หัวขุดเจาะน้ำมัน – หิมะ – Wakkanai – นินทาสาวนานาชาติ – ชีวิตวิศวกรสนาม – สหรวมมิตร

เรื่องนี้เขียนเอาไว้นานมากแล้ว เขียนไว้ในรูปแบบของจดหมายบันทึกการเดินทาง เล่าให้คนๆหนึ่ง(ที่ไม่มีตัวตน)ฟัง เขียนไว้นานมากแล้ว (สังเกตุจากเหตุการณ์และข่าวที่โดนอ้างอิง) ถ้าจำไม่ผิดก็ราวๆปี 2000 นั่นแหละครับ

ตอนต้นเป็นภาษาอังกฤษเพราะเขียนที่ล๊อบบี้สนามบินฮาเนดะ โน้ตบุ๊คเครื่องนั้นไม่มีคีย์บอร์ดภาษาไทย คีย์บอร์ดภาษาไทยเอายัดเข้าใต้ท้องเครื่องบินไปแล้ว

ตามเคย รูปประกอบก็โหลดๆเอา แทรกๆพักสายตา อาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับเรื่องแต่อย่างใดครับ

========================

Bare with me please, I don’t have Thai keyboard with me. Actually, I have it but it is in the luggage that has been already checked in. There is no Thai version for this one. Get up and bring your dictionary. Come on, brush up your English a bit. Don’t worry. I am gonna use M3 English level. Actually, that is all I know. Ha Ha.

 

 

Flight took off last night a bit late. Instead of 2345 as scheduled. It took off 0015. It is OK because it always delays. You know what TG stands for. It stands for “tomorrow go”. Ha Ha. However, amazingly, it landed Narita on time, 0700 sharp. It takes 5.5 hours to fly from Bangkok to Tokyo. I always wonder if it took off on time, it would land early, too. I took a limousine bus to Haneda domestic airport, which took me another sleepy an hour and 10 minutes.

 

 

What happened, as I am writing this mail now, is I am struck at the Haneda airport waiting on a plane to Wakkanai. The weather there is now so bad. Temperature there is read 0 degree C. I do not know if the flight will be cancelled. Another nice 1.5 hours of waiting. Waiting is another part of travelling that I really hate, apart from others. The funny here, to me, is the announcing in the airport. There is no announcing in English. Yes, it is a domestic airport but there are many non-Japanese using this airport, too. What I have to listen is the word “Wakkanai” and observe the crowd behavior. If they smile, it means there is some possibility to fly. If they start bitching, believe me you know when people bitch though different language, means negative. If they move their buds, means the flight is cancelled. What I have to do is following them. I heard from my colleague here that this flight is cancelled pretty often. If it happens to me, I may have to take another one to Sapporo then take a 5 hours train to Wakkanai. I hope it won’t happen to me.

 

 

To kill time, I am writing this to you. Outside, in Tokyo, is fine. It is a sunny day here with 10 degrees C. Another lovely day for Tokyo today.

There are a lot of X-Mas decoration around and inside airports but I doubt if X-Mas spirit is there since Japanese absorb the surface of western culture pretty easy but the true meaning usually get dropped somewhere.

 

 

There are things that are very interesting here. Some of them are prone magazine, vending machine, chocolate, liquor, and cigarette. You can find them everywhere. Prone magazine here means X rated, not R at all. They are available in grocery stores, foot path bookshops, everywhere. People flip over it as if they are reading a newspaper. Japanese smokes like chimney and drink like fish. Liquor and cigarette are in vending machine everywhere, too.

 

 

Up on arrival Wakkanai, I have to catch a cap to the hotel. It will take me around 3700 yens, 1480 bahts, and a half an hour on icy road with a speed of less than 60 km/hr. From the hotel, after checking in, I will go to the well site to see if they require me there. If yes, I will stay on. If not, I will get back to the hotel taking a nap. Out there, the sun rises at 7 and set at 3 in the afternoon. By 4, it darks as if 9 in Bangkok. At night it is –10 to –15 degrees C. Day is 0. If you were there you will understand when they say “Today is a nice sunny day”. We, in Thailand, take it for grant of having sun every day, 365 days a years. Other parts of the world, sun means life to them.

 

 

Now the lounge becomes crowded. The screen shows a symbol of sun over Wakkanai map. It is a good sign that the flight should be on time. I have to turn my notebook off now since they may board the plane in any minute.

 

 

….. 2 วันผ่านไป ….. จิ้มที่ในโรงแรม มีแป้นภาษาไทยแล้ว ชอบล่ะซิ จะได้ไม่ต้องเปิดดิก

ถึงที่วาคาไนแล้วล่ะ แต่ถึงแบบทุลักทุเล เพราะเครื่องบินมันบินวนๆๆๆๆๆอยู่เหนือสนามบินวาคาไนชั่วโมงกว่า แล้วกัปตันก็บอกว่า “เสียใจหมู่เฮา ลงบ่ได้ พายุหิมะจมหูเลย งั้นเฮาจะพาสูไปลงที่เซนโตเซ่ล่ะกัน” อันนี้แปลเอง เพราะฟังไม่ออก เป็นคนที่ไม่ใช่ญี่ปุ่นคนเดียวบนลำ แอร์ฯก็ดี๊ดีอุตส่าห์พยายามมาแปลให้ฟังทุกครั้งที่กัปตันประกาศ และที่สำคัญเธอสวยจัง แต่ภาษาอังกฤษเธอพอๆกับเด็ก ป.6 แต่ก็พอรู้เรื่อง เอาเป็นว่าลาวต้องมาลงที่เซนโตเซ่ ซึ่งก็บินย้อนกลับทางเก่าแหละ บินย้อนกลับมาสัก 50 นาที แต่ต้องจับรถไฟจากเซนโตเซ่ ไป วาคาไนถึง 6 ชม. ไม่นับเวลารอๆหลงๆอยู่ตามสถานีต่อรถนะ เพราะมันไม่ใช้ขบวนเดียวถึง ล่อมัน 3 ขบวนเลย สะใจพี่ยุ่นแก กระเป๋าก็หนัก ทางก็ไม่รู้ มาคนเดียว อ่านภาษายุ่นก็ไม่ออก แล้วพี่ยุ่นมันโปรฯฝรั่ง ดมก้นฝรั่งเหมือนพี่ไทยซะที่ไหน บ้านมันก็ภาษามันทั้งนั้น

 

 

ทาง ANA ก็มีบริการคืนเงินส่วนต่างนะ พร้อมค่าอาหาร กะ ค่าเสียเวลาอีกก้อนใหญ่ ดีจัง ไม่รู้ว่าการบินไทยเฮาจะรับผิดชอบเหมือนเขาไหมถ้าไปเชียงใหม่แล้วได้ลงแค่พิษณุโลกเนี้ย ทั้งๆที่พายุหิมะไม่ใช่ความผิดของแอร์ไลน์สักหน่อย เอาเป็นว่าก็กระเป๋าตุงด้วยเงินชดเชย ลากถูลู่ถูกังกระเป๋าใบโต ขึ้นๆลงๆรถไฟมันจนมาถึงที่วาคาไนตอน 4 ทุ่ม ครึ่งเมื่อคืน ทั้งๆที่มันควรจะถึงตอนบ่ายหนึ่งวันเดียวกัน ถ้าเครื่องลงได้

 

 

…. มีเกร็ดอีกนิดนึง คือโรงแรมนี่มันก็อยู่หลังสถานีรถไฟเด๊ะเลยก็สบายใจว่าถ้าลงที่สถานีวาคาไนได้ เดิน 10 ก้าวก็ถึงโรงแรม ตอนซื้อตั้วที่ Sapporo ก็บอกว่ามาลงที่วาคาไน ที่ไหนได้ไอ้เมืองนี้มันมี 2 สถานี สถานีที่โรงแรมอยู่ข้างหลังมันชื่อ มินิมิ วาคาไน มารู้ตอนหลังว่า มันคือ วาคาไนใต้ ซึ่งมันจะถึงก่อน สถานีวาคาไนที่ซื้อตั๋วมาลง ประมาณ 3 นาที “อ้ายหอยหลอดเอ๋ย” ลาวอุทานในใจ เพราะตอนจอดที่ มินิมิ วาคาไน ก็ว่ามันคุ้นๆตาชอบกล และ มันก็ 4 ทุ่ม ครึ่งแล้ว มืดมาก ถ้าเป็นกลางวันล่ะ ไม่พลาด ลาวโดดแผล้วลงไปแล้ว แต่ก็มั่นใจว่าต้องไปอีก 1 สถานี แล้วลาวก็ผิดจนได้พอลงมา ฮ่วย มันคนล่ะที่นี่หว่า ลาวผิดอีกแล้ว ก็เลยต้องจับแทกซี่ย้อนมาอีก 1070 เยน ราวๆ 428 บาท ถึงได้มาจบลงที่โรงแรมได้สมใจนึกลาวหลวงพระบาง(ระก๊ำระกำ … ฮ่วย)

 

 

หลับไปได้ตื่นนึง แหกขี้ตามาตอนหกโมงเช้า เผ่นไปที่หน้างาน ปรากฏว่ายังไม่ถึงคิวตูโชว์ ก็เลยกลับมาโรงแรมดวดข้าวเที่ยงแล้วก็หลับต่อ มาตื่นเอาหกโมงครึ่งเลย มืดตึดตื้อ อ้อ ที่นี่พระอาทิตย์ขี้เกียจ มันตกตั้งแต่บ่าย3 น่ะ ขึ้นก็ช้า กว่า 7 โมงถึงจะโผล่ แถมขี้อายอีก หลบหลังเมฆประจำ ไม่ให้หลบได้ไง มีแต่เมฆทั้งน้าน แบบว่าเป็นเมืองขาวๆด้วยหิมะ ในม่านหมอกตลอดปีตลอดชาติ ผู้หญิงที่นี่ถึงผิวขาวจั๋วน่าเจี๊ยะ เพราะไม่ได้โดนแดดให้เป็นฝ้าเป็นผื่นอย่างพี่ไทย ที่ว่าขาวน่ะเดาเอาไม่ได้เห็นหรอกเพราะที่นี่หนาวมาก ถ้าวันไหน -5 ก็ว่าอุ่นแล้ว อย่างตอนนี้ 2 ทุ่ม ข้างนอก -15 แน่ะ ทั้งสาวทั้งไม่สาวนุ่งกันมิดเห็นแต่ตาเป็นแขกมุสลิมอัฟกันเลย

 

 

เอาเป็นว่าตื่นมาก็ออกไปโดนลมหนาวซะหน่อย เดินเล่นน่ะ ให้มันหนาวเล่นซะใจ แล้วก็กลับมากินข้าวเย็นที่โรงแรม อาหารถาดๆแบบญี่ปุ่นน่ะ ไม่อิ่มหรอก แต่ไม่รู้จะขอเพิ่มอย่างไร เดี๋ยวเอามาให้อีกชุดก็จะกินไม่หมด ถ้ากินไม่หมดเขาจะว่าดูถูก ก็เลยกินเท่าที่ถาดที่เขายกมาให้ตอนแรก แล้วก็ขึ้นมานั่งจิ้มแป้นเม้าส์ให้ฟังนี่แหละ

จบแล้ว ไปนอนก่อน พรุ่งนี้ต้องทำงาน

 

 

วันที่ 18 … มาถึงหน้างาน 5 ทุ่มครึ่ง ติดตั้งหัวเจาะตอน ตี2กว่าๆ แล้วก็ไปนอนที่ม้านั่งยาวๆตัวเล็กๆ แบบว่าถ้าพลิกก็ตกลงมาแอ้งแม้งบนพื้น กลับโรงแรมก็ไม่ได้เพราะ หัวเจาะจะเริ่มขุดตอนประมาณ 7 โมงเช้า

วันที่ 19 … แล้วก็เป็นยั่งคาด เจ็ดโมงก่าๆก็มีเสียงพวกยุ่นมาปลุก กำลังฝันถึงลูกเกดอยู่พอดี คล้ายๆกะบอกว่า ไปทำงานได้แล้วไอ้หน้าเหลือง ฮ่าๆ แปลเอาเอง จริงๆคงจะสุภาพกว่านี้ แต่แหม นอนไปได้จิ๊ดเดียวตอนตี4 ก็นอนแบบติดพัน มีใครมาปลุกก็พาลไว้ก่อนล่ะ ตื่นขึ้นมาก็ทำงานนั้นแหละ ไม่รู้จะเล่าอย่างไรว่าทำอะไร เอาเป็นว่าใส่ชุดหมีหนาหนักๆสัก 10 โลได้มั้ง เพราะมันหนาวน่ะ ชุดหมีเป็นชุดที่ออกแบบมาเฉพาะใช้งานกับอากาศอย่างงี้ วันนี้อากาศดีเพราะแค่ 0 องศา มีแดดอ่อนๆ มีหิมะลงเบาๆช่วงเช้า แต่ตอนที่มานั่งจิ้มนี้บ่าย 4 โมง พระอาทิตย์ตกไปแล้ว ข้างนอกลมแรง หิมะปลิวว่อนเลย ออกไปทีก็หน้าชาไปหมด หูแข็งแป็กเลยล่ะ กลัวหูหลุดจัง ฮ่า

 

 

อ้อ ที่นี่พระอาทิตย์ขึ้นเหมือนแนวรุ้งนะ ไม่ขึ้นผ่านหัวเหมือนที่กรุงเทพ ภาษาบ้านเราเรียกว่าตะวันอ้อมข้าว แต่ที่นี่อ้อมต่ำมาก จนดูเป็นแนวคล้ายๆรุ้ง ที่เป็นแบบนี้เพราะที่นี่อยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือมากเลยล่ะ ห่างออกไปไม่กี่ร้อยกิโลก็จะเป็นไซบีเรียตะวันออก ลมจากทางนั้นมาปะทะที่นี่จังๆเลย ไม่รู้จะเล่าเรื่องที่ทำงานอย่างไร กลายเป็นเล่าเรื่องลมฟ้าอากาศไปฉิบ วันนี้คงไม่ได้นอนอีก 1 คืน และคงไม่ใช่คืนสุดท้าย เอ คงได้นอน ก็นอนบนไอ้ม้านั่งยาวๆตัวเดิมแหละ ฝึกสมาธิดีด้วย เรียกว่านอนสมาธิไง เคยได้ยินไหม ฮ่าๆ ห้ามนอนดิ้นเพราะมันจะตกลงมาให้ได้ตื่นเป็นรางวัล งง ตัวเองว่ะ ….

 

 

(ผ่านไปเหมือนติดปีก 6 โมงเย็นแล้ว) … ท่าทางวันนี้จะโชคดี งานที่ดูแลอยู่ไปได้ด้วยดี คงได้กลับมาโรงแรมล้างเนื้อล้างตัว หลับสักงีบ แล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ ก็มาที่นี่อีกนั่นแหละ อยากเล่าจังว่าทำอะไรแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง เอาเป็นว่ามานั่งเฝ้าเขาใช้หัวขุดของเราเจาะเปลือกโลกใบนี้ในฐานะที่เป็นผู้ที่น่าจะรู้เรื่องนี้ดีที่สุดในแถบนี้ เคยดูเรื่องอามาเกดอนไหม ประมาณนั้นแหละ แต่อยู่บนฝั่ง ถ้าไม่มีอะไรเขาก็ไม่เรียกไม่ถามแต่ถ้าใช้หัวขุดของเราแล้ว ม่ายล่ายลั่งจาย ก็จะต้องโดนจิก โดนถาม โดนถอง (ด้วยคำพูด) โดนโขกเป็นน้ำพริก โดนสับเป็นบะช่อ ก็ไอ้หัวเจาะหัวหนึ่งมันราคาถูกซะที่ไหนล่ะ ไหน ค่าเครื่องบิน ค่ากิน ค่า โรงแรมของไอ้ลาวหน้าเหลืองๆตัวนี้ที่มานั้งปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ที่ฐานเจาะ ทำทรงภูมิว่ามาช่วยให้คำแนะนำ ดังนั้นระบายอารมณ์กะมันนี่แหละ สมประโยชน์นักแล …

 

 

นี่พูดถึงตอนนี้หัวขุดเรามันไม่ทำงานอย่างที่มันควรจะทำคือ “ขุด” แต่ถ้ามัน “ขุด” ก็ดีไป เท่าตัว เพราะเขาคาดอยู่แล้วว่ามันต้องขุด ไม่มีกำไร เพราะไม่มีทางได้เกินความคาดหวังของลูกค้า ก็จะให้หัวเจาะมันบินได้เหรอ? ว่างน่ะก็เลยจิ้มไว้เรื่อยๆเผื่อมีคนเรียกร้องให้เล่าว่าไปทำอะไรมามั่งจะได้ไม่ต้องมานั่งท้าวคางนึกย้อน เพราะคนแก่ความจำ(เท่านั้นที่)สั้น ไม่เสียเวลาด้วย เดี๋ยวโดนต่อว่า ถ้าได้อ่านก็แสดงว่าขอมา ไม่ได้ขอมาแล้วได้อ่านก็แสดงว่าส่งผิด เอ๊ย ไม่ใช่ อยากอวดเอง กลัวจิ้มแล้วเสียเวลาเปล่า ฮิๆ

 

 

ที่นี่โรงแรมอยู่ห่างจากฐานเจาะประมาณ 15 นาทีโดยรถยนต์ เป็นฐานเจาะที่อยู่ใกล้เมืองที่สุดที่ทำงานมาเลยนะ มีรถมารับส่งทุกเช้าตอน 8 โมง ขากลับ ก็ 2 ทุ่ม มีคนอยู่ 3 พวก พวกแรกเป็นระดับล่าง ทำงานเป็นกะๆล่ะ 12 ชม. พวกที่สอง เป็นพวก วิศวกร ทำงาน 8 ชม. เฉพาะตอนกลางวัน ตอนกลางคืนกลับโรงแรมไปดวดเหล้า แล้ว standby ถ้ามีเรื่องมีปัญหาก็จะโดนจิกมาทันที หลับได้ไม่สนิท ว่างั้นเหอะ แต่ก็ยังได้หลับ

 

 

ส่วนพวกที่ 3 เป็น พวกที่จ้างมาเป็นกรณีๆ ไป พวกนี้น่าสงสารที่สุด งานไม่เสร็จไม่ต้องกลับไปโรงแรม กี่คืนๆ ก็ต้องถ่าง(ตา)รอ (คิดทะลึ่งอีกซิ พวกนี้เผลอเป็นไม่ได้) พวกนี้ก็เช่นผมนี่ไง นี่พอดีงานนี้ค่อนข้างราบรื่นชื่นมื่นใจลูกค้า ก็เลยได้ไปเช็ดก้น ล้างตัวที่โรงแรมคืนนึง ไม่งั้นก็ต้องดองเป็นกิมจิไว้จนกว่าจะเสร็จ ตั้ง 5 วัน มั้ง … แต่ถ้าเป็นฐานเจาะที่อยู่กลางทะเลหรือตามทะเลทรายตามป่าตามเขา ทั้งหมดนี่จะอยู่ในแคมป์ใกล้ๆกับฐานเจาะนั้นแหละ แต่ก็ทำงานแบ่งเป็น 3 พวกเหมือนเดิม

ไม่รู้จะเล่าอะไรแล้ว …. จบมันง่ายๆงี้ที่เวลา ทุ่ม 10 นาที ของวันที่ 19 ….

 

 

วันที่ 20 …. มาถึงหน้างานตอน 8 โมงครึ่ง ดีจังที่เมื่อคืนได้นอนหลับสบายดี ไม่มีใครมาปลุก ตอนนี้บ่าย 3 โมงไม่พอดี เพราะเดาเอา ลืมใส่นาฬิกามา นั่งเฝ้าเขาขุดอยู่ตั้งกะเช้า ยังไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ตอนเที่ยงอากาศดี ฟ้าโล่ง แต่ก็ไม่เห็นพระอาทิตย์อยู่ดี ออกไปถ่ายรูปได้ แล้ววันหลัง (ถ้าอยากให้ดู) จะส่งไปให้ดู เป็นมนุษย์หิมะตัวอ้วนๆสีน้ำเงินตัวพองๆ

 

 

บ่ายๆอย่างงี้น่าจะหลับซักงีบ แต่ไม่รู้จะไปหามุมได้ที่ไหน กลางวันแสกๆ เดี๋ยวก็โดนลูกค้าจับยัดใส่กล่องส่งกลับเวียงจันทร์ อาจจะสงสัยว่าทำไมถึงชอบพาดพิงกับสองเผ่าพันธุ์นี่บ่อยนัก (ลาวกับกระเหรี่ยง) จริงก็มีส่วนร่วมที่เหมือนคนที่มาจากสองเผ่านี้นะ คือ คนลาวกับคนกระเหรี่ยงนี่เป็นคนใสๆซื่อไม่มีพิษไม่มีภัยอะไรกับใคร จริงใจล่ะก็ซื่อๆ เห็นไหมมันก็วกมายกหางตัวเองอีกตามเคย … ฮ่วย …

วันที่ 21 ….. เหมือนเมื่อวานเด๊ะ ….จบมันง่ายๆงี้แหละที่ เก้าโมงเช้าพอดี …. ขี้เกียจแล้ว

 

 

วันที่ 22/12 … วันนี้คงต้องค้างที่หน้างานนี่แหละเพราะคืนนี้คงจะต้องใช้หัวเจาะสำรองของบริษัทฯ หลังจากหัวแรกสึกไปเมื่อวานตอนเช้า คืนนี้คงต้องถ่างตาเฝ้ามันอีกจนถึงเช้า ก็ดีที่ใช้ของบริษัทฯ เพราะ 1 ของเราขุดได้เร็วกว่า จะได้เสร็จงานเร็วๆ 2 บริษัทฯขายของได้ก็สบายไปด้วย สมประโยชน์ด้วยกันทั้ง2ฝ่าย ดีกว่ามาให้ห้อยตุ้มรออยู่อย่างนี้ …. จบที่ บ่าย 4 โมงเย็นเฉียบ

 

 

ตอนนี้ 2 ทุ่ม 10 นาทีแล้วล่ะ ข้างนอกมีพายุหิมะอีก ประมาณ -15 C มั้ง ยังดีที่ได้อาศัยออฟฟิตของวิศวกรอีกคนนึงอยู่ไม่งั้นต้องไม่มีที่อยู่แน่ๆเลย คืนนี้คงไม่ได้นอนเท่าไร คงต้องพึ่งม้านั่งยาวๆตัวแคบๆตัวเก่าให้มันช่วยแบกน้ำหนัก 85 โลอีกสักคืน … จริงๆแล้วอยู่ที่นี่ก็ดีกว่าหลายๆที่ๆไปทำงานมานะ ไม่มีอะไรน่าบ่นมาก เป็นที่เดียวที่มีโรงแรมอยู่ใกล้ฐานเจาะ ปกติจะต้องอยู่ในแคมป์ ซึ่งห้อนนอนจะเป็นตู้ๆ ห้องอาหารก็เป็นตู้ๆ นึกถึงตู้คอนเทนเนอร์ที่พวกก่อสร้างถนน สะพานใช้เป็นที่ทำงานตามข้างทาง คล้ายๆอย่างนั้น ภาษาพวกเราเรียกว่า “ด๊อกเฮ้าส์” ไม่ต้องตกใจ แปลว่าบ้านหมาจริงๆนั้นแหละ จะมีแคมป์เต็มไปด้วยด๊อกเฮ้าส์ มีหน้าที่ต่างๆกัน เป็นห้องนอน ครัว อาหาร ที่ทำงาน ส้วม ห้องน้ำ ดูทีวี ฯลฯ วางเรียงกันกลางป่า กลางเขาเลยล่ะ

 

 

แต่ที่นี่มันตั้งฐานเจาะติดเมืองเลยมีโรงแรม สบายไป มีรถบัสเป็นเที่ยวๆตามตารางพลัดทำงาน วิ่งก็แค่ 15 นาที ที่หน้างานก็สะอาดสะอ้าน ห้องน้ำก็โคตรสะอาดสไตล์ญี่ปุ่น ตั้งกะทำงานมาไม่เคยเห็นห้องส้วม ห้องน้ำที่หน้างานที่ไหนสะอาดน่าใช้เท่าที่นี่ ดีก่าของบ้านเราอีก ไม่น่าเชื่อว่าอยู่หน้างาน ต่างกับหน้างานที่จีนยังกับฟ้ากะเหว อยู่โรงแรมก็มีโทรศัพท์ให้ต่อเน็ทเม้าส์กะทางบ้าน โทรทางไกลก็ได้ น้ำอุ่นก็มีอาบ แถมมีอาหารญี่ปุ่นขนานแท้ให้กินลดน้ำหนักอีก (ไม่รวมถึงการอดนอนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานอยู่แล้ว)

 

 

อยากดื่มเบียร์ กินน้ำสารพัดน้ำก็หยอดตู้เอา เปรมไปเลย ที่ห้องก็มีทีวีหนังโป๊หยอดเหรียญด้วย หยอด 100 เยน (40 บาท) ดูได้ 10 นาที มีหรือพี่ไทยจะพลาด ควานหาเหรียญ 100 เยน แทบไม่ทัน ฮ่าๆ หนังก็เด็ดสะเด้วแห้วจริงๆ เล่นกันถึงพริกถึงขิง ข่า ตะไคร่ ใบมะกรูด จริงๆ แต่ที่เห็นว่าไม่เหมือนหนังโป๊ที่ไหนคือตอนจบ ที่อื่นจบแล้วก็จบเลย (จบอย่างไรคงไม่ต้องเล่า เดี๋ยวกบว.เซ็นเซอร์) แต่ของที่นี่มีการลุกขึ้นมา(ทั้งยังเปลือยๆ เลอะเทอะๆ (อะไรคงไม่ต้องบอก) อย่างนั้นแหละ) โค้งคำนับ พูดจาอะไรกันอีกตั้งนาน ประมาณว่า ขอบคุณ ดีใจที่ได้เกียรติมาเล่นหนังด้วยกัน อะไรคล้ายๆอย่างงี้แหละ ตบท้ายด้วยกันยืนกอดคอกันถ่ายรูป(หมู่)อีก คล้ายๆกับจะย้ำว่าเมื่อกี้เล่นละครนะอย่าคิดมาก เออ แปลกดี … ฮ่วย บ่ต้องย้ำดอก ข่อยฮู้แล่ว … เล่าซะน่ามาทำงานใช่ไหม

 

 

… ส่วนที่แย่ก็มี คืนคนที่นี่ทำงานช้าอืดอาดไม่โปรฯเพราะเป็นงานของรัฐบาลทำ ไม่มีคนตัดสินใจได้เองที่หน้างาน เรื่อยๆสบายๆ ซึ่งไม่ดีกะเราเพราะต้องรอตลอดว่าจะเอาอย่างไร ทำอะไรทีก็อาศัยหลักการมีส่วนร่วมเป็นหลัก ต้องเอาหน้าไปเสนอทุกครั้งที่ลูกค้าจะคิดจะทำอะไรกันที ทั้งๆที่ไม่ใช่ส่วนงานของเราซะหน่อย แต่ญี่ปุ่นถือว่าต้องให้ความสำคัญกับกิจการของลูกค้า เกี่ยวไม่เกี่ยวก็ขอให้ได้เห็นหน้าไว้ก่อนสบายใจประมาณนั้น ไม่เหมือนที่อื่น เขาจะประชุมกันเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ไม่เอาหน้าเหลืองๆที่ไม่เกี่ยวอย่างเราเข้าไปจุ้นเด็ดขาด

 

 

อีกอย่างที่ทำให้ทำงานกับญี่ปุ่นที่นี่ลำบากคือถ้าเขาอยากได้อะไรจากเราเขาจะไม่ขอตรงๆ ชอบพูด หรือ ขออ้อมๆ คิดว่าคงเป็นนิสัยขี้เกรงใจของพวกเขา ทั้งๆที่เขามีสิทธิ์เต็มที่ที่จะขอเพราะเขาเป็นลูกค้า บวกกับอุปสรรคทางภาษาทำให้บ่อยครั้งที่ไม่เข้าใจว่าจะให้ตูทำอะไรหว่า … จิ้มไปเรื่อยๆเปื่อยๆ รอคิวทำงาน ได้เรื่องบ้างไม่ได้เรื่องบ้างก็อย่าถือเอาไว้เลย มันหนัก วางๆบ้างก็ได้ แล้วมันอะไรกันหว่านี่ … คืนนี้คงไม่ได้อาบน้ำเพราะค้างที่นี่ แต่ไม่ค่อยเท่าไรเพราะอากาศหนาวมากเหงื่อไม่ออกเลย ..

 

 

เล่าเรื่องอะไรต่อดีล่ะ จริงๆก็มีเรื่องเล่าเยอะนะ อย่างที่ตอนอยู่ทำงานที่อินตาระเดียตั้งหลายปี มันส์เหมือนกัน แบ็กเพ็คข้ามชมพูทวีปนี่ก็เขียนได้อีกตอนใหญ่ๆเลย จำได้ว่าจดเป็นไดอารี่ไว้ตอนเดินทางเที่ยวนั้น จดละเอียดเลยละ ถ่ายวีดีโอไว้ด้วย แต่ต้องกลับไปคุ้ยดูก่อน สมัยอยู่ที่ไอ้ยิปต์ เอ๊ย อียิปต์ก็สนุกไปอีกแบบ และก็อีกหลายๆประเทศที่ได้ไปทำงานมา กลัวเขียนแล้วจบไม่ลงเหมือนกัน มันไม่ต่อยังไงก็ไม่รู้ ไว้เปิดเป็นเรื่องใหม่ต่างหากดีก่าจะได้ไม่งง … พักยก

 

 

ตอนนี้อีก 15 นาที จะเที่ยงคืน หัวเจาะของบริษัทฯ(ไม่อยากใช้คำว่าของผม … ฟังดูหวาดเสียวชอบก้ลชอบกล .. ฮ่า) เริ่มขุดแล้วล่ะ ท่าทางจะไปได้ด้วยดี 1 ชม. ขุดได้ 8 เมตร ไม่ดีมากแต่ก็พอใช้ได้ เหลืออีก 475 เมตร ก็อีกราวๆ 60 ชม. ก็ 2 วัน ครึ่ง น่าจะจบ ถ้าไม่เกิดอาการทื่อก่อนกำหนด (ไม่ใช่ท้องก่อนกำหนดอย่างดาราบ้านเราหลายๆคน … ที่แวะไปแซวนี่ไม่ใช่อะไรหรอก อิฉาคนที่ทำให้ดาราท้องน่ะ .. ฮ่วย) ถ้าเกิดทื่อก่อนกำหนดจริงๆ ก็ยิ่งเสร็จเร็วใหญ่ โดนด่าเสร็จถีบส่งขึ้นเครื่องกลับบ้านเลย เพราะไม่มีหัวสำรองหัวที่สามแล้ว

 

 

… ซดกาแฟ(ชาวบ้าน)ไปซะ 1 แก้ว แก้ง่วง ปกติก็ไม่กินกาแฟหรอกนะ แต่ถ้ามาทำงานอย่างงี้มันต้องเอากันหน่อย ไม่งั้นจอดแต่เที่ยงคืนแน่ สมัยก่อนที่ยังหนุ่มๆนะ ซัดกันตลอดคืนถึงเช้ากันเลย เพราะทำงานโต้รุ่งบ่อยมาจนเป็นอาชีพเลย พอร้างลาวงการมาเรียนต่อที่สารขัณฑ์ประเทศเมื่อปี 97 เลยต้องงดเพราะมันทำให้ความจำไม่ดีโด๊บตำราไม่เข้า กอปรกับเซลสมองตายไปหลายล้านเซลแล้วด้วย จากนั้นมาก็ไม่ได้ดื่มอีกเลย ก็ยกเว้นมานี่แหละ ระลึกความหลังซักหน่อย

 

 

… เบื่อไหมฟังคนแก่เล่าความหลังครั้งกระโน้น ผมเองก็ยังเบื่อเลย แต่วินาทีนี้ก็ไม่รู้จะทำอะไรได้ดีไปกว่านั่งจิ้มไปเรื่อยๆ ฆ่าเวลา ตายไปแล้วหลายศพอย่างเลือดเย็น คิดว่ากว่าจะถึงเช้าคงกองได้เป็นภูเขา แข่งกับภูเขาหิมะข้างนอก มันค่อนข้างไร้สาระแล้วล่ะ ถ้าจะหยุดอ่านตอนนี้ก็ได้นะไม่ว่ากัน สมองมันหยุดทำงานไปนานแล้ว แต่นิ้วมันยังไม่หยุด จิ้มๆๆๆๆอะไรก็ไม่รู้ออกมาเรื่อยๆ ตัวเองยังไม่รู้เลยว่าไอ้นิ้วสองสามนิ้วของมือขวามันจิ้มอะไรออกมา สงสารคนอ่านเป็นที่สุดใจขาดดิ้นกระเด่วๆ

 

 

อ้าวยังไม่หยุดอ่านอีกหรือ บอกว่าให้หยุดอ่านได้แล้ว ไป ไป๊ ไม่มีอะไรจะเล่าแล้ว แน่ะ ยังมีหน้ามาอ่านต่ออีก คนจิ้มเขาอุตส่าห์จิ้มไล่แล้วนะ ขืนอ่านต่อไปโดนด่าฟรีๆแน่ๆ เดี๋ยวจะหาว่าสุดหล่ออ้วนๆไม่เตือนนะจะบอกให้ก็ได้ว่าโดนด่าแน่ๆ ถ้ายังขืนอ่านต่อ ….. ฮ่าๆ ไงล่ะไร้สาระสุดๆดีไหม รู้งี้เลิกคบมันไปตั้งนานแล้ว คิดงี้ใช่ไหมล่ะ รู้ทันหรอกน่า เอาว่ะถ้ายังหน้าด้านอ่านก็จะหน้าด้านจิ้มกันไปให้ถึงเช้ากันเลยดีไหม

 

 

… อย่ากระนั้นเลยนิทาเพื่อนร่วมด๊อกเฮ้าส์ดีกว่า วิศกรที่มาขออาศัยห้องพักพิงเป็นนักธรณีวิทยา ทำงานเป็นกะ กะล่ะ 12 ชม. ดังนั้นจึงมี 2 คน ผลักกลางวันกับผลัดการคืน นิทาคนผลัดกลางวันก่อนดีกว่าเพราะมีให้นิทามากว่าคนผลัดกลางคืน เพราะเป็นคนอังกฤษที่มาเอาเมีย เอ๊ย ภาษาสุภาพเขาว่ามาได้ภรรยาเป็นชาวญี่ปุ่น มาอยู่ที่ญี่ปุ่นได้ 4 ปีแล้ว มีลูก 1 คน อายุ 6 เดือน เป็นตัวเมีย เอ๊อ เอาอีกแล้วจิ้มผิด เป็นผู้หญิง

 

 

คนนี้ที่กำลังโดนนินทาชื่อแอนดี้ เป็นชายชาวอังกฤษอายุราวๆ 35 คุยสนุกมาก เปิดเผย ตรงไปตรงมา ท่องมาแล้วในวงการสำรวจน้ำมันทั่วโลกเหมือนกัน คุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สมัยหนุ่มๆกันได้อย่างออกรส ต่างกันที่ผมออกมาทำงานออฟฟิตแล้วแต่เขายังอยู่ในงานสนาม ภรรยาชาวญี่ปุ่นของเขามีธุรกิจครอบครัว เปิดร้านขายเสื้อผ้าอยู่ในช็อปปิ้งพลาซ่า ที่เมืองนากาโอกะ แต่เขาก็ดูเหมือนว่าไม่ชอบอะไรหลายๆอย่างที่ญี่ปุ่น บ่นเสมอว่าอยากย้ายกลับไปอังกฤษ แต่ติดที่ภรรยาจะไม่ชอบย้ายไปด้วย เนื่องจากคนญี่ปุ่นเข้ากับสังคมใหม่ได้ยาก ไม่เหมือนกับคนไทยเข้าไหนก็เข้าได้ (หมายถึงเข้าสังคมนะ อย่าคิดลงเรทอาร์ซิหนู … ฮ่า)

 

 

เม้าส์กันจนไม่รู้จะเม้าส์อะไรแล้ว เพราะเจอกันทุกผลัดกลางวัน อีกคนอยู่ผลัดกลางคืนเป็นญี่ปุ่นที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีประมาณเด็กม.6 ซึ่งก็โอเคใช้ได้ คุยกันรู้เรื่อง คนนี้เก่งมากอะไรเสียพี่แกซ่อมได้หมด อายุอานามไล่เลี่ยกัน แต่รอบเอวยังห่างชั้นอยู่อีกมาก มีลูกแล้ว 2 คน จำอายุไม่ได้แล้ว ไม่ค่อยได้เม้าส์กับคนนี้มาก แต่เป็นคนที่ให้ความช่วยเหลือดีมาก โดยเฉพาะช่วยแปลภาษาญี่ปุ่นเป็นอังกฤษเวลาที่ต้องการบอกอะไรคนที่นี่ที่มันซับซ้อนๆก็ได้คนนี้ช่วย เขาชื่อ อิชิฮ่าร่า

 

 

ท่าทางเล่าเรื่องชาวบ้านให้ฟังจะไม่สนุก รู้น่ะแอบเห็นทำหน้าเบื่อหน่าย โธ่ แล้วจะให้เล่าอะไรล่ะที่น่าสนใจน่ะ ปาเข้ามาตีหนึ่งแล้ว เอานิยายอีโรติกไหม ฮ่าๆๆ ถามไปงั้นแหละ ไงล่ะ ตาสว่างหูผึ่งเลยซิท่า ฮิๆ จิ้มไม่เป็นหรอก ฝีมือยังไม่ถึงขั้น งั้นเอางี้นินทาสาวๆประเทศต่างๆดีไหมว่าชาติไหนเป็นอย่างไรกันบ้าง ชอบล่ะซิเรื่องนินทานี่ ฮ่ะฮ่าอ้อ ไม่รับประกันความถูกต้องด้วยนะ ว่ากันตามที่เห็น กับได้ฟังเขาเล่ามา บอกก่อนน่ะว่าไม่รวมเรื่องเซ็กส์ ขอเก็บไว้เป็นประสบการณ์ส่วนตั้วส่วนตัว นั่นไงทำท่าผิดหวังเล็กๆล่ะซิ รู้ทันนะ

 

 

เริ่มกันที่สาวแดนปลาดิบ เอามาก่อนเลย เพราะใกล้ตัว และ มีโอกาสมาที่นี่หลายครั้งพอควรในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สาวๆที่นี่แบ่งได้เป็น 2 พวก คือกลุ่มหลังวัยรุ่นจนถึงวัยกลางคน กับ วัยรุ่น ส่วนพวกเด็ก กับ วัยกลางคนขึ้นไปไม่ขอกล่าวถึงเนื่องจากอยู่นอกเหนือกลุ่มเป้าหมาย วัยรุ่นที่นี่เท่าที่ได้ฟังมาพบว่ากล้าหาญชาญชัยอย่างน่าใจหาย แต่ก็รู้จักป้องกันตัวเองได้เป็นอย่างดี จะไม่แปลกใจเลยที่เปิดกระเป๋าเด็กกลุ่มนี้แล้วจะพบถุงยางอนามัย นิยมตะวันตก แต่ก็ทำตัวน่ารักๆแบบตะวันออก สื่อสิ่งพิมพ์ และ ภาพต่างๆมีอย่างแพร่หลายตามข้างถนนอย่างถูกกฏหมาย

 

 

ตอนนี้ค่านิยมที่กำลังฮิตกันคือการได้นอนกับผู้ชายที่ตัวเองรักเป็นครั้งแรกถือว่าเท่ห์ ฟังดูแล้วอยากจะเกิดเป็นผู้ชายญี่ปุ่นพศ.นี้สักปีสองปี มากกว่านั้นก็ไม่ไหว เพราะผู้ชายญี่ปุ่นมีอะไรหลายๆอย่าที่ม่ายเอาเหมือนกัน อีกกลุ่มเป็นหลังวัยรุ่น คือเรียนจบแล้วมีงานทำ พวกนี้จะทำแต่งานดูแลลูก กะ สามีอย่างดี ทีเดียว ประมาณว่าเหมือนคนใช้กลายๆ เพราะที่นี่ค่าแรงแพงมาก ภรรยาต้องทำงานบ้านเองทุกอย่าง ผู้ชายญี่ปุ่นไม่ช่วยเลย หาเงินอย่างเดียว ถึงได้มีคำพูดที่ว่า “บ้านสเปน เมียญี่ปุ่น อาหารจีน” ไงเคยได้ยินไหม แต่พอได้เงินมาแล้วจะมอบให้ภรรยาจัดการหมดเลย แล้วภรรยาจึงค่อยจ่ายเงินให้สามีไปทำงานอีกที คล้ายๆ พวกเราสมัยเด็กๆ นั้นแหละ ส่วนภรรยาจะเอาเงินไปทำอะไรอย่างไรนั้นสามีจะไม่ค่อยได้รู้เลย นี่ฟังจากต้นฉบับมาเลยนะนี่ พูดง่ายๆสามีนำทุกอย่างยกเว้นเรื่องเงิน

 

 

ไล่มาก็สาวชาวเมืองโรตี ตามที่มีประสพกาม เอ๊ย การณ์ ที่ได้ไปทำมาหาเลี้ยงพุงที่นั้นประมาณว่าแรมปี พอจะแจงได้ว่าสาวเมืองนี้สวยสุดสวาทขาดใจจริงๆเพียงไร โดยเฉพาะตาที่คมมาก ถึงมีสำนวนชมว่า “ผิวพม่า นัยตาแขก” โดยเฉลี่ยหุ่นก็ดี อ้อ ปีนี้สาวแขกฟาดเรียบเลยนะ ที่เวทีประกวดขาอ่อนระดับโลก 2 เวทีเลย เป็นครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์วงการขาอ่อนเลยที่เดียวที่สาวอินเดียได้ 2 เวทีในปีเดียวกัน แค่นี้ก็รับประกันซ่อมฟรีได้ว่าสวยจริงๆ แต่เสียอย่างเดียวเวลาแต่งงานแล้วค่านิยมเปลี่ยนเป็นว่ายิ่งอ้วนยิ่งดี แสดงว่าสามีเลี้ยงดี ไม่ทิ้งขว้าง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เห็นผู้หญิงแขกที่แต่งงานแล้วบวม

 

 

ฮ่าๆ อีกอย่างคือเวลาจะแต่งงานนี่ผู้หญิงต้องไปขอผู้ชาย และ ฝ่ายชายสามารถเรียกสินสอดเท่าไรก็ได้ตามแต่ฐานะทางสังคม และ การศึกษาของฝ่ายชาย พูดง่ายๆ คือตั้งราคากันตามใจนั้นแหละ ขายออกแน่ๆ เพราะมีผู้หญิงมากว่าผู้ชายถึงเกือบ 2 ต่อ 1 อ้าๆๆ อยากเกิดเป็นหนุ่มแขกอีกแล้ว แฮ่ๆๆ ผู้หญิงแขกจะสวยมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะแขกขาวทางตอนเหนือ เพราะอากาศเย็นแบบยุโรปเลย เดินมาสิบงี้สวยซะแปดอะไรทำนองนี้ เดี๋ยวขอพัก เช็ดน้ำลายก่อน …. แจ๊บๆๆๆ

 

 

ต่อมาก็ถึงคิวเหลนๆพระนางคลีโพัตรา เนื่องด้วยได้ไปใช้ชิวิตที่นั้นในราวๆกลางปี 89 พอจะระลึกได้ว่าความงามนั้น นางมิได้เป็นรองใคร แต่อย่างใด มีดีกรีของท่านย่าคลีโอพัตรา แปะโป้งรับประกันไว้แล้วว่างามหยดติ๋งๆแน่นอน ไม่งั้นอาณาจักรโรมันไม่มาสยบพระนางหรอก สาวๆที่นั้นตากลมโตอย่าบอกใครเชียว ลงลายเนอร์ขอบตาซะหน่อย มองงี้ลืมเวลาไปเลย ถ้าเอาลักษณะเส้นผมมาแบ่งกัน ก็จะมีสองประเภทคือยักโศก กับ เหยียดตรง ชอบแบบเหยียดตรงมาตั้งแต่เกิด ไงๆ ก็ไม่เปลี่ยนใจจ๊ะ

 

 

มีข้อขอติงโดยหนุ่มไทยใจเกินร้อยที่มีลอนประดับพุงพองามว่า หากจะลดกลิ่นลงนิดจะเพิ่มความสุนทรีย์อีกเยอะ หรือว่าหลานๆฟาโรห์ไม่สนใจเพราะของพวกเขาก็พอกัน .. ฮ่า พามาชมสาวอียิปห์แล้วไม่กล่าวถึงระบำหน้าท้อง (belly dancing) ก็กระไรอยู่ เหมือนสั่งส้มตำแล้วไม่มีข้าวเหนียวแกล้ม นักเต้นจะขึ้มมาเต้นบนโต๊ะอาหารที่มีลักษณะยาวๆ ถ้าเขายืนตาเราจะอยู่ระดับหน้าแข้ง แต่ถ้าเขาคุกเข่า แล้ว ยื่นพุงมาแกว่งๆ ตาก็จะชนพุงพอดี หน้าตานักเต้นก็ประมาณไปวัดไปวาได้เท่านั้น แต่หน้าท้องหล่อนต้องระดับอินเตอร์ ดูๆ แล้วเหมือนหน้าท้องเต้นระบำได้จริงๆ

 

 

ใครล่ะจะเป็นรายต่อไป เอาเป็นสาวแดนดาว์อันเดอร์ก็แล้วกัน ที่เมืองจิงโจ้โล้สำเภานี่ ได้ไปพึ่งใบบุญเพราะบริษัทฯส่งไปเรียนภาษาอังกฤษอยู่ 3 เดือน กับ ทำงานต่อที่นั้นอีกเล็กน้อย ประมาณต้นๆปี 89 ถ้าจำไม่ผิดนะ จึงไม่สันทัดแต่อย่างใด จำได้เลาๆว่าเด็กที่นั้นโตเร็วมา แค่ 9-10 ขวบก็มีอะไรๆ (เออ น่า อะไรๆ ก็คืออะไรๆ ที่คิดไว้ในใจนั้นแหละ ถูกแล้ว จะให้แจงออกมา เดี๋ยว กบว. เซ็นต์เซอร์) เหมือนสาวๆบ้านเราเลย เผลอๆเจริญหูเจริญตาลุงๆกว่าด้วย แต่พฤติกรรมยังเป็นเด็ก ทำให้บางทีก็ทำอะไรๆ ดูแล้วขัดหูขัดตาได้เหมือนกัน

 

 

ผิวหยาบไปนิดถ้าเทียบกับบ้านเรา เพราะธรรมชาติของคนขาวเป็นอย่างงี้อยู่แล้ว มองให้ดีๆจะเห็นว่าโดยมามีกระ จะหาแบบเรียบนุ่มเนียนแบบสาวเอเชียนี่ยากเต็มที … เรื่องเซ็กส์หรือ … บอกแล้วว่าจะไม่กล่าวถึง เซ้าซี้อยู่ได้ เราตกลงกันตั้งแต่ต้นแล้วนะ ไว้จะขอไปเขียนเป็นอีกเรื่องต่างหากแต่จะให้อ่านหรือ เปล่าต้องขอดูความประพฤติ และ ความเป็นผู้ใหญ่ของเราอีกที เข้าใจไหม … ฮิๆ โดนดุเลย

 

 

รู้สึกจะพาวนไปวนมาอย่างไรก็ไม่รู้นิ มั่วๆชอบกล ตามมาก็แล้วกัน ต่อไปก็เป็นสาวแดนอิเหนา บ้านใกล้เรือนเคียงเรานี่เอง ได้ไปเยี่ยมไปเยือนเฮือนสาวเจ้าบ่อยๆช่วงปี 89-90 ประทับใจความมีน้ำใจของพวกเธอมาก คงไม่ต้องวิจัยวิจารณ์ชมเชยรูปพรรณสันฐานกันมาก เพราะหน้าตาท่างทางก็ประมาณสาวปักใต้บ้านเรานี่แหละ

 

 

ขัดใจพี่ไทยตรงที่เธอๆเป็นสาวมุสลิมที่มักจะไม่ยอมแต่งออก จะแต่งเข้าท่าเดียว (เคยขอหลายท่าแต่หล่อนไม่ยอม .. ฮ่า แวะมา x อีกแล้ว) คือไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา แบบว่าพี่ไทยกลัวโดนขลิบน่ะ เลยถอยดีกว่า ม่ายเอาดีกว่า อัธยาสัยใจคอมีน้ำใจดีมาก อารีอารอบใช้ได้ ยิ่งถ้ารู้ว่าเป็นชาวต่างชาติยิ่งช่วยเหลือดี ไปที่เมดานนะ อ้อ เมดานเป็นเมืองใหญ่ของเกาะสุมาตราเหนือ ไม่ค่อยได้ไปที่จาร์กาต้าเท่าไร คงต่างกัน เพราะที่เมดานเป็นเมืองไม่ค่อยใหญ่ คนคงนิสัยไม่เหมือนคนในเมืองใหญ่

 

 

ส่วน สาวเมืองผู้ดี กับ สาวอเมริกัน คงไม่ต้องให้คุยให้ฟังมาก ที่เคยๆได้ยินมาก็มีส่วนใกล้ความจริงอยู่มาก

ปิดท้ายกันที่อาหรับราตรี ขอเหมารวมหมดเลยทั้งอ่าวเปอร์เซียล่ะ ได้ไปขายแรงงานจนพ่วงพีราวๆปี 92-94 เข้าๆออกๆเป็นมือปืนรับจ้างเฉพาะกิจตอนที่บริษัทฯขาดคน ก็ได้ไปหลายๆประเทศ เรียกว่าเกือบครบทั้งอ่าว ขาดก็แต่ อิรัก อิหร่าน กะ อัฟกานิสถาน ล่ะมัง พูดได้คำเดียวว่าสงสาร พวกเธอถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพเป็นอย่างมาก รูปพรรณสันฐาน ไม่ค่อยได้เห็นเพราะเธอปกปิดมิดชิด จึงได้แต่สัณนิฐานเอาว่าคงขาวจั๋วแน่ๆเพราะเล่นปิดกันขนาดนั้น ส่วนกลิ่นนั้นมิอาจทราบได้ ไม่บังอาจเอาสมบัติของพ่อไปเสี่ยงปังตออาหรับ ขอบายสำหรับที่นี่ จำได้ว่าแค่ผิวปากยังถูกตำรวจศาสนาเรียกไปเตือนเลย ดีที่มีเพื่อนชาวอาหรับไปด้วย เลยช่วยพูดให้เลยรอดมาจิ้มให้ฟังนี่แหละ

 

 

ไงล่ะจะตีสามแล้ว จิ้มไปเฝ้าหัวเจาะทำงานไป เพลินดี อ่านเมื่อยหรือยัง ยังเหลืออีกนะ เหลือ สาวแดนหมีขาวอดีตหลังม่านเหล็ก สาวมาเลย์ สาวสิงค์โปร์ กับ หมวยที่เพิ่งเปิดประเทศ ติดไว้เป็นคราวหน้าล่ะกัน อาจจะวันนี้ (ตอนนี้วันที่ 23 แล้วน่ะ จิ้มกันข้ามวันเลย) ตอนเช้าๆ ถ้าว่าจะมาเม้าส์ให้ฟังต่อ … ไปทำงาน กะ แอบงีบเล็กๆสักหน่อย … แว็บ

 

 

วันที่ 23 เวลา 2 โมงเช้า กับอีก 50 นาที ……… เมื่อคืนได้งับ เอ๊ย งีบ เล็กๆ ตอนราวๆตี 3 กว่าๆ ถึงหกโมงเช้า ก็พอได้ทนอยู่ต่อวันนี้ไปอีก 1 วัน ตอนเช้าน่ะ ไม่ค่อยเท่าไรหรอก ตอนบ่ายมาน่ะซิ สัปปะหงก เป็นนกหัวขวานเลย … หัวเจาะก็โอเคนะ เฉลี่ย 9 เมตร ต่อ ชั่วโมง อีก 381 เมตร เย่ๆๆ จะเสร็จแล้วถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุแบบหัวที่แล้วซะก่อน … มาเม้าส์ต่อดีก่า ถึงไหนแล้วล่ะ …

 

 

อ้อ … ถึงสาวรัสเซีย … ก็อีกแหละเคยไปเป็นมือปืนรับจ้างแถวๆนั้น ไม่บ่อยเหมืนแถวๆอ่าวเปอร์เซียหรอกนะ ราวๆปี 90เห็นจะได้ ฐานเจาะมันทุกกันดารมาก มหาโหดสิ้นดี สาธารณูปโภคพื้นฐานนี้เรียกว่าย้อนเวลาหาอดีตไปสัก 30-40 ปีจากบ้านเราเลยทีเดียว มีเรื่องให้เล่ามาก ถึงแม้ว่าจะไปไม่กี่เที่ยว เพราะมันแตกต่างกะบ้านเราอย่างสิ้นเชิง แต่อรรถนี้จะขอสารวน วนๆเวียนๆอยู่แถวๆนารีหมีขาว เพื่อให้สอดคล้องต้องกันกับบริบทข้างต้น

 

 

… เนื่องด้วยสภาพภูมิประเทศอันกันดาร และ ระบอบการปกครองที่ไม่เอื้อให้ประชาชนได้อยู่ดีกินอิ่มพุงจนเป็นลอนๆนักนั้น จึงทำให้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไม่ถึงได้มีสาวรัสเซียอึ่มๆมาปลูกลำใยอยู่แถวลำอะไรน้าที่ประเทศสารขัณฑ์ ให้ได้(บังเอิญ)ใส่สายเดี่ยว ไปโบกรถ แล้วได้(บังเอิญอีก)ติดรถท่านรัฐมนตรีกระทรวงพืชผลและปศุสัตว์ ของประเทศนั้นขณะไปตรวจที่ท้อง เอ๊ย ท้องที่ ให้ได้เป็นข่าวอยู่เมื่อไม่นานมานี้ ไม่เป็นไรชาวสารขัณฑ์ลืมง่าย … มาว่ากันต่อ สาวเมืองหมีขาวนี้ (ประเทศนี้) มีหมีข๊าวขาวจริงๆ

 

 

อากาศที่นี่ไม่เป็นใจให้หนุ่มไทยได้น้ำลายหยดกับการโลมเลีย(ด้วยสายตา)โฉมนวลนางนัก เห็นแต่หน้าโผล่ออกมาอย่างเดียว เพราะว่ามันหนาวสุดขั้วหัวใจทีเดียว อย่างน้อยก็เมืองที่ไปมาแหละ บังเอิญไปหน้าหนาวทุกที รูปร่างสูงใหญ่ บึกบึนไม่อ้อนแอ้นแอ่นด๊อกแด๊กไปมาเหมือนสาวเอเชีย เดินเหินคล่องแคล่วว่องไว คงเป็นเพราะอากาศหนาว แมวสาวที่ไหมมันจะมายุรยาตรให้ลมหนาวๆมาเลียจมูกให้แดงเล่นๆ ไม่ใช่แฟนชั่นโบโซ่ละคอนสัตว์ซะหน่อย ใต้เสื้อโค้ดสาวเจ้านั้น ก็จะมีแจ็คเก็ตอีกชั้น คอก็พันซะด้วยผ้ามิดไปหมด พยายามเล็งอย่างไรๆ ก็ไม่อาจเดาสัดส่วนของพวกเจ้าหล่อนได้เลย นอกเสียจากจะถอดออกให้หมด (ซึ่งไม่อาจเล่าได้ในที่นี้เพราะว่าได้ตกลงกันไว้แล้วแต่ต้น ฮิๆ)

 

 

ทำให้นึกถึง From Russia with love ของปู่ฌอน คอนเนอรี่ ที่แสดงเป็น 007 ว้าว เห็นหุ่นนางเองหมีขาวแล้วจิตนาการพรึงเพริด ฮ่าๆ ว่าแล้วกลับไปจะหาเช่าวีดีโอปู่แกมาดูอีกซักรอบ อยากเป็น 007 จัง ภาษานี่ก็เป็นอุปสรรคอันหนึ่ง แต่ส่วนมากแล้วสาวชาวรัสเซียจะไม่ค่อยได้พูดภาษาอังกฤษนัก โดยเฉพาะรุ่นเก่าๆ ประมาณ 25 ขึ้นนี้พูดไม่ได้เท่าไร เพราะเป็นพวกเกิดก่อนเปิดประเทศ ถ้าเอ๊าะๆ 25 ขวบ ลงมาจะพูดได้บ้าง และ ยินดีที่จะพูดภาษาอังกฤษกับคนต่างชาติ ทำให้หนุ่มแห่งสารขัณฑ์ประเทศได้มีโอกาสอ้อล้อเกาะแกะแทะโลม(ด้วยวาจา)ได้ตามแต่สมควรพอได้หายคิดถึงบ้าน

 

 

ต่อกันด้วย สาวมาเลย์ ก็แล้วกัน ถ้าจะเอาแบบตาคมขำหวานหยด ผิวคล้ำเนียนนุ่มต้องสาวเบอมิพุตรา (แปลว่า Son of soil หรือ คนเกิดจากแผ่นดิน อะไรประมาณนั้น) ที่นี่จะแบ่งคนเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ มาเลย์มาเลย์ หรือ เบอมิพุตรา ซึ่งคือมุสลิมนั้นเอง พวกนี้จะเคร่งครัดต่อศาสนามาก รวมไปถึงสาวๆด้วย แต่งเข้าอย่างเดียว ไม่มีแต่งออก ถ้าจะชอบจะรักเอาจริงๆต้องขลิบแน่นอน รูปพรรณก็ราวๆปักใต้บ้านเฮานั้นแหละ ใกล้เคียงที่สุด

 

 

เคยแบ็คแพ็คไปในเทือกเขาแห่งนึงลึกเข้าไปใจกลางประเทศ จำได้เล่าๆว่าเป็น คาเมรอน ไฮแลนด์ เป็นที่ๆเขาปลูกชากัน อากาศดีมาก ได้ไปกินชาที่ร้านเล็กแห่งนึงที่นั้น ลูกสาวเจ้าของร้านเป็นมุสลิม ผิวคล้ำตางี้หวานหยด หุ่นกระทัดรัด สวยมากๆๆๆๆๆ นั่งมองจนไม่อยากลุกแบกเป้เดินต่อเลย จำไม่ได้ว่าหมดชาไปกี่ถ้วย มารู้ตัวอีกที่ตอนเห็นพ่อเขามองเหล่เลยต้องรีบเผ่น เดี๋ยวจะสูญเสียสมบัติพ่อ

 

 

อีกพวกนึงก็เป็นหมวย หรือ ไชนีสมาเลย์ สาวกลุ่มนี้ไม่ต่างไปจากชาวจีนปกตินัก ค่านิยมประเพณีต่างๆ ก็ยังเหนียวแน่นหนึบกับของจีน ผิวขาว หมวยๆ น่ารักๆ ดีออก จริงๆเรื่องความแตกต่างของคน 2 กลุ่มนี้มีให้เล่าเยอะมาก แต่เนื่องจากไม่เข้าบริบทอันว่าด้วยการเยี่ยมยลและแทะโลมนารีในฉบับจึงต้องขัดออกไปต่างหาก

 

 

อืม … มาเยี่ยมสาวแดนมังกรกันดีกว่า เราๆก็คงรู้ดีกันว่าหมวย ก็คล้ายๆกับหมวยไทยนั้นแหละ รูปร่างหน้าตาคงไม่ต้องกล่าวถึง ไปส่องกระจกดูกันเอาเอง ฮ่าๆ ได้ไปๆมาๆจีนแผ่นดินใหญ่ อยู่บ่อยๆ ในช่วงปี 99 ตลอดปี ขอเล่าถึงหมวยชนบทก็แล้วกันนะ เพราะหมวยเมืองก็เครือๆกันกับบ้านเรา จะเป็นฝรั่งกันหมดแล้ว ใส่สายเดี่ยวเที่ยวบาร์ เที่ยวเทค เป็นว่าเล่น อ้อ ไหนๆ ก็เล่าแล้ว แวะเมืองปักกิ่งซะหน่อย กระนั้นก็ตามที่ฮาร์ดร๊อดคาเฟ่ก็ยังไม่อนุญาติให้หมวยเข้าไปโดยไม่มีผู้ชายไปด้วย ถามไถ่คนที่นั้นดูได้ความว่า มีผู้หญิงขายบริการอยู่มากที่แฝงตัวเข้าไปหาลูกค้า ร้านต้องการยกระดับ ก็เลยห้าม ดูๆไม่ยุติธรรมเลยเนอะ หมวยที่ไม่ขายบริการก็มีเยอะแยะ ที่รู้นี่เพราะมีคืนหนึ่งจะไปกินอาหารเย็นที่นี่กับเพื่อนๆ 2-3 คน มีหมวย 2-3 คนมาขอให้พาเข้าไปด้วย สอบถามดูแล้วว่าไม่ใช่แน่ๆ เลยพาเข้าไป แล้วก็แยกโต๊ะกันนั่งนะ

 

 

ส่วนหมวยชนบทจะน่าสงสารมาก คำว่าสิทธิสตรีนะไม่มีในพจนานุกรมจีนมาหลายพันปีแล้ว ทำงานทุกอย่างสารพัด แถมยังต้องออกไปทำนาด้วย ที่ทราบเพราะต้องไปออกหน้างานตามชนบทบ่อยๆในช่วงนั้น เท่าที่คุยดูน่ะ ตื่นก็เช้าราวๆตี 4 ตี 5 หาบน้ำ (ไม่มีน้ำประปา) จุดไฟหุงข้าว (ไม่มีไฟฟ้า) เลี้ยงลูก บริการสามี สารพัด สายหน่อยก็เอาผ้าไปซักริมแม่น้ำ หรือ ไม่ก็บ่อน้ำกลางหมู่บ้าน เสร็จงานบ้านแล้วก็ออกไปทำงานในนาช่วยสามี อาจจะปลูก ไถ ดำ หว่าน เกี่ยว ก็แล้วแต่ช่วงของปี ตกเย็นมาก็ดูแลบ้านต่อ แล้วถามว่าไอ้ตัวผู้ เอ๊ย สามีมันไปซุก(หัว)อยู่ไหน ส่วนมากตอนเช้าก็เม้าส์ จิบชากับข้างบ้าน แล้วก็ออกไปทำงานบ้าง ไม่งั้นก็ทำนาเหมือนกัน พูดง่ายๆคือหน้าที่หลักของสามีคือทำงานนอกบ้านอย่างเดียว กับเป็นผู้นำ การตัดสินใจทุกอย่างภายในบ้าน

 

 

สุดท้ายจริงๆที่ได้ไปสัมผัสมาคือสาวเมืองลอดช่อง เก็บที่นี่ไว้ปิดท้ายเรื่องนี้ ก็เพราะว่าง่ายที่สุดเพราะมันผสมๆกันระหว่าง แขกโรตี แขกมาลายู หมวย และ แขกมุสลิม บวกกับวิถีชีวิตแบบตะวันตกที่ระบาดเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทำให้สาวๆที่นี่มีสไตล์ที่เปิดกว้าง(ความคิด นะความคิด อย่าคิดไปไกล … ฮ่วย) ไม่เคร่งครัดตามแบบฉบับดั่งเดิมเท่าไร

 

 

รูปพรรณสันฐานก็แปลกแตกต่างไปมาก เพราะมีหลายเผ่าพันธุ์ปะปนกัน ที่น่าสังเกตุอย่านึงคือเขาจะไม่ค่อยได้แต่งงานข้ามเชื้อชาติกันเท่าไรนะ ผลิตผลที่ออกมาจึงคงความเป็นบรรพบุรุษ บรรพสตรีกันไว้อย่างแน่นแฟ้น ที่เจือจางไปก็เพราะหนักโซดา เอ๊ย ก็มีแต่วิถีชีวิต และ แนวคิดเท่านั้น ตามกระแสตกวันตกอย่างที่ว่าไว้ข้างต้น

 

 

จริงๆก็มีได้ไปได้เห็นมามากกว่านี้นะ แต่ไม่บ่อยพอที่จะเม้าส์ออกมาได้ว่าเป็นอย่างไร เช่น เขมร บรูไน พม่า เวียดนาม อะไรพวกนี้ … เอาเป็นว่าจบซีรี่อันยาวเหยียดแต่เพียงเท่านี้ดีกว่า ส่วนจะมีเรื่องอะไรต่อนั้น ยังคิดไม่ออก … ฮั่นแน่ จะทวงเรื่องที่ค้างไว้ล่ะซิท่า อิๆ ยังไม่จิ้มหรอกอุบไว้ก่อน เดี๋ยวจะหาว่าเฮาเป็นเด็กดี(ที่)เสียแล้ว

 

 

… การที่ผ่านอะไรต่อมิอะไรมาเยอะมาก (ที่เล่าให้ฟังนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เกี่ยวกับผู้หญิงๆเท่านั้น) ทำให้ใจกว้างสุขุมเยือกเย็น (หายบ้า) ได้มาก อะไรดีๆที่เสียไปก็ถือว่าเป็นค่าวิชา อะไรไม่ดีๆที่ได้มา ก็ถือว่าเป็นบทเรียน คิดได้อย่างนี้มันก็สบายใจเนอะ … ตอนนี้ ห้าโมงครึ่งเช้า ข้างนอกก็มีหิมะตามปกติ ลงมาเหมือนคนโรยแป้ง ไม่หนักหน่วงสาดไปมาเหมือนเมื่อคืน ข้างนอกคงราวๆ 0 องศามั้ง … บ่าย2ก่าๆ … ไปดูหัวเจาะดีก่าว่าปายถึงไหนแล้ว ….

 

 

ห้วย .. มันเจ๊งนี่หว่า กำลังเอามันขึ้นมา โดนลูกค้าสวดยับยู่ยี่เป็นแน่แท้ ไปก่อนล่ะ ต้องทำรายงานยาวเหยียดแน่ๆ …. แว็บ …. บ่าย 5 โมง ไม่ตรงนัก …. จบแต่เพียงเท่านี้จะดีกว่า เตรียมตัวทำหน้าเจี๋ยมเจี่ยม ไปให้ลูกค้าระบายอารมณ์สักหน่อย … บาย

 

 

ต่างกรรมต่างวาวะ บันทึกไว้ในความทรงจำ

 

 

จบแย้ว ….

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *