จากใต้พื้นพิภพ ตอนที่ 13 แห้งเบาสบาย

ftd131

เมื่อตอนที่แล้วเราทิ้งท้ายกันไว้ว่าน้ำมันดิบจะถูกพักไว้ในถัง เพื่อรอให้น้ำตกตะกอนเสียก่อน (หมายถึงรอให้น้ำกับน้ำมันแยกตัวออกจากกันน่ะครับ) ที่แหล่งน้ำมันสิริกิติ์ของเรานั้นมีถังพักน้ำมันแบบนี้อยู่ 5 ถังด้วยกัน (สีดำๆใหญ่ๆที่เรามักจะเห็นในรูปถ่าย) เราจะปล่อยให้น้ำมันที่ผลิตได้พักไว้ในถังเหล่านี้ประมาณ 6 – 1 2 ชั่วโมง โดยมีท่อน้ำร้อนใต้ถังคอยอุ่นให้น้ำมัน้อนอยู่ตลอดเวลา และความร้อนนี้ก็จะเป็นตัวช่วยให้น้ำแยกออกจากน้ำมันได้ดีขึ้นด้วย และ เมื่อสองสหายนี้ร่ำลากันเรียบร้อยแล้ว น้ำมันเปล่าๆที่เหลืออยู่ก็จะนั่งรอคิวที่จะเดินทางต่อไป (ยังครับ จุดหมายปลายมางยังอยู่อีกไกล ยังต้องเดินทางกันต่ออีก ไม่จบกันง่ายๆหรอกครับ)

การเดินทางช่วงต่อไปของน้ำมันดิบนี้แต่ล่ะบริษัทก็จะมีวิธีการต่างๆกันไป สำหรับที่แหล่งน้ำมันสิริกิติ์ เราก็มีวิธีการเฉพาะตัวของเราซึ่งผมจะขอสาธยายให้ฟัง (ที่จริงให้อ่าน) ดังต่อไปนี้ ก่อนอื่นเราก็จะลำเลียงน้ำมันดิบ (ที่แยกน้ำออกจนเกือบหมดแล้ว) นี้ จากสถานีผลิต ที่ลานกระบือไปยังสถานีรถไฟบึงพระที่พิษณุโลก โดยใช่รถบรรทุกน้ำมัน

เมื่อรถบรรทุกน้ำมันดิบเดินทางมาถึงสถานีบึงพระเรียบร้อยแล้ว เราก็ถ่ายน้ำมันดิบพักไว้ในถังอีกทีหนึ่ง เพื่อรอขนถ่ายขึ้นรถไฟขบวนต่อไป วันหนึ่งๆเราจะมีขบวนรถไฟขนส่งน้ำมันดิบเพชรจากสถานีบึงพระไปส่งยังโรงกลั่นบางจากและไทยออยล์เฉลี่ยวันล่ะ 4 – 5 ขบวน

ที่โรงกลั่นน้ำมัน น้ำมันดิบที่จะรับเข้ากลั่นได้จะต้องมีคุณสมบัติตรงตามความประสงค์ของลูกค้า คุณสมบัติประการแรกก็คือ “คว่ามแห้ง” โรงกลั่นน้ำมันนั้นเขาจะรับกลั่นน้ำมันเพียงอย่างเดียว หมายความว่า เขาไม่อยากได้น้ำหรือสิ่งแปลกปลอมอื่นเข้าไปกลั่นด้วยหรอก เพราะฉะนั้นน้ำมันดิบของเราจึงต้อง “แห้ง” (ซึ่งหมายถึงว่าเราต้องทำให้มันสะเด็ดน้ำเสียก่อนที่จะส่งมายังโรงกลั่นน้ำมันนั่นเอง) และ มีสิ่งเจือปนน้อยที่สุด

ftd133

 

คุณปตท. (ลูกค้าน้ำมันดิบรายเดียวของเรา) เขาจะวัดความแห้ง และ ปริมาณสิ่งเจือปนในน้ำมันดิบที่จะส่งเข้าโรงกลั่นนี้เป็นหน่วยของ BS&W (หน่วยอะไร? ไม่ต้องตกใจ เชิญเปิดคำเฉลยได้จากตอนที่สอง) ซึ่ง BS&W ในน้ำมันดิบของเราจะต้องต่ำกว่าร้อยล่ะศูนย์จุดห้าของปริมาณน้ำมันทั้งหมดที่ส่งเข้าโรงกลั่น ไม่งั้นเขาไม่ซื้อ

คุณสมบัติสำคัญประการที่สองของน้ำมันดิบที่ผู้ซื้อกำหนดไว้ก็คือ “ความเบา” หรือ ถ้าเรียกเป็ฯทางการหน่อยก็คือ “ความหนาแน่น” (Density) ของน้ำมัน โรงกลั่นมักจะชอบน้ำมันดิบที่ไม่ค่อยได้ควบคุมน้ำหนัก (คือมีความหนาแน่นสูง) ในวงการน้ำมัน หน่วยที่ใช้วัดความหนาแน่นของน้ำมันดิบ เขาเรียกกันว่า องศาเอพีไอ (Degree API) โดยที่ API เป็นชื่อย่อของสถาบันปิโตรเลียมแห่งอเมริกา (American Petroleum Institute) ซึ่งเป็นสถาบันที่ไร้รับการยอมรับนับถือในวงการนี้มากๆ

ftd132

 

(ที่อุณหภูมิ 60 องศาฟาเรนไฮต์, องศา API = (141.5/SG) – 131.5 นั่นแปลว่า องศา API ของน้ำเปล่า (SG=1) มีค่า = 10 หมายความว่าน้ำมันดิบที่หนักกว่าน้ำ (SG > 1) จะมีค่าองศา API มากกว่า 10 นั่นเอง ที่มาที่ไปของ 141.5 นั่น คลิ๊กในลิงค์ที่ให้ไว้นะครับ … พี่นก)

น้ำมันดิบที่หนักๆจะมีค่าองศาเอพีไอต่ำกว่าน้ำมันดิบเบา โดยที่กำหนดกันไว้ว่าน้ำบริสุทธิจะมีความหนาแน่นเท่ากับ 10 องศาเอพีไอ น้ำมันดิบเพชรของเรานั้นเป็นน้ำมันดิบชนิดเบาโดยมีค่าองศาเอพีไออยู่ที่ประมาณ 40 และเราต้องส่งน้ำมันดิบที่มีความหนาแน่นอย่างน้อย 39.5 องศาเอพีไอให้กับลูกค้าของเราตามสัญญา

ดังนั้นหน้าทืี่ของเราไม่เพียงแต่จะต้องผลิตน้ำมันดิบให้ได้มากๆเท่านั้น แต่ยังต้องทำให้มันแห้งและเบาด้วย จึงจะนำไปส่งให้ลูกค้าของเราได้

สนับสนุน ค่ายา ค่าขนม น้องเฟิร์นกับน้องภัทร คลิ๊กซื้อของ หรือ คลิ๊กจองที่พัก ที่โลโก้นี้ lazada  agodaนะครับ 🙂

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *