นโยบายและมาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง

20. ในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม มีนโยบายและมาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) มีแนวนโยบายและมาตรการในการป้องกันปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โดยกำหนดว่า “ผู้รับสัมปทานจะต้องดำเนินการในด้านการป้องกันและบำบัดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมโดยต้องดำเนินการตามมาตรฐานสากล”

และตามมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ได้กำหนดว่า “ในการประกอบกิจการปิโตรเลียม ผู้รับสัมปทานต้องป้องกันโดยดำเนินมาตรการอันเหมาะสมตามวิธีการปฏิบัติงานปิโตรเลียมที่ดีเพื่อมิให้ที่ใดโสโครกด้วยน้ำมัน โคลนหรือสิ่งอื่นใด ในกรณีที่ที่ใดเกิดความโสโครกด้วยน้ำมัน โคลน หรือสิ่งอื่นใดเนื่องจากการประกอบกิจการปิโตรเลียมโดยผู้รับสัมปทาน ผู้รับสัมปทานต้องบำบัดปัดป้องความโสโครกนั้นโดยเร็วที่สุด

ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานไม่ดำเนินการหรือดำเนินการดังกล่าวจนเกิดความล่าช้า หรือหากไม่ดำเนินการทันทีอาจก่อให้เกิดความเสียหายมากขึ้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติหรือบุคคลอื่นที่อธิบดีมอบหมายอาจเข้าดำเนินการบำบัดปัดป้องความโสโครกนั้นแทนหรือร่วมกับผู้รับสัมปทาน โดยผู้รับสัมปทานเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าวทั้งหมด”

นอกจากนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้กำหนดมาตรการให้ผู้รับสัมปทานต้องดำเนินการดังนี้

1) ในการผลิตปิโตรเลียมจากแหล่งที่อยู่ในเขต 12 ไมล์ทะเลนับจากเส้นฐานตรง ผู้รับสัมปทานจะต้องไม่ปล่อยเศษหินจากการเจาะและน้ำจากกระบวนการผลิตลงทะเลโดยตรง

2) ในการผลิตปิโตรเลียมในทะเล ผู้รับสัมปทานต้องดำเนินการอัดกลับน้ำทั้งหมดจากกระบวนการผลิตลงชั้นกักเก็บใต้ดิน (100% Produced water injection)

3) ให้มีการลดปริมาณก๊าซเผาทิ้งจากโครงการผลิตปิโตรเลียม

4) ให้มีการติดตามเฝ้าระวังผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากกระบวนการผลิต และบริษัทผู้รับสัมปทานต้องส่งรายงานการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม ให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติซึ่งที่ผ่านมาผลการตรวจติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อมอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด

5) กิจกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย ต้องดำเนินการโดยมีมาตรการและแผนงานในทุกขั้นตอนให้มีความปลอดภัยสูงสุดตามกฎหมายปิโตรเลียม และมาตรฐานสากลในการเจาะหลุมปิโตรเลียม กฎกระทรวงกำหนดให้มีการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันการพลุ่งของปิโตรเลียม หรือ BOP (Blowout Preventer) ซึ่งมีวาล์วนิรภัยถึง 3 ชั้น และในหลุมผลิตจะต้องติดตั้งวาล์วนิรภัยภายในทุกหลุม เพื่อป้องกันและควบคุมความดันและสามารถปิดหลุมโดยอัตโนมัติหากมีเหตุฉุกเฉิน รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยของบริษัทผู้ดำเนินงานอยู่ประจำ และมีการตรวจสอบและกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดจากพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

6) บริษัทผู้ดำเนินงานจะต้องมีแผนรองรับเพื่อแก้ไข และเผชิญเหตุต่างๆ และมีการทบทวนซักซ้อมแผนอย่างสม่ำเสมอทุกปี โดยมีเครื่องมืออุปกรณ์เผชิญเหตุรั่วไหลของน้ำมันในทะเลไว้ที่แท่นเจาะหรือแท่นผลิต

 

หลักเกณฑ์และขั้นตอนในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) สำหรับการเจาะหลุมปิโตรเลียมและการผลิตปิโตรเลียม มีดังนี้

1. จัดทำรายละเอียดโครงการ รายละเอียดกิจกรรมโครงการของเสียและการจัดการ

2. จัดทำและวิเคราะห์สภาพสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ และ ชีวภาพ คุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และคุณค่าต่อคุณภาพชีวิต

3. ต้องมีการจัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมของประชาชน การรับฟังความคิดเห็นอย่างน้อย 2 ครั้ง และมีการสำรวจทัศนคติผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง

4. ดำเนินการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาพอย่างเป็นระบบ ถูกต้อง และ โปร่งใส

5. จัดทำมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาพ

จากรูปข้างบนแสดงให้เห็นว่า ฝูงปลาอาศัยอยู่อย่างชุกชุมรอบแท่นผลิตปิโตรเลียมในทะเลซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญว่า การผลิตปิโตรเลียมในทะเลไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยาของสิ่งมีชีวิต ในทางตรงข้ามกลับเป็นคอนโดมิเนียมหรือบ้านของปลาให้พักอาศัย และหลบคลื่นรบกวนในทะเล อาจสรุปได้ว่าที่ใดมีการขุดเจาะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในทะเล เราจะเห็นฝูงปลาอยู่ในบริเวณนั้นอย่างชุกชุม ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ที่มา http://www.dmf.go.th//file/QA_EPThai.pdf

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *