ปฏิบัติการจิตวิทยาในการสัมภาษณ์งานวิศวกรสนาม

ปฏิบัติการจิตวิทยาในการสัมภาษณ์งานวิศวกรสนาม

ตอนแรกว่าจะเขียนตอนนี้ต่อใน งานวิศวกรสนาม (field engineer) … เขาสัมภาษณ์อะไรกันนักกันหนา – ตอบอย่างไรให้โดนใจ แต่พอมาคิดอีกที มันชักจะยาวไปหน่อยและเรื่องมันค่อนข้างจะเฉพาะเจาะจง เลยเอามาขึ้นเป็นบล๊อกใหม่ดีกว่า

ออกพุงเอ๊ยออกตัวก่อนนะครับว่า หนึ่ง ผมไม่ใช่นักทรัพยากรมนุษย์ (HR) และ สอง ผมไม่ใช่นักจิตวิทยา เป็นแค่อดีตวิศวกรสนามเถื่อนๆ(แต่ไม่ถ่อยนะ)และปัจจุบันวิศวกรสำนักงานแก่ๆ ที่มีโอกาสถูกสัมภาษณ์ และได้สัมภาษณ์คนอื่นมาพอหอมปากหอมคอ นอกจากนี้ก็ได้ฟังประสบการณ์หลังไมค์จากเพื่อนๆพี่ๆน้องๆมาตลอด 10 กว่า ปีที่เปิดบล๊อก ก็อยากจะเอามาแบ่งปัน ตามเคยนะครับว่า ไม่มีถูกไม่มีผิด ไม่มีทฤษฎีอะไรมากมาย คิดว่ามานั่งล้อมวงเม้าส์มอย จิบเบียร์ ใต้ต้นมะขาม เล่าสู่กันฟัง ข้าเจอมาแบบนี้ เอ็งเจออะไรมาบ้าง ชิวๆกันนะครับ

บริบทที่ผมกำลังจะคุยก็เป็นบริบทของวิศวกรสนามในงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมต้นน้ำนะครับ งานนี้มีลักษณะเฉพาะพอสมควร เพื่อนๆที่อยู่วงการอื่นเช่น โรงงาน การเงิน สาธารณสุข การบิน ทหาร ฯลฯ อ่านแล้วอาจจะบอกว่า ไม่เห็นจริงเลย ไม่เคยได้ยินว่าเป็นแบบนี้ ฯลฯ ก็ไม่แปลกครับเพราะ งานวิศวกรสนามในงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมต้นน้ำนี้มีลักษณะเฉพาะพอสมควร และไม่ทุกการสัมภาษณ์จะมีลักษณะแบบนี้นะครับ ผมแค่รวบรวมจากที่เคยเจอมาเอง เคยสัมภาษณ์เอง และได้ยินมาทั้งหน้าไมค์และหลังไมค์ เอามารวมๆกัน ถ้าใครไม่เจอแบบนี้ก็ไม่ได้แปลว่าผิดอะไร อย่างน้อยอ่านไว้ก่อนรู้ไว้ก่อน ถ้าเจอก็จะได้คุมสติได้อยู่รับไม้รับมือได้อย่างไม่เสียรูปมวย

สำหรับเพื่อนๆที่ยังไม่เคยอ่านตอนแรกอยากให้กลับไปอ่านก่อนนะครับ เพราะมีอะไรที่มีประโยชน์อยู่มากมาย จะได้เข้าใจว่าเราเดินทางมาถึงขั้นตอนไหน เช่นขั้นข้อเขียน เราก็ได้ดูกันแล้วว่าใครทำอะไรได้แค่ไหนในเชิงวิชาการ ขั้นสัมภาษณ์ก็มีจุดประสงค์หลายๆอย่าง ในตอนนี้จะกล่าวถึงหนึ่งในจุดประสงค์นั้นคือ ดูว่าคุณมีความฉลาดทางอารมณ์(ไม่รู้ใครไปแปลแบบนี้ จั๊กจี้มากเลย) หรือที่เรียกว่า EQ หรือ AQ (ความสามารถในการฝันฝ่าปัญหาอุปสรรค -Adversity Quotient) แค่ไหน คุณรับมือกับความขัดแย้ง การคุกคามทางอารมณ์ ทางเลือกที่หมิ่นเหม่ต่อความถูกต้อง และ หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรมแค่ไหน คุณเป็น “นักปฏิบัติจัง” หรือ “นักทฤษฎีจ๋า” ทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ(โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย)เป็นยังไง

Good cop – bad cop

เคยเห็นในหนังฮอลลี่วู้ดไหมครับที่เวลาสอบสวน ตำรวจคนนึง(หน้าตาแบบเพิ่งทะเลาะกับเมียมาเมื่อเช้า)เข้ามาก็ด่าๆซ้อมๆอัดๆโครมๆ แล้วมีตำรวจอีกคน(โดยมากจะหล่อหรือสวยเอ๊กซ์เซ็กซี่น่า … กว่าคนแรก)มาปลอบแล้วสัญญิงสัญญาโน้นนี่เพื่อให้ผู้ต้องหารับสารภาพหรือให้ข้อมูล … นึกออกหรือยังครับ

ประมาณนั้น การสัมภาษณ์มันก็ไม่ถึงขนาดนั้นแต่ก็หลักการคล้ายๆกัน คือจะมีคนหนึ่งหรือสองคนที่ แนวๆแข็งๆคุกคามๆถามจี้ๆกดดันๆ แล้วจะมีอีกคนคอยสังเกตุและจดๆอาการปฏิกริยาของเรา แล้วสักพักคนสองคนแรกอาจจะขอตัวออกไปก่อนโดยอ้างว่าอะไรก็แล้วแต่ แล้วคนที่เหลืออยู่ก็แสดงบทสัมภาษณ์ตามปกติ แล้วก็อาจจะถามอะไรที่คล้ายๆกัน ดูว่าเราจะตอบอย่างไร หรือ ถามความเห็นต่อคำถามที่กดดันก่อนหน้า …

ผมไม่ค่อยเห็นแบบนี้ (good cop bad cop) เท่าไร เจอมากับตัวเองแค่หนเดียวตอนหนุ่มๆ คงไม่คิดว่ามีใครใช้อีกแต่ก็อยากจะบันทึกไว้ว่า “อย่างนี้ก็มีด้วยคร๊าบบบบบบ” ส่วนการรับมือ ผมไม่มีสูตรสำเร็จนะครับ ตั้งสติให้ดีๆ ตอบให้คงเส้นคงวา อย่าไปบ้าจี้มีอารมณ์ร่วมก็พอแล้ว

ต่อมปรี๊ด กับ ต่อมบาน

ผมไม่ใช่นักจิตวิทยา ไม่รู้ว่านักจิตวิทยาเรียกว่าอะไร ผมตั้งชื่อของผมเอง ต่อมปรี๊ดคือต่อมที่ใครแตะไม่ได้ ต้องมีอาการองค์ลงหรือของขึ้น พูดภาษาบ้านๆคือปมด้อยนั้นเอง แต่มันจะหนักกว่าปมด้อยคือมันเป็นมด้อยที่ด้อยมากๆถึงกับก่อให้เกิดอารมณ์ปรี๊ดได้ เช่น ลูกเมียน้อย ลูกไม่มีพ่อ สอบตกซ้ำชั้นสามปีซ้อน โดนไล่ออกจากบ.เก่า นกเขาไม่ขัน (เกี่ยวไหมเนี่ย กลอนมันพาไป เอิ๊กๆ) ฯลฯ เรื่องเดียวกันกับคนหนึ่งอาจจะเป็นปมด้อยธรรมดาๆขำๆแต่กับอีกคนหนึ่งอาจจะเป็นต่อมปรี๊ดของเขาก็ได้

ต่อมบาน คือ ต่อมหน้าบาน คือเรื่องที่เราภูมิใจหนักหนา เป็นความสำเร็จที่คุณล้มควายเลี้ยงฉลองกันทั้งหมู่บ้านโพทนาไปสามตำบล เมาทีไรต้องพูดถึง (ฮ่า) ประมาณนั้น ภาษาบ้านๆอาจจะเรียกว่าเรื่องที่ภูมิใจหรือปมเด่น(ด้านดี) เช่น สอบได้ที่หนึ่ง ได้เหรียญ ได้โล่ ส่งตัวเองเรียนจนจบไม่พึ่งใครเลยสักบาทเดียว เป็นกัปตันทีมฟุตบอลตอนประถมพาทีมชนะเลิศแข่งบอลสงกรานต์ประจำหมู่บ้านวัดลิงขบ ฯลฯ

สองปมนี่แหละครับ จะโดนนำมาเล่น ต่อมปรี๊ดก็จะถูกหาถูกขุดและตอกย้ำ ต่อมบานก็โดนดูถูกเหยียบย่ำว่าไม่สำคัญอะไร วิธีตั้งการ์ดรับมือคือ ประการแรก อย่าลงไปเล่นกับเกมอารมณ์กับคนถาม เตะสกัดอารมณ์ออกไป คนปกติเวลาโดนถล่มปูพรมแบบนี้จะอยู่ใน mode ปกป้องและตอบโต้กลับ (defense and counter attack) คุณต้องตั้งสติให้อยู่ กดสวิทซ์สมองเปลี่ยนเป็น mode “อธิบาย” เช่นผมเคยโดนว่า “โอ้ จบเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเสียด้วย ที่หนึ่งภาคอีกแน่ะ (สำเนียงเหยียดๆ) อืม แต่ผมเห็นมาเยอะแล้ววว(ขึ้นเสียงสูง) พวกนี้มักทำอะไรไม่ค่อยเป็น เหยาะแหยะ เก่งแต่ตำรา ลงมือทำไม่เป็น คุณก็คงไม่ต่างกันล่ะม้างงงงงง (เอนหลัง โยน CV ผมลงบนโต๊ะ แล้วกอดอก)” เห็นไหมครับ ไม่มีคำถามเลยสักคับ ใส่อารมณ์เต็มๆ(แบบกิ๊กเก่า) อีกครั้งหนึ่งผมก็เจอแบบ “พูดได้แค่นี้เนี่ยนะ จะมาทำตำแหน่งนี้ รู้ไหมว่าตำแหน่งนี้ต้องใช้ภาษาอังกฤษเยอะ ผมว่าคุณไปหัดมาใหม่ดีกว่า แล้วค่อยมาสมัคร” (ตอนนั้นผมยังพูดภาษาอังกฤษเข้าขั้นสุนัขไม่รัปทาน)

 

 

ใช้ mode “อธิบาย” กดสวิทซ์กลับมา อย่าไปลงสระเล่นน้ำสงกรานต์ด้วย เช่น อธิบายไปว่า เห็นด้วยกับประสบการณ์ของพี่นะครับ บางคนเรียนไม่เก่งแต่ทำงานเก่ง บางคนเรียนไม่เก่งทำงานก็ไม่ดี บางคนเรียนก็ดีทำงานก็ได้ ดังนั้นทุกๆบริษัทถึงได้มีช่วงเวลาทดลองงาน เป็นช่วงเวลาที่บ.จะประเมินผู้สมัคร และผู้สมัครจะได้ประเมินบ. … จากนั้นอะไรก็ว่าไป …. แต่อย่าลืมว่าต้องกระชับ ไม่น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งไม่ต้องเอามา

อ้อ … เกร็ดเล็กๆ … ให้เลือกใช้คำที่เป็นแง่บวกแบบนักการทูต เช่น “ข้อเสีย” ให้พูดว่า “จุดที่อาจจะปรับปรุงให้ดีขึ้น” (area of improvement) ถ้าจะพูดถึง “ความยาก” หรือ “ปัญหา” ให้ใช้คำว่า “ความท้าทาย” (challenge)

มาต่อ …

เลว เลวมาก ดี ดีมาก (ตู)เลือกอะไร สำนวนไทยว่า รักพี่เสียดายน้อง บัวตูมบัวบาน หรือ หนีเสือปะจรเข้ (เลือกทางไหนก็ซวย)

แนวนี้คือจะมีสถานการณ์ให้เลือกว่า ระหว่าง ก. ข. ค. ถึง ฮ.นกฮูก (ฮ่า) เราจะเลือกอะไร ฟังแล้ว(ตู)ไม่อยากเลือกสักข้อ หรือ (ตู)อยากเลือกมันทุกข้อ … และตูก็รู้ว่าถ้าเลือกปุ๊บโดนถามว่าทำไมเลือกแบบนั้นแน่ๆ และโดยมากมักจะโดนตีกันไว้เลยว่า ไม่มีทางเลือกอื่น

ผมไม่มีสูตรสำเร็จตามเคยครับ มีให้แต่กรอบคร่าวๆว่าคุณต้องกำหลักใดหลักหนึ่งที่เป็นหลักสากลไว้ให้มั่น เป็นหลักที่ทุกคนเถียงไม่ได้ เช่น ความซื่อสัตย์ ความถูกต้องดีงาม ศีลห้า (ถ้าคุณเป็นพุทธศาสนิกชน) บัญญัติสิบประการ (ถ้าคุณเป็นคริสตศาสนิกชน) หรือหลักการของศาสนาไหนก็ว่าไป จรรยาบรรณวิชาชีพ จรรยาบรรณทางธุรกิจ (code of ethic) แล้วก็ตัดสินสถานการณ์ไปตามนั้น แต่ห้ามตอบว่าไม่ตอบไม่เลือก เพราะมันจะแปลว่าคุณไม่กล้าตัดสินใจ และโดยมากแม้จะไม่มีทางเลือกอื่น แต่มักจะมีวิธีผ่อนหนักให้เป็นเบา เช่น ไฟหน้ารถขนของเสียซ่อมไม่ได้แน่ แต่ต้องขนของไปทำงานตอนกลางคืน ไม่งั้นบ.ล่มจมวายป่วงหรือเราโดนไล่ออก(ว่าไปนั่น) เราอาจจะบอกว่า ก็ขับไปแต่กำหนดความเร็วสูงสุดไม่เกินเท่านั้นเท่านี้ จ้างพริตตี้ 3 คนมายืนอยู่หลังกระบะถือไฟฉายกระบอกโตๆส่องไปข้างหน้า (โห … ลงทุนๆ … ฮ่า) จ้างมอเตอร์ไซด์ แท็กซี่ ตำรวจ ฯลฯ ขับประกบหน้าหลัง โทรฯแจ้งตำรวจ แจ้งโรงพยาบาล ระหว่างทางผ่านไว้ล่วงหน้า ฯลฯ (อาจจะ proactive ถึงขั้น มัดจำโลงศพ และ จองวัดไว้ ก็ไม่เลว … ฮา)

เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง (เกลียดพ่อตาแต่อยากเอาลูกสาวเขามาทำเมีย … ประมาณนั้น)

เตรียมตอบไว้ให้ดีเลยครับ mode นี้ โดนกันบ่อย ทำให้บ.ต่างชาติบ้างล่ะ ธุรกิจทำลายสิ่งแวดล้อมบ้างล่ะ ทำงานให้นายทุนบ้างล่ะ นี่ในเรื่องงานนะ ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวก็อาจจะโดนเหมือนกัน เช่น กินเนื้อส่งเสริมการฆ่าสัตว์ตามกฏอุปสงค์อุปทานนี่นา หรือไม่ก็ อ้าว เจ้าของบ.มันเป็นเสื้อสีนั้นสีนี้ คุณยังจะไปทำให้มันอีกหรือ ฯลฯ ไม่มีคาถาสำเร็จรูปอีกครับ คำถามมันพลิกได้ร้อยกระบวนท่า แต่ที่สำคัญ อย่าตอบให้มันอุดมคติจ๋า ฟังแล้วคลื่นใส้ ต้องคว้ายาดมโป๊ยเซียนมาสูดปืดๆ ก็แล้วกัน

คำถามกระอักกระอ่วน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

เช่น คุณก็คนไทยเชื้อสายจีน คุณก็ลูกผู้ชายคนเดียว ที่บ้านก็ดูเหมือนจะเป็นกงสี ทำไม่ไม่อยู่สืบทอดกิจการที่บ้าน ไม่เรียกว่าอกตัญญูหรือ (นี่เล่นแรง แต่ก็เคยมีคนมาเล่าให้ฟังว่าเคยเจอดอกนี้เข้าให้) ถ้าตอบแถออกไปได้ ก็เจอต่อว่า ตอนนี้คุณพ่อคุณก็อายุมากแล้ว คุณก็ลูกชายคนเดียว อีก 3-5 ปีก็คงเรียกคุณกลับไปสืบทอดกิจการ งั้นผมก็เสียเวลาฝึกคุณ คุณทำได้ 3-5 ปี ผมก็ต้องหาคนใหม่อย่างนั้นหรือ ผมไม่รับคุณจะดีกว่า (นี่เล่นใส่ตรงๆเลย)

ที่เจอบ่อยอีกแนวนึงถือเรื่องแผนการเรียนต่อ ตอบว่าไม่มีแผนการเรียนต่อก็ดูไม่รักความก้าวหน้า ไม่คิดหาความรู้เพิ่มเติม ตอบว่ามีแผนก็อ้าว งั้นผมจะรับคุณทำไม ทำได้ไม่กี่ปีก็ไป … ไปหาคำตอบเอาเอง … อิอิ …

อีกคนเจอแบบนี้ครับ …. เพิ่งแต่งงานไม่ใช่หรือ แล้วจะทำไหวหรือ ห่างภรรยาไปตั้งสามสี่อาทิตย์ แล้วเมื่อไรจะได้มีลูกกัน (กลัวความดันจุกอกตายกลางทะเล ฮ่า) หรือไม่ก็ อ้าว … เดี๋ยวมีลูกแล้วทำไง ภรรยาจะเลี้ยงคนเดียวไหวเหรอ ญาติพี่น้องที่สงขลาก็ไม่มี แล้วสามสี่อาทิตย์คุณจะมีกะใจทำงานได้ไง (แน่ … มาแนวห่วงแทนตูอีก ให้มาเลี้ยงลูกให้ตูเลยดีไหม ฮ่า)

อย่านึกว่าคณะกรรมการจะไม่ถามอะไรแปลกๆนะครับ หรือคิดว่า แหม เรื่องส่วนตัวไม่น่ามาถามกัน ไม่เห็นเกี่ยวกับงานเลย ตอนผมจบใหม่ๆ(กี่ปีมาแล้วไม่บอก เดี๋ยวรู้ว่าแก่เลี้ยวววว)ผมก็คิดแบบนี้ครับ แต่พอรอยตีนกามันมากขึ้นๆ ผมกลับรู้สึกว่า ความคิดและทัศนคติเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวเนี่ยมันแยกกันไม่ออก ปัญหาเรื่องส่วนตัวและงานมันพันๆกันสืบเนื่องกัน และก็เคยโดนถามอะไรแปลกๆมาเช่นกัน เอาเป็นว่า เราเตรียมตัวไปให้เกินไว้ดีกว่าขาดก็แล้วกันครับ

ถ้านึกอะไรได้เพิ่มจะเอามาต่อไว้ที่นี่ก็แล้วกันครับ … หรือ ใครเคยเจอคำถามอะไรปรี๊ดๆพิศดารๆฃที่คิดว่าสามารถแบ่งปันได้ก็หลังไมค์หรืออีเมล์ nongferndaddy@hotmail.com หรือใส่ไว้ที่ comment ข้างล่างนี้ก็ได้ครับ คิดว่า นั่งจิบเบียร์ เล่าสู่กันฟังก็แล้วกันครับ

อ้อ อีกคำถามนึงที่โดนถามบ่อยพอควร โดยมา hr เป็นคนถาม คือ ถ้าย้อนกลับไปแก้อดีตได้ คุณอยากกับไปแก้ที่ช่วงไหนของชีวิต หรือ จะกลับไปทำอะไรใหม่ ไปแก้ไขอะไร …. ผมไม่มีคำตอบให้นะครับ แต่จะบอกเฉยๆว่าคำถามนี้แปลไทยเป็นไทยว่า คุณพอใจกับสิ่งที่คุณเป็นในวันนี้หรือไม่ เพราะทุกๆเสี้ยววินาทีของอดีตทำให้ปัจจุบันคุณเป็นอย่างที่คุณเป็นทุกวันนี้ ….

จะซื้ออะไรที่ Lazada หรือ จองที่พักกับ Agoda ผ่านตรงนี้นะครับ
ช่วยค่ายาค่าขนมน้องเฟิร์นกับน้องภัทร ขอบคุณครับ 🙂

[widgets_on_pages id=”Agoda”]
[widgets_on_pages id=”Lazada generic”]

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *