ปิโตรเลียมคืออะไร การกำเนิด ประเภท ประวัติในเมืองไทย

1. ปิโตรเลียมคืออะไร กำเนิดมาอย่างไร มีกี่ประเภท ประวัติและความเป็นมาอย่างไรในเมืองไทย

1.1 ปิโตรเลียมคืออะไร

ปิโตรเลียมเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่เกิดจากซากสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ที่สะสม ทับถมปนอยู่กับตะกอนดินทั้งบนบกและในทะเล เมื่อหลายสิบล้านปีก่อนภายใต้สภาวะที่มีก๊าซ ออกซิเจนน้อย ซากสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะถูกแบคทีเรียและเชื้อรา เปลี่ยนสภาพเป็นอินทรียวัตถุ เมื่อเวลาผ่านไปบริเวณดังกล่าวจะค่อยๆ ทรุดตัวหรือจมลงภายใต้ผิวโลกลึกมากขึ้น และจากแรงกดที่ เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากน้ำหนักของชั้นตะกอนที่ทับถมอยู่ด้านบน ตลอดจนอุณหภูมิที่สูงขึ้นมีผลทำ ให้อินทรียวัตถุ แปรสภาพและสลายตัวเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่เรียกว่าปิโตรเลียม

1.2 ปิโตรเลียมกำเนิดมาอย่างไร

ปิโตรเลียมกำเนิดมาจากหินต้นกำเนิดปิโตรเลียม (Source Rock) ซึ่งเป็นตะกอนหรือหินชั้นที่มีสารอินทรีย์แทรกปนอยู่ โดยมีปริมาณสารอินทรีย์อย่างน้อยร้อยละ 0.5 และโดยทั่วไปควรจะมากกว่าร้อยละ 1.5 ตัวอย่างของหินต้นกำเนิดปิโตรเลียม ได้แก่ หินดินดาน หรือหินโคลน เป็นต้น ปิโตรเลียมที่เกิดขึ้นจากการสลายตัวของสารอินทรีย์ จะไหลซึมออกจากหินต้นกำเนิดปิโตรเลียมไปตามรอยแตก รอยแยก และตามรูพรุนของหินไปสู่แหล่งใหม่ที่มีความดันต่ำกว่าแหล่งเดิม เรียกหินที่เป็นแหล่งสะสมตัวใหม่ของปิโตรเลียมว่า หินกักเก็บปิโตรเลียม (Reservoir Rock) ซึ่งมีลักษณะเป็นรูพรุนหรือ ช่องว่างที่เชื่อมต่อกันเพียงพอที่จะกักเก็บน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติไว้ได้

สำหรับการสะสมตัวของปิโตรเลียมในหินชนิดต่างๆ พบว่าอยู่ในหินทรายร้อยละ 59 อยู่ในหินปูนร้อยละ 40 และในหินแกรนิตร้อยละ1 ในธรรมชาติเมื่อเกิดการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก และความดันจากน้ำหนักของชั้นหินต่างๆ ที่ทับถมเหนือหินกักเก็บปิโตรเลียมขึ้นไป จะทำให้ปิโตรเลียมที่อยู่ในหินกักเก็บปิโตรเลียม เคลื่อนที่ผ่านรูพรุนหรือช่องว่างระหว่างเม็ดแร่ของหินขึ้นสู่ผิวโลกและระเหยไป แต่หากหินกักเก็บปิโตรเลียมถูกปิดทับด้วยหินปิดกั้น (Seal) ที่มีเนื้อละเอียดแน่น เช่น หินดินดาน หินโคลนหรือหินปูน จะทำให้ปิโตรเลียมไม่สามารถไหลซึมผ่านขึ้นสู่ผิวโลกได้และกำเนิดเป็นแหล่งกักเก็บปิโตรเลียม

1.3 ปิโตรเลียมมีกี่ประเภท

ปิโตรเลียมแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ น้ำมันดิบ (Crude Oil) ก๊าซธรรมชาติ (NaturalGas) และก๊าซธรรมชาติเหลว (Condensate)

1. น้ำมันดิบเป็นปิโตรเลียมที่มีสถานะเป็นของเหลว มีสีน้ำตาลถึงสีดำ มีค่าความหนาแน่นระหว่าง 0.79-0.95 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ภายใต้สภาพปกติที่ผิวโลก น้ำมันดิบมีปริมาณคาร์บอนร้อยละ 82.2-87.1 โดยน้ำหนัก ไฮโดรเจนร้อยละ 11.7 – 14.7 โดยน้ำหนัก ที่เหลืออีกประมาณร้อยละ 0.2 – 6.1 เป็นสารประกอบอื่นๆ ได้แก่ กำมะถันไนโตรเจน ออกซิเจนและน้ำเป็นต้น

2. ก๊าซธรรมชาติเป็นปิโตรเลียมที่มีสถานะเป็นก๊าซหรือไอ ประกอบด้วย ก๊าซมีเทน (CH4) เป็นส่วนใหญ่ และมีก๊าซอีเทน (C2H6) ก๊าซโพรเพน (C3H8) และก๊าซบิวเทน (C4H10) ปนอยู่บ้าง ก๊าซธรรมชาติบริสุทธิ์ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น อาจเกิดร่วมกับน้ำมันดิบหรือไม่ก็ได้

3. ก๊าซธรรมชาติเหลวเป็นไฮโดรคาร์บอนในกลุ่มเดียวกับก๊าซธรรมชาติ แต่มีสถานะเป็นของเหลว โดยเมื่ออยู่ในแหล่งกักเก็บใต้ผิวโลก ซึ่งมีอุณหภูมิและความดันสูงจะมีสภาพเป็นก๊าซ และจะกลายสภาพเป็นของเหลว เมื่อขึ้นมาสู่พื้นผิวโลก

1.4 ปิโตรเลียมมีประวัติและความเป็นมาอย่างไรในเมืองไทย

ประเทศไทยรู้จักการใช้น้ำมันดิบมาเป็นระยะเวลานาน ตามพงศาวดารล้านนากล่าวไว้ว่า “ชาวเมืองฝางได้นำน้ำมันดิบมาจ่ายเป็นส่วยอากรให้แก่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่” ชาวบ้านรู้ว่า น้ำมันดินที่พบ ไหลซึมขึ้นมานั้นมีคุณสมบัติในการรักษาโรคผิวหนัง ต่อมาเจ้าหลวงเชียงใหม่ ได้สั่งให้ขุดบ่อตื้นเพื่อกักเก็บน้ำมันดิบที่ไหลซึมออกมาในพื้นที่ดังกล่าว และบ่อน้ำมันแห่งนี้จึงเป็นที่เรียกขานว่า “บ่อหลวง”

จนถึงยุครัตนโกสินทร์นี้เอง เมื่อพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ในขณะทรงดำรงแหน่งผู้บัญชาการรถไฟหลวง ได้ทรงมีพระดำริว่า “อันกิจการรถไฟที่ใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงนี้ รังแต่จะทำให้ป่าไม้ที่มีอยู่ในเมืองไทยหมดสิ้นไปโดยเร็ว เห็นสมควรที่จะคิดหาเชื้อเพลิงอื่นมาใช้ทดแทน เพื่อเป็นการรักษาป่าไม้ให้ยังคงไว้” ในปีพ.ศ. 2464 จึงได้ว่าจ้างนักธรณีวิทยาชาวอเมริกันเข้ามาสำรวจหาปิโตรเลียมในประเทศไทย และมีการเจาะตรวจสอบบริเวณที่พบน้ำมันดิบไหลซึมขึ้นมาถึงผิวดินในแอ่งฝาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่

ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชนิดแรกที่นำเข้าประเทศ คือ น้ำมันก๊าดมาใช้จุดตะเกียงให้แสงสว่าง ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แทนการใช้น้ำมันมะพร้าว

หลังการเจาะพบน้ำมันดิบที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในปีพ.ศ. 2402 ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในสมัยนั้นยังมีน้อย การคมนาคมยังใช้ทางน้ำเป็นหลัก ถนนหนทางมีเพียงไม่กี่สาย ต่อมาในปีพ.ศ. 2439 ได้มีการนำรถยนต์คันแรกเข้ามา และเริ่มการใช้น้ำมันเบนซินเป็นต้นมา ต่อมา รัฐบาลไทยได้สร้างโรงกลั่นน้ำมันฝางเพื่อกลั่นน้ำมันดิบขนาดกำลังกลั่นวันละ 1,000 บาร์เรล ในปีพ.ศ. 2502 จากนั้นได้มีการสำรวจหาแหล่งเชื้อเพลิงปิโตรเลียมอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำปิโตรเลียมดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ในภาคคมนาคมขนส่ง ภาคการผลิตไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และใช้ในครัวเรือน

จุดเปลี่ยนแปลงด้านการเจาะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่สำคัญเกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2524 ซึ่งเรียกว่า “ยุคโชติช่วงชัชวาล” ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเริ่มมีบทบาทด้านพลังงานของไทย โดยเฉพาะเพื่อทดแทนน้ำมันเตาในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนาประเทศ และมีส่วนช่วยเพิ่มความมั่นคงในการจัดหาพลังงานของประเทศ ต่อมาได้มีการผลิตน้ำมันดิบจากแหล่งสิริกิติ์ จังหวัดกำแพงเพชรขึ้นมาใช้ ทำให้ลดภาระการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ได้มากในปีพ.ศ. 2526 และได้มีการสำรวจและพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมอีกหลายแหล่งเป็นลำดับมาจวบเท่าจนถึงกาลปัจจุบัน

ที่มา http://www.dmf.go.th//file/QA_EPThai.pdf

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *