหนึ่งอาทิตย์ที่รู้สึกว่าตัดสินใจผิดไปหรือเปล่าเนี่ย ผมทำอะไรลงไปเนี่ย โอกาสมาแล้วทำไมถึงทิ้งไปเฉยๆ ในที่สุดก็บอกกับตัวเองว่าจะพยายามทุกอย่างเพื่อที่จะขอกลับเข้าไปสัมภาษณ์ให้ได้

วันจันทร์ถัดมา (3 ตุลาคม 2555) ผมโทรไปประมาณบ่ายสองโมง ขอติดต่อกับฝ่ายจัดหาคน ก็ได้คุยกับพี่คนนึง (ไม่ทราบชื่อ แต่เสียงหวานมาก) เขาก็ถามถึงเหตุผลว่าทำไมอยากกลับมาสมัคร แล้วงานที่ทำอยู่ไม่ดีเหรอ แล้วก็ให้เรารอสายประมาณ 5นาที พอกลับมาก็สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ 5 นาทีเป็นภาษาอังกฤษ พูดไปได้แค่ 3 นาทีเขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะโทรกลับไปภายในสิบนาที เวลาผ่านไปประมาณสิบนาทีอย่างว่า ก็โทรกลับมาว่าให้ไปสัมภาษณ์ที่ตึกรสาชั้น 17 ในวันพุธ เวลา 8.30 ในตำแหน่ง Field Engineer (5 ตุลาคม 2555) ซึ่งก็ดีใจมาก ก็พยายามเตรียมตัวเต็มที่ ด้วยเวลาที่มี

วันที่ไปสัมภาษณ์ก็ไปถึงตั้งแต่หกโมงครื่ง ด้วยความจำเป็นที่จะต้องออกเร็วเพราะว่ารถจะติดมากและไม่อยากไปสาย ก็รอไปจนประมาณ 8.15 ก็ขึ้นไปก็เห็นมีคนมารอสัมภาษณ์แล้วหนึ่งคนครับ ผมก็มาลงชื่อแลกบัตรแล้วก็นั่งรอ ซักพักก็มีคนมาเรียกคนแรกเข้าไป ผ่านไปประมาณยี่สิบนาทีก็เดินออกมา ผมก็เริ่มตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น รอไปอีกประมาณ ครึ่งชั่วโมงก็ถูกเรียกเข้าไปครับ เจอกับพี่ warattaya (ไม่ทราบว่าชื่อเขียนถูกมั้ยแล้วก็ชื่อไทยเขียนยังไง) เป็นพี่ที่สวยเลยทีเดียว พี่เขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เชิญนั่งแล้วถามเป็นภาษาอังกฤษหมดเลยครับ เริ่มที่ให้เล่าประวัติส่วนตัว ประวัติการทำงาน ประวัติการเรียน เรียนอะไรมา ทำไมถึงตัดสินใจออกจากงานไปเรียน ทำไมถึงเรียนสาขานี้ สมัครงานที่ไหนมาบ้าง ใครเป็นคนจ่ายค่าเรียนที่ต่างประเทศให้ แล้วหลังจากเรียนจบทำอะไรต่อที่อเมริกา ทำไมไม่กลับมาเลย รออะไรอยู่ พ่อแม่ทำงานอะไร มีพี่น้องมั้ย หลังจากที่ผมบอกว่าผมเป็นลูกคนเดียว พี่เขาก็อุทานออกมาว่านี่น่าจะเป็นปัญหาแล้วหละ ซึ่งผมก็เข้าใจในมุมมองของพี่เขาเพราะว่า งานนี้จำเป็นที่จะต้องทุ่มเทให้กับงานมากๆ ซึ่งโดยลักษณะทั่วไปของลูกคนเดียวนั้นมักจะถูกเอาใจแต่เด็ก ผมก็ได้อธิบายพร้อมกับเหตุผลสนับสนุนไปก็ผ่านมาได้ มาต่อที่คำถามนะครับ ทำงานหนักได้มั้ย เคยทำงานหนักที่สุดตอนไหนเล่าให้ฟังหน่อย รับความกดดันได้มั้ย รับกับมันยังไง ถ้าต้องจากบ้านไปนานๆจะเป็นอะไรมั้ย ต้องนอนกลางดินกินกลางทรายทำได้มั้ย สิ่งที่ภูมิใจที่สุดเกี่ยวกับงานที่ทำคืออะไร รู้จักบริษัทนี้ได้อย่างไร มีคนรู้จักอยู่ในบริษัทหรือเปล่า สุดท้ายเขาก็บอกว่าถ้าคุณผ่าน ย้ำว่าถ้าคุณผ่านรอบนี้ซึ่งยังมีอีกหลายรอบ คุณจะได้รับโทรศัพท์จากเราเพื่อนัดมาทำ group dynamic ซึ่งจะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้ (6 ตุลาคม 2555) แล้วก็เปิดให้ถามคำถามได้ ผมก็ถามไปเยอะมาก เยอะจริงๆ เพราะว่าไม่มีประสบการณ์ในธุรกิจด้านนี้มาก่อน แต่มีความอยากที่จะรู้และได้ศึกษามาบ้างเท่านั้น (ตอนนั้นยังไม่ได้เข้าไปอ่านในเวบของพี่เลยครับ) รวมเวลาคุยค่อนข้างนานครับ (1 ชั่วโมงนิดๆ) เมื่อเทียบกับคนแรก และเย็นวันเดียวกันนั้นก็ได้รับโทรศัพท์และอีเมลล์แจ้งรายละเอียดว่าให้ไปทำ group dynamic ในวันรุ่งขึ้น โดยให้เตรียมตัวไปดังนี้ “พรีเซนต์เทชั่น 3 นาทีโดยจะต้องบอกประวัติ จุดอ่อนจุดแข็ง อย่างละสามข้อ และสาเหตุว่าทำไมถึงอยากจะเป็น Field engineer ของชลัม” พร้อมกับรายละเอียดของงานว่ากี่โมงจะต้องทำอะไร

คืนนั้นเป็นคืนที่ผมได้มารู้จักกับบล็อกของพี่นกเนี่ยแหละครับ อ่านทั้งคืนเลยทีเดียว เตรียมตัวเยอะไปหมด ยิ่งมาเจอพวกคำถาม เก่งจริงอย่าแพ้ ม.4 นั่น ยิ่งเครียดเลยครับตอบได้บ้างไม่ได้บ้างแต่ก็พยายามหาคำตอบ พร้อมเหตุผลด้วย เตรียมจนดึกแล้วก็หลับไปพร้อมกับสคริปที่เตรียมไว้

เช้าวันรุ่งขึ้นไปถึง6.30 เช่นเคย ก็นั่งรอจน7.45ก็ขึ้นไปที่บริษัท ก็พบว่าคนยืนกันอยู่แล้ว 4-5คน แต่คิดว่าเดี๋ยวต้องมีมาอีกแน่ๆเพราะว่าที่อ่านจากบล็อกของพี่นกนี่แต่ละรอบไม่ต่ำกว่า25คนทั้งนั้นเลย ถึงเวลาเข้าห้องเย็นก็พบว่ารอบนี้มี 10คนเท่านั้น ทุกคนแปะป้ายชื่อที่กลางลำตัวด้วยกระดาษ A4 ทั้งด้านหน้าและหลัง พี่ warattaya ก็เข้ามาเริ่มโดยการเล่าประวัติของพี่เขาเองพร้อมทั้งประวัติของบริษัทด้วย ดูไปผมก็จดไปด้วยเพราะถือว่าเอาไว้เป็นความรู้อ้างอิงได้ในอนาคต พี่เขาพรีเซนต์ได้สนุกมากครับ น่าสนใจทุกตอนเลย มาถึงตรงนี้ยิ่งตอกย้ำความมั่นใจว่าเราอยากทำงานในตำแหน่งนี้จริงๆ และแล้วก็มาถึงเวลาที่ทุกคนจะต้องออกไปพรีเซนต์หน้าห้อง ก็ไล่ไปเรื่อยๆที่ละคน ทุกคนก็มีสไตล์เป็นของตัวเอง พูดภาษาอังกฤษได้ดีทุกคน บางจนดีซะจนผมนึกว่าเป็นฝรั่ง อ่อลืมบอกไปว่ารอบผมมีคนอินเดียแต่ว่าเป็นคนไทยถือพาสปอร์ตไทย แต่ว่าพูดไทยได้นิดหน่อยมาด้วย เพราะฉะนั้นเรื่องภาษาเขากินขาดเลยครับ บวกกับประสบการณ์การทำงานในด้านนี้มาแล้วก็ถือว่าเก่งมากเลยทีเดียว ทุกคนจบมาจากมหาวิทยาลัยดังๆจากเทกซัสบ้าง ฮูสตันบ้าง สกอตแลนด์บ้าง ที่สำคัญส่วนใหญ่จบทางด้านปิโตรเคมีทั้งนั้นเลยครับ ก็แอบรู้สึกนิดๆเหมือนกันว่าเราจะเสียเปรียบกว่าคนอื่นเขาหน่อย

ถึงคิวที่ผมต้องออกไปบ้างแล้ว ยอมรับว่าตื่นเต้นพอสมควรครับ ที่ซ้อมมามันหายไปหมดเลยจริงๆครับเลยต้องพูดกันสดๆ แต่ก็เรียกเสียงหัวเราะของทุกคนมาได้ ก็โล่งใจไปเปราะนึงครับ

ในที่สุดก็มาถึงรอบของกิจกรรมกลุ่มครับ รอบของผมถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มละ 5 คน กลุ่มผมมีชาย2หญิง3 อีกกลุ่มเป็นชาย3หญิง2 ซึ่งดูแล้วจะเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างเก่งกว่า (ดูจากหน่วยก้านและความมั่นใจตอนพรีเซนต์) คำสั่งของกิจกรรมในครั้งนี้คือให้สร้างตึกสูง 1.1เมตร โดยที่จะต้องรับน้ำหนักของดินน้ำมันห้าก้อนได้ โดยที่ตำแหน่งของดินน้ำมันจะต้องสูงจากพื้นไม่ต่ำกว่า 60 เซนติเมตร เกณท์การให้คะแนนนั้นก็จะให้ที่ความสมบูรณ์ของตึกว่าความสูงได้มั้ย รับน้ำหนักได้หรือเปล่า แล้วถ้ารับน้ำหนักได้เพิ่มก็จะได้คะแนนเพิ่มครับ

อุปกรณ์นั้นมีให้ดังนี้

ตะเกียบ 5 อัน หนังยาง 5 อัน กระดาษหนังสือพิมพ์ 5 แผ่น ลูกโป่ง 5 ลูก เทปใส 2 ม้วน แม๊ก และ ลูกแม๊ก

ให้เวลา 5นาทีในการส่งแบบ 20นาทีในการสร้าง ซึ่งทีมผมส่งแบบช้าเพราะว่ายังมึนๆ ไม่รู้ว่าต้องส่งแบบ ก็สุดท้ายเลยวาดแล้วส่งไปแบบลวกๆ ซึ่งถูกกดดันตั้งแต่ตรงนั้นเป็นต้นมาว่าน่าผิดหวังมาก เริ่มการสร้างก็ทำหน้าที่กันไปจนหมดเวลาตลอดเวลาที่สร้างจมีกรรมการคอยดูตลอด ยืนกันเต็มห้องเลยครับ ประมาณ 5คนได้ แล้วก็มีกระดาษจดเป็นคะแนน ทีมผมสร้างไม่เสร็จแต่ว่าก็พอจะได้อยู่ อีกทีมหนึ่งดูแข็งแรงและมั่นคงมาก หลังจากที่หมดเวลาทางกรรมการก็ให้ทีมผมออกไปรอข้างนอกก่อน

รอไปนานพอสมควรครับเกือบครึ่งชั่วโมงได้ ตลอกเวลาที่รอก็ได้ยินเสียงของกรรมการบ้างของเพื่อนอีกกลุ่มบ้าง พยายามที่จะอธิบายเกี่ยวกับตัวตึก ตอนที่รออยู่นั้นผมก็คิดตลอดว่ากรรมการจะถามว่าอะไรแล้วก็พยายามปรึกษากับเพื่อนในกลุ่มว่าเราจะตอบอย่างไรและทำไม หลังจากที่ทีมแรกออกมาก็ได้พูดคุยกันนิดหน่อยว่าตั้งได้มั้ยผ่านมั้ยแต่ไม่ได้ถามลึกมากครับ รอซัก15 นาทีก็ถูกเรียกเข้าไป บรรยากาศค่อนข้างกดดันครับ ทุกคนหน้าตาเคร่งเครียด

จะสรุปเป็นคำถามให้ฟังละกันนะครับ เริ่มมาก็ให้พรีเซนต์ตำที่สร้างก่อนว่าทำไมถึงออกแบบมาเป็นแบบนี้ แล้วกรรมการก็จะเริ่มถาม ยิงมาเฉพาะจุดอ่อนเลยว่าทำไมตึกไม่ตรงกับแบบที่ส่งมาตอนแรก แบบนี้รับไม่ได้ คุณทำงานชุ่ยมาก แก้ตัวแบบนี้ได้ยังไง คิดว่าจะถูๆไถไปได้เหรอ ชีวิตจริงคุณจะออกแบบตึกตามใจคุณเองงั้นเหรอ แล้วก็หันหน้าหนีไปเลยไม่ฟังอะไรทั้งนั้น ยิ้มแบบเยาะเย้ย หัวเราะ ส่ายหัว บอกตรงๆว่าตอนนั้นไม่รู้จะตอบอย่างไรนอกจากยิ้มและยอมรับผิด เพื่อนในกลุ่มบางคนก็พยายามจะไปให้ได้แต่ผมก็พยายามห้ามไว้และบอกถึงวิธีการที่จะปรับปรุงแทน ซักพักกรรมการอีกคนก็เริ่มเปลี่ยนเรื่องไปถามว่ามันจะรับน้ำหนักได้มั้ย คุณแน่ใจหรือเปล่า แล้วตึกสูงเท่าไหร่ บวกลบได้ไม่เกินหนึ่งเซนติเมตร แล้วก็ถามว่าเอาอะไรมาวัดถึงได้ตัวเลขนั้นออกมา แน่ใจเหรอ กลุ่มผมตอบผิดหมดเลยครับ ยิ่งเครียดมากเข้าไปอีก สุกท้ายก็ลองเอาดินน้ำมันมาวาง ปรากฎว่าวางได้ไม่ล้ม อ่อก่อนวางกรรมการถามด้วยเรียงคนเลยว่าจะรับน้ำหนักได้มั้ย บางคนก็ตอบว่า น่าจะได้บ้าง คงได้บ้าง แต่ผมว่าเราควรจะมั่นใจกับสิ่งที่เราทำไปนะครับ (แต่มันก็ต้องมีเหตุผลมารองรับด้วย) แล้วก็ถามว่าแต่ละคนทำหน้าที่อะไร ใครเป็นคนคิด ใครเป็นลีดเดอร์ ถ้าให้เลือกหนึ่งคนไปเป็นลีดเดอร์จะเลือกใคร

พอเสร็จก็ให้ออกมารอข้างนอกอีกสิบห้านาที แล้วก็เรียกกลับเข้าไปข้างในห้องเพื่อประกาศคนที่จะต้องอยู่ต่อเพื่อสัมภาษณ์กับเมเนเจอร์ ในตอนบ่าย พี่warattayaบอกว่าจะบอกมาส่วนหนึ่งก่อน ที่เหลือให้กลับบ้านไปก่อนแล้วจะแจ้งให้ทราบภายในวันพรุ่งนี้เนื่องจากเมเนเจอร์มาเพียงแค่ฝ่ายเดียว สรุปว่าผ่านมาทั้งหมดสามคนครับเป็นทีมผมทั้งหมดเลยครับ ดีใจมากจริงๆ ช่วงรอก็ไปทานข้าวก่อน นัดกันอีกที 2.30ผมถูกจัดคิวอยู่ในคิวที่สองครับ แต่ว่ามีการเลื่อนเวลาออกไปอีกครึ่งชั่วโมง

คนแรกเข้าไปสัมภาษณ์ประมาณเกือบๆ30นาที พอมาถึงคิวผม ทาง Malisaเองก็ขอเปลี่ยนให้ผมไปอยู่คิวสุดท้ายแทนครับ ช่วงที่นั่งรอก็ตื่นเต้นไปหมด ไม่รู้ว่าจะถามอะไรบ้าง คนที่สองก็ใช้เวลาผ่านไปอีก 30นาทีครับ แล้วก็ถึงคิวของผมแล้ว รอบนี้ดูจะไม่กดดันมากเท่ารอบ Group Dynamic ทั้งๆที่เป็นคนๆเดียวกัน คำถามจะคล้ายๆกับรอบแรกที่สัมภาษณ์กับที่ Warattaya แต่ลงลึกกว่าครับ เริ่มแรกก็แนะนำตัวเองอีกครั้ง แล้วก็เริ่มถามมาตั้งแต่ resumeเลยครับ ทำงานอะไร นานแค่ไหน อธิบายลักษณะของงานที่ทำ เวลาโดนกดดันจากเมเนเจอร์ทำอย่างไร ทำงานหนักได้มั้ย ต้องจากบ้านไปนานๆเป็นอะไรมั้ย แล้วก็ไปที่เรื่องเรียน อันนี้ยาวหน่อยเพราะว่าเกรดผมไม่ดี เขาก็เลยถามว่าทำไมถึงได้น้อย ติดเหล้าติดเที่ยวเหรอ พอดีผมไม่ดื่มเหล้าไม่สูบบุหรี่ เขาก็งงหนักเลยว่าทำไมยังได้น้อย จริงๆแล้วผมชอบทำกิจกรรม เล่นดนตรี เล่นกีฬา โชคดีที่สองปีหลังผมพยายามอย่างมากที่จะดึงเกรดกลับขึ้นมาแต่ก็ยังไม่ได้เพราะว่าหน่วยกิจมันน้อยกว่าสองปีแรก เขาก็ถามอีกว่าแล้วถ้าให้เรากลับไปเรียนอีกรอบหนึ่งเราจะเอาอะไรเป็นหลักประกันว่าเราจะไม่เหลวไหลอีก ก็เป็นเรื่องโชคดีอีกอันที่ผมได้เกรดตอนปริญญาโทดี เขาก็เลยเชื่อว่าผมพยายามจริงๆ แล้วก็ถามต่อไปถึงปริญญาโทต่อด้วยว่าทำไมถึงไปเรียนทั้งๆที่งานที่ทำก็ถือว่าดีในระดับหนึ่ง แล้วก็ถามว่าอะไรที่เป็นคุณสมบัติเด่นที่จะทำให้คุณเด่นกว่าผู้สมัครท่านอื่นๆ

แล้วอยู่ๆเขาก็บอกว่า ไอ้การสัมภาษณ์ทั่วไปพวกเนี้ยคุณอาจจะไปคุยกับเพื่อนมาแล้วว่าเขาถามอะไรบ้าง เปลี่ยนแบบบ้างดีกว่า แล้วเขาก็โยนปากกากับกระดาษA4มาให้ แล้วก็โยนคลิปหนีบกระดาษมาให้แล้วบอกว่าให้เวลา1นาที เขียนว่าไอ้คลิบหนีบการดาษเนี่ยเอาไปทำอะไรได้บ้าง เขียนมาให้เยอะที่สุด พอเสร็จก็มาคุยกันแต่ละอันว่ามันทำได้จริงเหรอ แล้วก็ถามโยงมาถึงตึกที่สร้างเมื่อตอนทำ Group Dynamic ว่าคุณจะปรับปรุงมันได้อย่างไนบ้างจากข้ออุปกรณ์ที่เหลืออยู่พร้อมทั้งอธิบายเหตุผล แล้วก็จบการสัมภาษณ์ครับ รอไปเกือบอาทิตย์ก็ได้อีเมลล์ว่าผ่าน group dynamic และ สัมภาษณ์รอบแรกแล้ว เดี๋ยวจะแจ้งให้ทราบถึง segment ที่เราจะไปอยู่และวันที่จะต้องมาสัมภาษณ์กับ segment manager อีกที

(ผมมีข้อสังเกตุจะฝากไว้ตรงนี้ครับ ว่าน้องคนนี้กัดไม่ปล่อยครับ เห็นไหมครับว่าพลาดตอนรับโทรฯหนแรก แต่ไม่ยอมแพ้ ตามต่อจนได้เข้าสัมภาษณ์ – พี่นก ปล. warattaya ที่น้องว่าสวยนั่น สวยจริงครับ ยืนยันอีกคน อิอิ)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *