เฉียด

ครั้งหนึ่งที่โชคชะตาพาให้ลาวเมืองดอกบัวได้ไปขายแรงงานกลางทะเลทรายแถบๆอ่าวเปอร์เซีย เอาล่ะ…ลองหลับตานึกถึงทะเลทรายนะ กว้างมากๆ มีแต่ทรายกับทรายและก็ทราย มีแคมป์อยู่กลางทะเลทรายแคมป์นึง พื้นที่แคมป์ก็ราวๆสนามฟุตบอล 2 สนามต่อกันตามด้านกว้าง ในนั้นจะมีตู้ คล้ายๆตู้คอนเทนเนอร์นี่แหละ มีประตูอยู่ 2 ด้าน ด้านหัว กับ ด้านท้าย แต่ล่ะตู้ก็ทำหน้าที่ต่างๆกัน เช่น เป็นห้องนอน ห้องครัว เป็นเครื่องปั่นไฟ ห้องนั่งเล่น ห้องบัญชาการ ห้องแล็ป ห้องคอมฯ ห้องทีวีฯลฯ มีประมาณกว่า 50 ตู้ ตู้ที่ว่านี่เขาจะเรียกว่า ด๊อกเฮ้าส์ ไม่ต้องแปลกใจครับ มันแปลว่า บ้านหมา อย่างที่คิดจริงๆ มีคนในแคมป์ราวๆ 50 กว่าคน มีสระว่ายน้ำด้วยนะ อาหารที่นี่ระดับ 5 ดาวเลยที่เดียว

มีคนงานอยู่ 3 พวก พวกแรกเป็นคนงานประจำระดับปฎิบัติงานจะทำงานเป็นกะๆล่ะ 12 ชม. โดยมาพวกนี้จะเป็นคนท้องถิ่น พวกที่สองเป็นระดับหัวหน้างานทำงานแค่ 12 ชั่วโมง เฉพาะตอนกลางวัน แต่ก็โดนปลุกได้ถ้างานที่ตัวเองต้องรับผิดชอบเกิดมีปัญหาตอนกลางคืน ประมาณว่าโดนปลุกได้ตามอัธยาศัยของงานนั้นแหละ กับพวกที่สามจะเป็นขาจรมาทำงานเป็นงานๆไป งานส่วนของตัวเองไม่เสร็จเป็นไม่ได้พักไม่ได้นอนกันหล่ะ งานเสร็จก็กลับฐานตัวเองที่อาจจะอยู่ในเมือง หรือ อยู่ที่อีกแคมป์ถัดไป ตอนนั้นทำงานเป็นพวกที่สาม(ขาจร) เป็นหัวหน้าทีมมีลูกทีม 5-10 คน ทำด้านการสำรวจหลุมน้ำมัน ลูกทีมก็เป็นคนสารพัดชาติ แต่ส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่น มีตั้งแต่หนุ่มๆ รุ่นเดียวกัน (ตอนนั้น) ไปจนแก่ราวลุงก็มี

ที่แคมป์นี่เขาไว้อยู่อาศัย เวลาทำงานต้องขับรถหรือขึ้นฮ.ไปอีกที่นึง ซึ่งที่ที่ทำงานจะเป็นฐานเจาะน้ำมัน ขับรถก็ไม่เกิน 8-10 ชม. เป็นอย่างมาก ถ้าเกินนี้ เขาจะไปตั้งอีกแคมป์นึงใกล้ๆ แต่ตัวแคมป์ที่ว่านี้อาจตั้งห่างจากตัวเมืองได้เป็นร้อยๆกิโลเลย การเดินทางไปมาระหว่างแคมป์กับแคมป์ หรือ แคมป์กับฐานปฎิบัติงานในเมือง ก็ไม่ง่าย ส่วนมากก็จะบินโดยเฮลิคอปเตอร์ ไม่ก็ขับรถไป โดยมีคนพื้นเมืองนำทาง คนพวกนี้เก่งมากไม่มีเข็มทิศ ไม่มีแผนที่ ไม่มีอะไรเลย นำเราไปถูกด้วย เคยสงสัยแล้วไปกวนโอ้ยเขาว่าใช้จมูกนำทางหรือไง งานนั้นลาวเกือบไม่ได้กลับเวียงจันทร์แล้ว

เที่ยวที่แย่ที่สุดของคือต้องขับไปแคมป์ที่ว่านี่เองคนเดียวโดยไม่มีคนพื้นเมืองนำทาง

คือว่ามันมีงานด่วนเลยต้องขับไปเอง ปกติคนที่สามารถขับรถในทะเลทรายได้นี่ต้องมีการฝึกอบรม และ ทดสอบกันก่อน เป็นหลักสูตรหนึ่งเลยที่เดียว เพราะสภาพแวดล้อมและเหตุการณ์ต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นมันไม่เหมือนกับขับในเมือง เอาแค่ว่าจะขับไปยังที่หมายปลายทางอย่างไรโดยไม่มีถนน ไม่มีจุดอ้างอิงเลย แค่นี้ก็งงแล้ว นี่ยังไม่รวมถึงอุบัติเหตุ หลงทาง พายุทราย ฯลฯ หลังจากลงบันทึกเรียบร้อยแล้วว่าออกจากแคมป์กี่โมง คาดว่าจะไปถึงฐานเจาะฯกี่โมง วิทยุรายงานที่ฐานเจาะเสร็จสรรพ ก็เตรียมรถ ตรวจสอบสภาพตามที่ได้ฝึกอบรมมา โหลดอุปกรณ์ตามที่ต้องใช้ยามฉุกเฉิน พวกกล่องปฐมพยาบาล ชุดยังชีพ ผ้าใบ เข็มทิศ แผนที่ พลุ อุปกรณ์สนาม ฯลฯ ที่ขาดไม่ได้คือน้ำแล้วก็สตาร์ตเครื่องไปโลด

อย่างที่เกริ่นไว้ วิธีขับนะมันก็ไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย ต่างจากขับปกตินิดเดียวตรงที่มันไม่มีถนน ดูเหมือนง่ายใช่ไหมครับ ไม่มีอะไรให้จำ ให้สังเกตุด้วยว่าไปทางไหน ถึงไหนแล้ว ทุกอย่างรอบๆตัวเหมือนๆกันไปหมดคือมีแต่ทรายกับทราย ที่เคยเห็นว่ามีเนินทรายรูปทรงอย่างนี้ตรงนั้นตรงโน้น ขับไปไม่ถึง 5 นาที มองมันอีกที อ้าว เปลี่ยนขนาดไปแล้ว ก็เพราะลมมันพัดน่ะ บ่อยครั้งลมเล่นย้ายเนินทรายไปทั้งลูก ยั่งงี้จะไปหาจุดอ้างอิงได้ที่ไหน ไม่ต่างอะไรกับขับเรือ

อ้าว ถึงไหนแล้วยังไม่ได้บอกเลยว่างั้นขับไง ก็ใช้แผนที่ กะ เข็มทิศนะซิ คล้ายๆกับขับเรือ เล่าคร่าวๆให้พอเห็นภาพก็ประมาณว่าเอาแผนที่แปะหน้ารถ เข็มทิศไว้ที่คอนโซลหลังพวงมาลัย แล้วลุยโลด มันจะมีองศาบอกว่าต้องให้หน้ารถทำมุมกี่องศา จำไม่ได้แล้วว่าตอนนั้นมันกี่องศา มันสิบกว่าปีมาแล้ว จำได้แต่ว่าออกจากแคมป์ราวๆ 9 โมงเช้า แล้วมันต้องไปถึงราวๆบ่าย ถ้าได้เวลาที่กำหนดคาดว่าจะถึงแล้วยังไม่ถึง ทางฐานเจาะฯ เขาจะวิทยุถามที่แคมป์ว่าได้ออกมาตรงเวลาไหม แล้วรออีกสักพัก ถ้ายังไม่โผล่มา จึงเอา ฮ. ขึ้นกู้ซาก เอ๊ย หาคน

เรื่องของเรื่องคือขับเพลินไม่ได้ดูทิศดูทางบ่อยเท่าที่ควร รถมันก็เลยออกนอกเส้นทางที่ควรจะเป็น คิดดูว่าแค่ 2-3 องศา ถ้าขับ 5 ชม 50-60 กม/ชม มันจะห่างจากเป้ากี่กิโล ผลก็คือหลงนะซิครับท่านผู้ชม จริงๆก็ไม่น่ากลัวนะ เพราะมันมีวิธีที่สอนกันมาแล้วว่าถ้าหลงต้องทำอย่างไร 1 ทำอย่างนี้ 2 ทำอย่างงั้น 3 ทำอย่างโน้น … ขั้นแรกก็ง่ายๆใช้สามัญสำนึกเอา คือ ห้ามกินน้ำใน 12 ชม.แรก เพราะต้องประหยัดน้ำ จากนั้นก็เปิดดูตารางว่า ควรจะกินน้ำได้อย่างมากกี่ออนซ์ต่อวัน เพื่อที่จะยืดเวลาเดี๊ยงให้ได้นานที่สุด เวลาทีมค้นหามาเจอจะได้เจอคน ไม่ใช่ศพแห้งๆ ขั้นที่ 2 ที่ 3 และต่อๆไป เป็นเรื่องของการแจ้งตำแหน่งพิกัดสุดท้ายทางวิทยุ ประมาณ “เมย์เดย์ๆๆ” แบบที่เคยดูกันในหนังฮอลีวูดนั่นแหละ ตามด้วยการเปิดวิทยุฉุกเฉินไว้ ซึ่งเจ้าวิทยุฉุกเฉินนี่มันจะส่งสัญญาณวิทยุความถี่พิเศษที่ใช้ในการกู้ภัยออกไปบอกตำแหน่งที่ๆอยู่ของผู้ประสบภัย และยังมีอื่นๆอีกมามาย ทำตามขั้นตอนจนหมดแล้วก็นั่งรอ สวดมนต์ไป พระเจ้าของใครก็ของมัน ถ้าเป็นพี่ไทยก็ต้องนิมนต์หลวงพ่อหลวงปู่วัดดังๆกันล่ะ ห่วงแต่ว่าหลวงปู่จะไปหาเจอหรือเปล่า ฮ่าๆ ….

วันก็แล้ว สองวันก็แล้ว จนเข้าวันที่ 3 …. เป็นเวลาที่ได้หยุดคิดทบทวนเรื่องราวในอดีต เหมือนกับว่าตัวเองกำลังตายอย่าช้าๆ ตายด้วยการไม่มีความหวังนั้นแหละ คนเรานะลองหมดหวังแล้วนี่แย่กว่าตายๆไปซะให้รู้แล้วรู้รอด เลยต้องบอกตัวเองเสมอว่าถ้ายังไม่หยุดหายใจไปจริงๆแล้วล่ะก็ ต้องมีความหวัง ถึงคิดได้ว่าการอยู่อย่างไม่มีความหวังนั้นมันแย่กว่าการตายอีก จึงต้องมีความหวังตลอดเวลาตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจอยู่ คิดได้งั้น ก็รอน่ะ จนวันที่ 3 ถึงได้มี ฮ. มารับ ตอนเห็น ฮ. นะ จุดมันหมดเลย ไม่ว่าจะสัญญานควันหรือ พลุ กะว่าถ้านักบินไม่เห็นก็ตาบอดล่ะ แต่ก็ต้องระวังไม่ให้พลุมันไปโดนฮ. ไม่งั้นเดี๋ยวฮ.ตก เป็นเรื่องอีก อย่าหัวเราะนะ เคยมีมาแล้ว เหมือนเล่นดอกไม้ไฟวันลอยกระทงเลย ต่างตรงที่ไม่มีน้ำกะเล่นอยู่คนเดียวกลางทะเลทรายกลางวันแสกๆ แล้วเขาก็ให้อีก 2 คนมาขับรถกลับแคมป์ เนื่องจากไม่เชื่อฝีมือว่ามัน(ผม)จะขับกลับได้ โดยไม่หลงอีก พอถึงฐานฯก็โดนสอบสวนซะไม่มี แต่ก็ไม่ว่าอะไรเพราะเรางี่เง่าหลงเอง ดีที่ได้กลับมาโดนสอบสวน ดีกว่าเป็นซากแห้งๆให้มนุษย์ต่างดาวมาเจออีกร้อยกว่าปีให้หลัง แล้วสงสัยเล่นว่าไอ้ตัวแห้งๆพุงป่องๆนี่มันตัวอะไรหว่า

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *