คำถามที่ควรจะถามเมื่อถูกสัมภาษณ์งาน

บล๊อกก่อนหน้า ผมพูดถึงคำถามและการตอบคำถามเมื่อโดนสัมภาษณ์งานวิศวกรสนาม มาบล๊อกนี้ผมจะขอพูดถึงในทางตรงกันข้ามบ้าง เพราะอยากให้พวกเราเดินก้าวไปสัมภาษณ์งานด้วยความรู้สึกที่เท่าเทียม ความรู้สึกที่เท่าเทียมสำคัญอย่างไร สำคัญที่ว่า เมื่อเรารู้สึกเท่าเทียม เราจะมีความมั่นใจจากภายใน รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า กำลังเดินไปประเมินและไปเลือกเขา ไม่ใช่เดินไปให้เขาประเมินและเลือกฝ่ายเดียว

เมื่อเรารู้สึกเท่าเทียม เรามั่นใจ(จากข้างใน) ในจะสะท้อนออกมาที่สีหน้า แววตา ท่าทาง จะดูไม่วอกแวก ไม่ดูจิตตก ไม่ดูหวาดระแวง ดูดีมีศักดิ์ศรี ว่าไปก็คล้ายๆอาหารเสริม+เครื่องสำอาง บางประเภทที่โฆษณาว่า “สวยจากภายใน” อะไรแบบนั้น

 

อย่าลืมว่าการสัมภาษณ์ เป็นการหาข้อมูล 2 ฝ่าย ไม่ใช่ไปให้เขาประเมินว่า “เราเหมาะกับบ.เขาไหม” อยากให้เราไปในความรู้สึกที่ว่า “บ.นี้มันคู่ควรจะให้เราทำงานให้เขาไหม” มากกว่า ที่จะไปให้เขาเลือกเราฝ่ายเดียว คือคุณต้องเตรียมคำถามไปถามเขาด้วย ไม่ใช่ไปนั่งให้เขายิงคำถามถล่มตูมๆ ฝ่ายเดียว

เราควรจะทำการบ้านไปก่อน (ทำการบ้านอะไรอย่างไรบ้าง ผมเขียนบล๊อกไปบ้างแล้ว จะไม่ซ้ำล่ะนะครับ) คือ ต้อง “รู้เขา” เสร็จแล้วเหลืออะไรที่เราอยากรู้ สงสัยก็จดโน้ตย่อๆเอาไว้ ไม่ต้องกลัวว่าหยิบโน้ตคำถามขึ้นมาแล้วแล้วจะดูไม่ดี ตรงข้าม เป็นการบอกคนที่สัมภาษณ์กลายๆว่า เราเตรียมตัวมาพร้อม เมื่อเราได้ข้อมูลครบ(ตามรายการที่จดมา) ทำให้เราตัดสินใจได้แน่นอนขึ้น เรารอบคอบ(นะจ๊ะ)

แต่ก่อนจะหยิบออกมาก็ทำท่าจะหยิบ แล้วเอ่ย ขออนุญาติหยิบ ซึ่ง 100ทั้ง100 ก็ต้องอนุญาติอยู่แล้ว เช่น “มีคำถามที่ผมอยากจะถาม 4-5 คำถาม ขออนุญาติหยิบรายการคำถามที่เตรียมไว้กันลืมนะครับ” หรือ “I’ve prepared a list of questions to clarify. May I go through the list so that I won’t forget anything” แล้ว พอเขาตอบ ถ้าจำไหวก็จำ แต่ถ้าคิดว่าจำไม่หมด หรือมีรายละเอียด ก็ไม่ต้องกลัวที่จะหยิบปากกามาโน้ตย่อๆ

นั่นคือ คุณต้องเตรียม ปากกากับกระดาษโน้ตเล็กๆติดไปด้วย เป็นการบอกเป็นนัยๆว่า เราเตรียมตัวมาพร้อม ซึ่งเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของทุกๆงาน … จะว่าไป ผมเคยแกล้งยืมปากกาผู้สมัคร (ถ้าผมไม่เห็นว่าเหน็บอยู่ที่เสื้อ) ไปสัมภาษณ์งาน อย่าลืมพกปากกาไปด้วย มันแสดงถึงความพร้อม … ตอนจะจดก็ขออนุญาติเสียหน่อย พอเป็นพิธี เช่น “ขออนุญาติจดหน่อยนะครับ” หรือ “May I take a note?” เขาต้องตอบ Yes อยู่แล้วครับ

ถ้าคำถามไหนของเราที่เขาตอบบ่ายเบี่ยงไปมา ก็ต้องซักให้ชัดเจน ถ้าเขาไม่สามารถตอบได้ชัดเจน ขี่ม้าเลียบค่าย วกไปวนมา ก็ทวนคำถามเขาไปแล้วสรุปว่าเราเข้าใจว่าคำตอบของเขาเป็นแบบนี้ ใช่หรือไม่ เช่น “สำหรับคำถามของผมเรื่องสัญญาจ้างในตำแหน่งที่เรากำลังคุยกันอยู่นี้ว่าเป็นลูกจ้างประจำหรือลูกจ้างชั่วคราวนั้น ณ.ตอนที่เรากำลังคุยกันอยู่นี้ บ.ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นแบบใด ผมเข้าใจแบบนี้ ถูกหรือไม่ครับ” หรือ “Regarding the question of …. , from your explaination, I understand that …. Is my understanding correct?”

เอาล่ะ หลังจากเขาถามๆๆๆๆๆๆ โดยมากก็จะปิดด้วยการถามเรากลับว่า มีอะไรสงสัยอยากทราบเพิ่มเติมจากฝั่งเขาบ้าง …. ทีนี้ก็ตาเราโซ้ยบ้างล่ะ …. เป็นผม ผมจะถามว่า

ในส่วนตัวบริษัท

1. ตั้งมากี่ปี มีธุรกิจอะไรในเครือเกี่ยวข้องบ้าง ใครเป็นเจ้าของบ. (ผู้ถือหุ้นใหญ่) รายได้หลักมาจากไหน ในธุรกิจเดียวกัน บ.คู่แข่งเป็นใคร (ในกรณีที่ไม่ใช่บ.ในตลาดหลักทรัพย์ เพราะถ้าเป็นบ.ในตลาดฯ ก็ไม่ต้องถาม ควรจะทราบมาก่อนแล้วตั้งแต่ก่อนมาสัมภาษณ์โดยการทำการบ้านมาก่อน) – ไม่ต้องอายที่จะถามคำถามพวกนี้ เพราะทีเขายังถามเราไปถึงไหนๆ เราก็ควรจะรู้ว่าบ.ที่เราจะมาฝากผีฝากไข้เป็นใครมาจากไหนทำมาหากินอะไรอย่างไร

 

ในส่วนของตำแหน่ง

1. ขอให้เขาลำดับสายงานบังคับบัญชา จากตำแหน่งของเราขึ้นไปจนสุดว่า เราขึ้นตรงกับใครด้านไหนยังไง จุดประสงค์คือ ต้องการดูว่าตำแหน่งนี้ ไกลจากยอดองค์กรแค่ไหน ถ้าจะไต่ไป ชาตินี้จะถึงไหม

2. ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่มีอยู่แล้วหรือตั้งขึ้นใหม่

2.1 ถ้ามีอยู่แล้ว – ทำไมถึงว่างลง ถ้าคนเก่าลาออก พอรู้ไหมว่าทำไมถึงออก

2.2 ถ้าเป็นตำแหน่งใหม่ – ทำไมถึงมีตำแหน่งนี้ขึ้นมา

ในส่วนของตัวงาน

1. กำหนดการออกสนาม เป็นอย่างไร ถ้าตายตัว เขาตอบได้เช่น 4/4 หรือ 3/4 ก็ว่าไป แต่ถ้าไม่แน่นอนก็ให้เขาประมาณว่า ราวๆเดือนล่ะกี่วัน ปีล่ะกี่วัน ถ้าเขาบอกว่า ไม่แน่นอน ก็ถามว่า สถิติที่ผ่านมาของตำแหน่งนี้หรือตำแหน่งใกล้เคียง ออกสนามเดือนล่ะกี่วันในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา

2. ถามก่อนว่า จะสามารถสอบถามเรื่องผลตอบแทนและสวัสดิการต่างๆได้ตอนนี้เลยไหม หรือ ต้องเป็นรอบต่อไปกับฝ่ายบุคคล ถ้าเขาตอบว่าได้ ก็ลุยเลย อยากรู้อะไร ถามให้หมด อย่ากั๊ก ถามให้ทุกแง่ทุกมุม ไม่ใช่ถามแค่เงินเดือน เบี้ยเลี้ยง โบนัส ค่าคอมฯ แล้วจบ ถามไปถึงสวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล พนักงานเท่าไรอย่างไร ลูก-กิ๊ก-เมีย ล่ะ จ่ายยังไง ช่วยค่าเล่าเรียนลูกไหม เท่าไรอย่างไร วันลาวันหยุด โอที ปีนึงกี่วัน ค่าเดินทาง ค่าน้ำมันรถ ฯลฯ จะไม่พลาด

ถ้าเรารู้จักจดรายการที่ต้องถามมาล่วงหน้า ไปนึกสดๆตอนนั้น ลืมแน่นอน ผมไม่อาจจะลำดับคำถามมาได้หมด เพราะแต่ล่ะคนก็มีความต้องการทราบหัวข้อนี้ละเอียดมากน้อยต่างกัน แล้วแต่ เพศ อายุ สถานะสมรส สถานะครอบครัว ล่ำซ่ำ หรือ จ่ายตามจริงแต่มีเพดาน ฯลฯ

ผมมีความเชื่ออยู่อย่างนึง (เพื่อนๆฝ่ายทรัพยากรบุคคลอาจจะค้าน) ว่าคนที่ไม่รู้จักรักษาผลประโยชน์ของตัวเองมักจะไม่รักษาผลประโยชน์ของบริษัทด้วย เพราะขนาดผลประโยชน์ของตัวเองโดยตรงยังเออๆยังไงก็ได้หยวนๆ ถ้าให้เป็นตัวแทนบ.ไปเจรจาต้าอวยกับใครก็คงมือเปล่ากลับมา

แต่ภาคปฎิเสธของความเชื่อของผมนั้นไม่จริงนะครับ เพราะคนที่รู้จักรักษาผลประโยชน์ของตัวเองอาจจะ หรือ อาจจะไม่รักษาผลประโยชน์ของบริษัทด้วยก็ได้ ใช่ไหมล่ะครับ พูดง่ายๆคือ 50/50 คือถ้าเป็นคนดีก็ดีไป รักษาผลประโยชน์ของทั้งตัวเองและเมื่อเป็นตัวแทนบริษัท แต่ถ้าเป็นคนขี้โกงก็บ.ก็ซวยไป แต่ทั้งนี้ผมเชื่อว่าทุกบ.มีกลไกที่จะป้องกันตรวจสอบเรื่องทุจริตอยู่แล้ว

ผมกำลังจะสรุปว่าผมจะเลือกคนที่รู้จักรักษาผลประโยชน์ของตัวเองโดยการสอบถามอะไรต่างๆระหว่างการสัมภาษณ์ เพราะเมื่อผมถามว่ามีอะไรจะสอบถามไหม ถ้าผู้ถูกสัมภาษณ์ตอบว่าไม่มี แปลว่า

1. ไม่มีจริงๆรู้หมดทุกอย่างที่อยากรู้ หรือ

2. มีแต่ไม่กล้าถาม หรือ

3. ไม่ค่อยอยากรู้อะไรเท่าไร รู้แค่นี้ก็น่าพอแล้ว

โอกาสที่จะออกข้อ 1 นั้นน้อย ส่วนมากไม่ข้อ 2 ก็ข้อ 3 ดังนั้น ผมว่าถามหน่อยก็ดีนะ ดูดีกว่า ไม่ถามอะไรเลย แต่ก็ควรถามอะไรที่ดูฉลาดๆและทำให้คนถามดูดีหน่อย

 

แต่ก็ต้องสมดุลให้ดีระหว่างความละเอียดของคำถาม โดยพิจารณาว่าคนที่สัมภาษณ์เรานั้นตำแหน่งอะไร (ส่วนมากคนสัมภาษณ์จะแนะนำตัวก่อนว่าเป็นใครตำแหน่งอะไร) เขาควรจะรู้อะไรแค่ไหน และ ตำแหน่งที่เราจะสมัครงาน

ยกตัวอย่างง่ายๆว่า ถ้าคนสัมภาษณ์เป็นผจก.ทางเทคนิด จะไปถามอะไรละเอียดทางผลตอบแทนและสวัสดิการก็ใช่ที่ หรือ ตำแหน่งที่สมัครเป็น วิศวกร นักบัญชี นักกม. ฝ่ายจัดซื้อ ฯลฯ เพราะบางงานต้องการคนที่มีลักกษณะละเอียดละออ จุดเล็กจุดน้อย บางงานก็ต้องการคนมองภาพใหญ่ให้ออก พูดง่ายๆคือถามให้ละเอียดถ้าตำแหน่งงานที่สมัครต้องการความละเอียดละออ ถามพอควรในภาพกว้างๆถ้าเป็นตำแหน่งงานทางเทคนิค

อย่าลืมพังเพยโบราณ รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

ท้ายที่สุด ไม่ทุกคนสัมภาษณ์ที่คิดเหมือนผม บางท่านอาจจะชอบคนที่ไม่ถามมาก หัวอ่อนว่าง่าย ควบคุมง่าย ไม่หือไม่อือ คนเราใจกว้างใจแคบมากน้อยต่างกัน ที่ผมว่าๆมานี่ก็อย่าเชื่อไปทั้งหมด คิดๆดูกรองๆดู แล้วเอาไปใช่เฉพาะที่คุณคิดว่าใช่และเห็นด้วย

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *