เรื่องเก่าๆสมัย go inter หนแรกๆ – Australia trip

เรื่องนี้เขียนไว้เมื่อเกือบ 30 กว่าปีที่แล้ว เขียนไว้คุยเล่าสู่กันฟังกับเพื่อนรุ่นน้องทางจดหมาย(โดยอีเมล์) หรือที่เรียกแบบเด็กๆว่า pen friend นั่นแหละครับ วันนี้ว่างเลยงัดเอาขึ้นมาลงบล๊อก

ไม่ได้แก้ไขเลยนะครับ สำนวนเก่าๆเมื่อสมัย 30 กว่าปีที่แล้ว (มุกยังไม่เยอะเหมือนสมัยนี้)

ส่วนรูปผมก็ไม่ได้ถ่ายไว้หรอกครับ ไม่ได้เอากล้องไป ที่เห็นรูปข้างล่างนั่นผมก็โหลดๆเอาจากอินเทอร์เน็ตเอา จะได้พักสายตาไม่เวียนหัวกับตัวหนังสือของผม

 

 

แล้วจะให้เล่าอะไรดีล่ะ …..

… เอาเป็นว่าตอนนี้ก็ 48 ขวบ ถ้าวัดด้วยปฏิทินคงไม่แก่เท่าไร แต่ถ้าวัดรอบเอวล่ะก็กินขาด 555 … อืมมม ไปทำงานต่างประเทศตั้งแต่เรียนจบ จบเร็วนิดนึง 21 แก่ๆ ก็จบแล้ว จำได้ว่า Defense project ป.ตรีจบได้อาทิตย์เดียวก็บินไปออสเตรเลียเลย แล้วก็ยาวไปหลายปี เลยไม่ได้กลับมารับปริญญากับเพื่อนๆ เห็นอะไร ทำอะไร โดนอะไร มามากมาย มากกว่าที่เพื่อนๆรุ่นเดียวกันจะได้เห็นได้ทำ และได้โดนทำ ฮือๆๆ อีโก้ลดลง ใจกว้างขึ้น เข้าใจชีวิตดีขึ้น

….. ตอนนั้นทำงานเป็นวิศวกรสำรวจน้ำมันไปตามที่ต่างๆที่เขาขุดน้ำมันกันทั่วดาวเคราะห์ดวงนี้แหละ 7 ทวีป 4 มหาสทุทร แล้วไอ้น้ำมันนี่มันก็ทะลึ่งไปอยู่ที่กันดารๆซะด้วย ป่าดงดิบในปาปัวนิวกินีงี้ มีแต่มนุษย์กินคน แหวะๆๆ ทะเลเหนืองี้ คลื่นสูงเกือบ 10 เมตร ตกลงไปไม่ถึง 3 นาทีไปสวัสดีขอลายเซ็นต์ยมบาลได้เลย ไม่ก็ร้อนตับแลบ ตอกไข่ทอดได้สุกกลางแดด แบบในซาอุฯ ส่วนที่หนาวแข็งเป็นไอติม แบบว่าถ้าวันไหนสัก 0 องศานี่จะบ่นว่าอากาศโคตรร้อน ก็แถวๆไซบีเรียไง เพราะปกติ ติดลบ 10 ลงไป ถ้าเป็นหน้าหนาวจะลบ40 ซี นะจ๊ะ ไม่ใช่ เอฟ ไม่นับเรื่อง อาหาร วัฒนธรรม ภาษา ฯลฯ และ ที่ขาดไม่ได้สำหรับชายโฉด(ตอนนั้น) คือ สาวๆ เหล้า และ อื่นๆ ที่แตกต่าง จึงมีเรื่องมาเหล้า เอ๊ย เล่าแยะ พอก่อนดีก่า เดี๋ยวก็ จะซีเรียสไปมากว่านี้

..เออ เอางี้ ว่าแล้วเล่าเรื่องไปออสเตรเลียดีกว่าเนอะ เป็นเที่ยวบินแรกที่ได้ออกนอกราชอาณาจักรสารขัณฑ์ ที่ไปนี่ก็ บริษัทส่งไปเรียนภาษาอังกฤษ 3 เดือน ตอนก่อนจะรับทำงานเป็นขั้นตอนหนึ่งของขบวนการรับสมัคร เพราะภาษาอังกฤษห่วยมากกก ๆๆๆ ในตอนนั้น และ งานที่ทำต้องทำกับชาวต่างชาติตลอดเวลา แบบว่าถ้าใน 3 เดือนกระเหรื่ยง ไม่ go inter เว้าปะกิดได้อย่างที่น่าพอใจฝรั่งหัวแดงล่ะก็ โดนส่งกลับดอยไปขายลูกชิ้นหมูพริกกระเหรี่ยงแน่ๆ ฮ่าๆ

 

 

ไม่เคยคิดเลยว่าในชีวิตจะมีโอกาสนั่งเครื่องบินเพราะฐานะที่บ้านจน แค่ไปรถไฟตู้นอนพัดลมยังต้องคิดแล้วคิดอีกเลย ไปชั้น3ทุกทีเวลาไปเยี่ยมย่าที่อุบลฯ ไฟล์ทแรกที่ไปตื่นเต้นมาก แม่ให้ตังค์มา 5000 บาท ขนกันมาส่งที่ดอนฯทั้งบ้านเลย (แล้วไฟล์ทถัดมาก็ไม่มีใครมาส่งอีกเลย แงๆ บ้านบ้าเห่อ) กระเป๋าเดินทางใบเท่าช้างหนักเกือบ 40 โล เกินพิกัดด้วย แต่พอดีไฟล์ทนั้นว่าง ประกอบกับเด๋อด๋ามาก น้องที่ check in คงสงสารเลยให้ผ่าน เพื่อนร่วมทางก็มีเด็กวิศวะบางมด 2 คน คนนึ่งชื่อวิทย์เป็นรุ่น 5 ปี เป็นพี่ 1 ปี เคยไปอินโดเนเซียมาเที่ยวเดียว อีกคนชื่อไกร รุ่นเดียวกัน ไม่เคยขึ้นเครื่องเหมือนกัน ที่สำคัญคือบ้านนอกเหมือนกันทั้ง 3 คน …. 3 คนนี้มีชะตากรรมที่แตกต่างกันไปอย่างมากในตอนหลัง แล้วจะเล่าให้ฟังเป็นอีกตอนหนึ่ง ….

 

 

เอาเป็นว่าผ่านขบวนการขึ้นเครื่องที่สนามบินได้อย่างทุลักทุเล เครื่องที่ว่าเป็นสิงค์โปรแอร์ไลน์ บินไป ออสเตรเลียโดยจอดเปลี่ยนเครื่องที่สิงค์โปร์ เครื่องแรกที่ขึ้นเป็น 747A400 เครื่องที่ใหญ่ที่สุดในทุกสายการบินทุกวันนี้แหละ เวลากินอาหารบนเครื่องก็คอยดูคนข้างๆว่ากินยังไง กลัวกินไปถูก ไม่เคยเห็นน้ำตาล ครีมเทียม กะ เกลือที่ใส่มาในซอง อ่านข้างซองก็ไม่ออก เลยฉีกเกลือใส่กาแฟเฉยเลย แต่ก็แกล้งจิบๆ กลัวเสียฟอร์ม มีรู้กันแค่ 3 กระเหรี่ยงนี่แหละ ไม่กล้าเข้าห้องน้ำด้วยเพราะไม่รู้จะขอคนข้างๆออกอย่างไร เล่นโดนนั่งประกบกะฝรั่ง ก็พูดภาษาอังกฤษไม่เป็นนี่นา เลยอั้นกันทั้ง 3 คนจนถึงสิงค์โปร ดีนะที่บินแค่ 2 ชม. ไม่งั้นขมวด(อะไรหว่า)จนหน้าเขียวแย่

อาหารบนเครื่องเขาก็เสิร์ฟให้เลือก 2 อย่าง แอร์สิงค์โปร์ก็จะมาถามว่า ไอ้นี่กับไอ้นั้นจะเอาอะไร เขาก็พูดเร็วมากเพราะต้องทำเวลา ไอ้เราขนาดพูดช้าๆยังไม่รู้เรื่อง นี่เล่นพ่นเป็นไฟว่า ไอ้นี่กับไอ้นั้นจะเอาอะไร ก็บอกว่าจะเอาไอ้โน้น แอร์งง กว่าจะได้กินเล่นเอา 3 หนุ่ม 3 มุม เหนื่อย … คราวนี้ก็มาต่อเครื่องที่สิงค์ฯ มันต้องเปลี่ยนลำ ได้เดินที่สนามบินฯสิงค์ฯ เกือบ 3 ชม. ตื่นเต้นมากเพราะมันใหญ่ยังกะเมือง เดินจนเพลิน เขาประกาศเรียกขึ้นเครื่องก็ไม่ได้ยิน ถึงได้ยินก็ไม่เข้าใจอยู่ดี แฮะๆ … บังเอิญเดินผ่านจอทีวีเห็นไฟแดงๆกระพริบอยู่หน้าชื่อไฟล์ทตัวเอง เลยวิ่งแทบไม่ทัน เดินเข้ามาบนเครื่องเป็น 3 คนสุดท้าย คนทั้งเครื่องมองกันใหญ่คงคิดในใจว่าเพราะไอ้กระเหรี่ยง 3 ตนนี่เองเครื่องถึงช้า

…. แล้วเครื่องก็พา 3 หนุ่ม ออกจากสิงค์โปร์อย่างสวัสดิภาพ จำได้ว่าไฟล์ทนั้นนั่งริมหน้าต่างมองดูปีกเครื่องบินไปตลอดทางจนมืด พอเครื่องบินตกหลุมอากาศปีกมันจะกระพือแรงมากยังกะจะหัก ตกใจน่าดูเลย แต่เห็นคนอื่นเฉยๆก็เลยคิดว่าปกติ แต่ก็ไม่วายดูมันไปจนตลอดทาง เฝ้าให้กำลังใจมันน่ะ เผื่อมันหักจะได้ออกข่าวทีวีว่าเป็นคนแรกที่เห็นมันหัก คงจะมีพนักงานสืบสวนมาสัมภาษณ์ ดังดีพิลึก ฮ่าาาา

 

 

เอ้า … เครื่องก็มาลงที่เมลเบิร์นตอนเช้าราวๆตี 5 จำได้ว่าเป็นวันอาทิตย์ เพราะอะไรเดี๋ยวจะบอก …. ตามแผนการที่พี่เลขาฯให้มาจาก กทม จะต้องเรียกแท็กซี่จากสนามบินไปสถานีรถไฟที่ห่างไปราวๆครึ่งชั่วโมง จับรถไฟเที่ยว 7 โมงเช้า นั่งไป 8 ชม.ก็จะถึงสถานีที่เรียกว่า Sale แล้วจะมีคนชูป้ายบริษัทมารับ แต่ไม่มีพวงมาลัย กับ กลองยาวเถิดเทิง เพราะไม่ใช่สมรักษ์ ตอนได้เหรียญทองกลับจากโอลิมปิก ฟังดูง่ายมั้ย ก็น่าจะง่ายนะ

… ตอนรอกระเป๋าที่สนามฯ รอๆๆๆๆ มันก็ยังไม่มาของทั้ง 3 คนเลยนะ จนหมดสายพานลำเลียงกระเป๋าแล้ว เอาล่ะซิ ทำไงดีว่ะ หันหน้าเข้าหากัน (ก่อนจะมีสโลแกนเบียร์ช้างอีก) “ทำไงดี” ก็เลยไปหาประชาสัมพันธ์สนามบิน หลังจากเมื่อยมือ และ ตุ้ม เพราะใช้มือคุย ได้ 10 นาทีมั้ง (ส่วนตุ้ม ไม่ได้ใช้ในการเจรจา ห้อยอยู่เฉยๆ แต่เมื่อย เพราะนั่งมานาน ฮ่า) ถึงได้รู้ว่ากระเป๋าของพ่อ 3 กระเหรี่ยงนี่มันหนักเกินพิกัด จะต้องไปรับอีกที่ต่างหาก จึงต้องไปรอเอากระเป๋าอีกที่หนึ่ง ฮ่วย แล้วก็ไม่บอกลาวแต่แรก

…. กว่าจะออกจากสนามบินได้ก็สายเอาการ ไงล่ะ ก็ตกรถไฟนะซิ เที่ยวต่อไปก็ทุ่มนึง ฮ่วย … ทำไงดี เบียร์ช้าง (หันหน้าด่ากัน เอ๊ย เข้าหากัน เป็นเบียร์ช้างอีกแล้ว) อีกแล้ว …. คอยติดตามต่อฉบับหน้าล่ะกัน ว่าไอ้กระเหรี่ยงหนุ่ม 3 ตนนี้มันจะทำอย่างไร ตั้งวันนึงในเมลเบิร์น ภาษาอังกฤษก็ไม่กระดิกหูแมว รับรองมันส์แน่ๆ ไอ้วิทย์ กะ ไอ้ไกร นี่มาเจอกันที่ไร ต้องเล่าเรื่องนี้แล้วหัวเราะกลิ้งกะดุ๊กๆท้องขัดท้องแข็งทุกที

 

 

เอ้าต่อเลยดีกว่าสไตล์ตัดแปะๆ

เอ้า .. เล่าต่อ ถึงไหนแล้วล่ะ อ้อ … ถึงตอนตกรถไฟ .. พอถึงสถานีรถไฟก็จ๋อยอย่างที่บอก สุมหัวกันว่าจะเอาอย่างไร เพิ่ง 7 โมง อีกตั้ง 12 ชม. จะเอา 3 ตุ้มไปห้อยอยู่ไหน ไอ้ไกรเสนอว่าเอาตุ้มไปแกว่ง เอ๊ย ย่ำเมลเบิลน์กันดีก่า ก็เห็นด้วย เพราะไหนๆก็ไหนๆ รวมกันตายหมู่แยกกันอยู่ก็ตายที่ล่ะคนอยู่แล้ว อย่ากระนั้นเลยตายหมู่ดีกว่าจะได้ไม่เหงา ว่าแล้ว 3 กระเหรี่ยงหนุ่มก็เลยต้องแบ่งหน้าที่กันว่าใครจะทำอะไร

เริ่มด้วยไอ้ไกรจัดการลากกระเป๋าทั้งหมดไปจัดการฝากที่ที่เขารับฝากจำไม่ได้ว่ากี่ใบแต่เล่นเอามันเหงื่อท่วมทั้งๆที่อากาศก็หนาว คิดดู ไม่ต่ำกว่าร้อยโลรวมๆกัน เพราะของ ทั้ง 3 คน เกินพิกัดกันทั้งน้าน ไอ้วิทย์ภาษาดีที่สุดไปศึกษาเส้นทางเข้าเมือง วางแผนเที่ยวให้ครบ 12 ชม. แล้วก็โทรไปที่ Sale บอกคนที่โน้นว่าลาวตกรถไฟ ส่วนไอ้นกนี่นะ มันเด๋อดีดังนั้นมันจงไปจองตั๋วรถไฟเที่ยวหน้า ไม่รู้ว่าไอ้กระเหรื่อง 2 ตนนั้นมันไปทำอะไรบ้าง

แต่ของไอ้นกนี่ก็นึกว่าเหมือนตีตั๋วหนัง ท่องไปอย่างดิบดีเลยนะเต็มสูตรแบบที่เรียนมาตอนมัธยมฯ จำได้ว่าท่องอะไรทำนองนี้แหละ ” I want to buy 3 nineteen PM tickets to Sale” กะว่ายื่นแบงค์ 100 เหรียญไปต้องพอแน่ๆ เพราะพี่เลขาฯที่กทม บอกมาว่างั้น รอรับตังค์ทอน รับตั๋วก็คงเรียบร้อย ไม่ยากๆ ว่าแล้วกระเหรี่ยงนกก็เดินอย่างองอาจมาดมั่นไปที่ช่องตั๋วแล้วก็ท่องอย่างที่เตรียมมา

… หญิงแก่ๆเป็นคนขายตั๋วมองหน้าแล้วไม่พูดอะไรชี้ไปข้างๆประมาณว่าผิดช่อง เพล้งงงงๆๆๆ หน้าแตกยกหนึ่ง ความมั่นใจหายไปกว่าครึ่ง เอาใหม่ ถอยมาถอนหายใจตั้งหลัก ถ้าไม่ได้ตั๋ว 3 ใบกลับไปไอ้กระเหรี่ยงอีก 2 ตนมันต้องหัวเราะเยาะเอาแน่ๆ มัน 2 คนคงคิดเหมือนๆกันว่าถ้ามันทำงานที่ได้รับมอบหมายไม่ได้เราต้องหัวเราะเยาะมันเหมือนกัน

…. มาที่อีกช่องเป็นชายแก่ๆพูดออกสำเนียงออสซี่ๆ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าขนาดเจ้าของภาษาฟังยังงง คงได้เคยได้ยินกิติศัพท์ภาษาออสเตรเลียมาบ้างนะว่าเพี้ยนแค่ไหน ท่องเลยครับ แล้วชายแก่คนนั้นก็พูดว่า แว ทู้ (where to) ก็นึกว่าเขาฟังไม่ชัดว่าจะไปไหน ก็ซ้ำว่า Sale พี่ออกเสียงว่า เซล ชัดๆสำเนียงไทยลาวบ้านเกิดเลย ตะแก ก็ แว ทู้ อยู่นั้นแหละ 3-4 ที่จนแกทำหน้าเบื่อ พี่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้ตั๋ว 3 ใบ ไป Sale ว่าแล้วตะแกนั้นก็เลยเอาแผนที่มากางจึงได้ตั๋วตามต้องการ ไงๆ ก็ไม่พ้นภาษามือจนได้ ตอนหลังถึงมาทราบว่าออกเสียงผิด เพราะมันต้องออกเสียงว่า “ซาว” ไม่ใช่ “เซล” แบบลาวอุบลฯอย่างพี่

นี่ครับ ที่ๆจะไป … เมืองเล็กๆสงบเงียบน่าอยู่มาก ชื่อ sale อยู่ในรัฐวิตอเรีย ไปทางตะวันออกของเมลเบิร์น

 

 

ฮ่วย … ก๊อบ่บอกข่อย … เสร็จแล้วกระเหรี่ยง 3 ตนก็พร้อมจะย่ำไปบนแผ่นดินที่เรียกว่าเมล์เบิล์นด้วยภาษาอังกฤษอันต่ำเตี้ยเลียยอดหญ้า(เขียวๆอ่อนๆ .. แฮะๆ แบบว่าชอบหญ้าอ่อนน่ะ) .. มันส์พะยะค่ะ

 

 

ถึงไหนแล้วหว่า … ไอ้วิทย์มันก็ไปซื้อตั๋วรถรางมา 3 ใบ เป็นตั๋วแบบใช้ได้ทั้งวันขึ้นไหนลงไหนก็ได้ ก่อนเที่ยงคืนเท่านั้น เราซื้อตอนเช้าก็เลยคุ้มสุดๆ แต่ถ้าให้คุ้มจริงๆก็ต้องซื้อตอนเที่ยงคืน 1 นาที ใช้ได้ 24 ชม.จริงๆเลย น้าน .. คิดไปตามประสาลาวขี้เหนียว รถรางสายแรกมาก็โดดแผล้วขึ้นเลย ไปไหนก็ไม่รู้ช่างหัวมัน ชมวิวกันรอบเมืองก่อนเป็นปฐม ผ่านไปได้สักครึ่งชม. ท้องมันร้อง

อ้าว … ยุ่งๆเพลินลืมกินข้าวเช้า นี่ล่ะยุ่ง วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ เมืองมันก็ปิด คือคนที่นั้นตื่นสายมาก ไม่มีคนตื่นมาทำมาหากินกันเลย แต่เรื่องกินนี่พี่ไทยถือว่าสำคัญอันขาดเสียมิได้ ก็เลยลงรถรางมาท่อมๆมองๆหา food stall ก็ประมาณแผงขายของกินข้างถนนบ้านเราแหละ ไปเจอร้านขายฮ็อดดอก ดีใจปานเจอโอเอซิสกลางทะเลทราย คราวนี้ก็ต้องให้ไอ้วิทย์ไปจัดการโดยมีอีก 2 กระเหรี่ยงช่วยเงี่ยหูฟังเผื่อจะช่วยๆกันแปล สั่งฮ็อดดอกนี่ใช่ว่าง่ายนะ เพราะเขาจะถามว่า เอาแตงกวาไหม เอาผัดสลัดไหม เอาซ้อสอะไร โน้นนี่อีกเพียบ ประมาณว่า make to order คล้ายๆกับคนไทย(จู้จี้)สั่งก๋วยเตี๋ยวแหละ ไม่เอาตั้งไฉ่ ผักชี ถั่วงอก ผัก กระเทียมเจียว เคยเห็นคนพวกนี้ไหม (หรือเป็นเองหว่า) ออกมาก็ได้เส้นขาวๆแช่น้ำร้อนอะไรประมาณนี้

เอ้า ต่อของเราดีกว่า แน่นอนกระเหรี่ยงก็ได้กินฮ็อดดอก แต่ราดซ้อสอะไรก็ไม่รู้สีเหลืองๆ เพราะไอ้วิทย์มันตอบแต่ yes ๆๆๆ พยักหน้าลูกเดียว ไอ้เรากะไกรก็นึกว่ามันรู้ มันบอกตอนหลังจ่ายเงินไปแล้วว่า “กูก็ไม่รู้เหมือนกัน กลัวเสียฟอร์มกระเหรี่ยง” ปรากฏว่าเป็นมัสตาด เผ็ดบรรลัยลาก รักษาฟอร์มกันนัก เลยต้องกระเดือกขะย้อนลงไป เพราะเสียดายตังค์ แพงบรรลัย

บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่าถ้าจะเรียนภาษาให้ทิ้งฟอร์มทิ้งสูทรวมถึงเนคไทไว้ที่บ้านอย่าเอามาด้วย (ฮ่า) แล้วกระเหรี่ยง 3 ตนก็ระเห็ดไปอยู่บนรถรางอีกพร้อมกับแผนที่ที่หยอดเหรียญซื้อมาจากตู้ (อ้อ โดนกินไป 2 เหรียญเพราะกดผิด อ่านวิธีใช้ข้างตู้ไม่ออก ถือเป็นค่าวิชาไป) ค่อยยังชั่ว นโปรเลียนกว่าไว้ว่ากองทัพเดินได้ด้วยท้องนี่ถ้าจะจริง …

 

 

ไม่ได้แล้วล่ะว่าไปไหนบ้างก่อนหลัง มันผ่านมาตั้งจะ 30 ปีแล้ว สมัยนั้นยังไม่หัดเขียนไดอารี่ก็เลยค่อนข้างนึกไม่ออก รูปก็ไม่ได้ถ่ายไว้ จำได้รางๆว่าไปตามมิวเซียม กับ หอศิลป์ อะไรเทือกๆนี้นี่แหละ แต่เรื่องเศร้าคือมันไม่เปิดวันอาทิตย์ทุกที่เลย ได้แค่ดมๆเลียๆแล้วก็ฉี่ทิ้งไว้เป็นหลักฐาน เอ๊ยไม่ใช่ ด้อมๆมองๆ รอบๆ ซึ่งก็สวยดีทีเดียว มื้อเที่ยงก็วิธีเดิมฟาดแต่ฮ็อดดอก คราวนี้ไม่มีฟอร์ม เอานิ้วจิ้มๆเอาอย่างเดียว ได้ผลแฮะ ไม่เผ็ดอย่างตอนเช้า

ตัดไปตอนเย็นเลยแล้วกัน เพราะไม่มีอะไรตื่นเต้น คนก็น้อย ไม่มีแหม่มนมโตๆแกว่งซ้ายขวาซ้าย กะ ก้นไซด์ XL ให้ได้ดูอย่างที่คิดไว้(ในใจทั้ง 3 ตน นั่นแหละ) จำได้ว่าลุ้นระทึกตอนหาทางกลับไปสถานีรถไฟ เพราะว่าดูแผนที่กันไม่เป็นอะไรทำนองนี้แหละ จำได้ไม่ถนัด แบบว่าเผ่นขึ้นรถไฟแทบไม่ทัน

… จริงๆเขียนเล่าให้ฟังนี่ก็มีความสุขนะ จิ้มแป้นไปก็อมยิ้มไปคนเดียวนึกถึงภาพเก่าๆที่นับวันจะจางลงทุกทีๆ ตามอายุอานาม และ รอยย่นที่เพิ่มขึ้นตามพุงกะทิ ไม่ค่อยได้เล่าให้ใครฟังละเอียดขนาดนี้เลยนะ เพราะเกือบทั้งชีวิตมีแต่ฟังคนอื่นซะล่ะมาก เรื่องราวของตัวเองจึงเป็นเพียงเศษฝุ่นก้นลิ้นชักของความทรงจำ …..

อ้าว มาลงแบบนี้แล้วจะต่อไงล่ะนี่ ชักดาบเอาดื้อๆเลยล่ะกัน จบแล้วฮ่ะ

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *